arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต · นิสสายวรรค

มนสิการสูตร เล่ม ๒๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๑๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในนิสสายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต นิสสายวรรค มนสิการสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๓๓๒–๓๓๓

หน้า ๓๓๒

๘. มนสิการสูตร

ว่าด้วยการได้สมาธิโดยไม่ใส่ใจรูปเป็นต้น

{๒๑๕} [๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“จะพึงมีได้ไหมหนอ พระพุทธเจ้าข้า การได้สมาธิของภิกษุแบบที่ไม่ใส่ใจถึงจักษุ ไม่ใส่ใจถึงรูป ไม่ใส่ใจถึงโสตะ ไม่ใส่ใจถึงเสียง ไม่ใส่ใจถึงฆานะ ไม่ใส่ใจถึงกลิ่น ไม่ใส่ใจถึงชิวหา ไม่ใส่ใจถึงรส ไม่ใส่ใจถึงกาย ไม่ใส่ใจถึงโผฏฐัพพะ ไม่ใส่ใจถึงปฐวีธาตุ ไม่ใส่ใจถึงอาโปธาตุ ไม่ใส่ใจถึงเตโชธาตุ ไม่ใส่ใจถึงวาโยธาตุ ไม่ใส่ใจถึงอากาสานัญจายตนะ ไม่ใส่ใจถึงวิญญาณัญจายตนะ ไม่ใส่ใจถึงอากิญจัญญายตนะ ไม่ใส่ใจถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ใส่ใจถึงโลกนี้ ไม่ใส่ใจถึงโลกหน้า ไม่ใส่ใจถึงแม้รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ที่ตนเห็นแล้ว ฟังแล้ว ทราบแล้ว รู้แจ้งแล้ว

บรรลุแล้ว เสาะแสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่ายังใส่ใจอยู่”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “พึงมีได้ อานนท์ การได้สมาธิของ ภิกษุแบบที่ไม่ใส่ใจถึงจักษุ ไม่ใส่ใจถึงรูป ไม่ใส่ใจถึงโสตะ ไม่ใส่ใจถึงเสียง ไม่ใส่ใจถึงฆานะ ไม่ใส่ใจถึงกลิ่น ไม่ใส่ใจถึงชิวหา ไม่ใส่ใจถึงรส ไม่ใส่ใจถึงกาย ไม่ใส่ใจถึงโผฏฐัพพะ ไม่ใส่ใจถึงปฐวีธาตุ ไม่ใส่ใจถึงอาโปธาตุ ไม่ใส่ใจถึง เตโชธาตุ ไม่ใส่ใจถึงวาโยธาตุ ไม่ใส่ใจถึงอากาสานัญจายตนะ ไม่ใส่ใจถึงวิญญาณัญจายตนะ ไม่ใส่ใจถึงอากิญจัญญายตนะ ไม่ใส่ใจถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ใส่ใจถึงโลกนี้ ไม่ใส่ใจถึงโลกหน้า ไม่ใส่ใจถึงแม้รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ที่ตนเห็นแล้ว ฟังแล้ว ทราบแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว เสาะแสวงหาแล้ว ตรองตามแล้ว ด้วยใจ ก็แต่ว่ายังใส่ใจอยู่”

หน้า ๓๓๓

“พึงมีได้อย่างไรเล่า พระพุทธเจ้าข้า การได้สมาธิของภิกษุแบบที่ไม่ใส่ใจ ถึงจักษุไม่ใส่ใจถึงรูป ...ไม่ใส่ใจถึงแม้รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ที่ตนเห็นแล้ว ฟังแล้ว ทราบแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว เสาะแสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่ายังใส่ใจอยู่

“ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘นั่น สงบ นั่นประณีตคือ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นแห่งตัณหา ความปราศจากความกำหนัด ความดับ นิพพาน’ ดังนี้ ดูก่อนอานนท์ พึงมีได้อย่างนี้แล ดูก่อนอานนท์ พึงมีได้อย่างนี้แล การได้ สมาธิของภิกษุแบบที่ไม่ใส่ใจถึงจักษุ ไม่ใส่ใจถึงรูป ไม่ใส่ใจถึงโสตะ ไม่ใส่ใจถึงเสียง ไม่ใส่ใจถึงฆานะ ไม่ใส่ใจถึงกลิ่น ไม่ใส่ใจถึงชิวหา ไม่ใส่ใจถึงรส ไม่ใส่ใจถึงกาย ไม่ใส่ใจถึงโผฏฐัพพะ ไม่ใส่ใจถึงปฐวีธาตุ ไม่ใส่ใจถึงอาโปธาตุ ไม่ใส่ใจถึงเตโชธาตุ ไม่ใส่ใจถึงวาโยธาตุ ไม่ใส่ใจถึงอากาสานัญจายตนะ ไม่ ใส่ใจถึงวิญญาณัญจายตนะ ไม่ใส่ใจถึงอากิญจัญญายตนะ ไม่ใส่ใจถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ใส่ใจถึงโลกนี้ ไม่ใส่ใจถึงโลกหน้า ไม่ใส่ใจถึงแม้ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ ที่ตนเห็นแล้ว ฟังแล้ว ทราบแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว เสาะแสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่ายังใส่ใจอยู่”

๙. สันธสูตร

ว่าด้วยการเพ่งแบบบุรุษอาชาไนยและบุรุษกระจอก

{๒๑๖} [๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่พักที่ก่อด้วยอิฐ ในหมู่บ้านนาทิกคาม ครั้งนั้นแล ท่านพระสันธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระสันธะว่า

จบ มนสิการสูตร