arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ · มหาวรรค

ปหาราทสูตร เล่ม ๒๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรค ปหาราทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๒๔๘–๒๕๕

หน้า ๒๔๘

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หญิงย่อมผูกมัดชายไว้ด้วยอาการ ๘ อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์โลกที่ถูกอาการ ๘ อย่างเหล่านั้นผูกมัดไว้แน่นหนา ชื่อว่าถูกผูกไว้ด้วยบ่วง”

๘. ทุติยพันธนสูตร

ว่าด้วยเครื่องผูกมัดของชาย ๘ อย่าง

{๑๐๘} [๑๘] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชายย่อมผูกมัดหญิงไว้ด้วยอาการ ๘ อย่าง อาการ ๘ อย่างคืออะไรบ้าง คือ

(๑) ชายย่อมผูกมัดหญิงไว้ด้วยรูป (๒) ด้วยการยิ้มแย้ม

(๓) ด้วยคำพูด (๔) ด้วยเพลงขับ

(๕) ด้วยการร้องไห้ (๖) ด้วยอากัปกิริยา

(๗) ด้วยของกำนัล (๘) ด้วยสัมผัส

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชายย่อมผูกมัดหญิงไว้ด้วยอาการ ๘ อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์โลกที่ถูกอาการ ๘ อย่างเหล่านั้นผูกมัดไว้แน่นหนา ชื่อว่าถูกผูกไว้ด้วยบ่วง”

๙. ปหาราทสูตร

ว่าด้วยข้ออัศจรรย์ของมหาสมุทรและพระธรรมวินัย

{๑๐๙} [๑๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์สถิตอยู่ ใกล้เมืองเวรัญชา ครั้งนั้นแล ท้าวปหาราทะจอมอสูร

หน้า ๒๔๙

เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ถามท้าวปหาราทะจอมอสูรว่า “ดูก่อนปหาราทะ พวกอสูรยังชื่นชมยินดี ในมหาสมุทร กันอยู่หรือ”

ท้าวปหาราทะจอมอสูรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกอสูรยังชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกันอยู่”

“ดูก่อนปหาราทะ ในมหาสมุทรมีความอัศจรรย์ไม่เคยมีอยู่กี่ประการที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกัน”

“พระพุทธเจ้าข้า ในมหาสมุทรมีความอัศจรรย์ไม่เคยมีอยู่ ๘ ประการที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีอยู่ในมหาสมุทรกัน ความอัศจรรย์ ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ

มหาสมุทรลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวมาแต่ เดิมไม่ พระพุทธเจ้าข้า ข้อที่มหาสมุทรลาดลุ่มลึกลาดลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวมาแต่เดิมไม่ นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วพากันชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกันประการที่ ๑อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง พระพุทธเจ้าข้า ข้อที่มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง นี้เป็น ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วพากันชื่นชมยินดี ในมหาสมุทรกันประการที่ ๒

อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า มหาสมุทรไม่ระคนปนอยู่กับซากศพที่ตายแล้ว ซากศพที่มีอยู่ในมหาสมุทรย่อมถูกคลื่นซัดลอยเข้าหาฝั่งขึ้นบนบกพระพุทธเจ้าข้า ข้อที่ซากศพที่มีอยู่ในมหาสมุทรถูกคลื่นซัดลอยเข้าหาฝั่งขึ้นบนบก นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกันประการที่ ๓

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑จอมอสูร หมายถึงผู้เป็นใหญ่ในหมู่อสูร ซึ่งมี ๓ ตน คือ ท้าวเวปจิตติ จอมอสูรราหู และท้าวปหาราทะนี้ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๔๐) อนึ่ง อสูร คือ เทพชั้นตํ่าจำพวกหนึ่งมีภพอยู่ภายใต้ภูเขาสิเนรุ เป็นผู้ไม่มีความอาจหาญ ไม่เป็นอิสระ และไม่รุ่งเรืองเฉกเช่นพวกเทพทั่วไป (ขุ.อุ.อ. ๓๒๐)
หน้า ๒๕๐

อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า แม่น้ำสายใหญ่ ๆ บรรดามี คือ แม่นํ้า คงคา แม่น้ำยมุนา แม่นํ้าอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่นํ้ามหี ไหลไปถึงมหาสมุทร แล้วย่อมละชื่อเสียงเดิมเสีย รวมเรียกว่ามหาสมุทรทั้งหมด พระพุทธเจ้าข้า ข้อที่แม่นํ้าสายใหญ่ ๆ บรรดามี คือ แม่นํ้าคงคา แม่นํ้ายมุนา แม่นํ้าอจิรวดี แม่นํ้าสรภู แม่นํ้ามหี ไหลไปถึงมหาสมุทรแล้วย่อมละชื่อเสียงเดิมเสีย รวมเรียกว่ามหาสมุทรทั้งหมด นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวก อสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกันประการที่ ๔อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า แม่นํ้าทุกสายในโลกย่อมไหลไปรวม ลงในมหาสมุทร ทั้งสายฝนจากฟัาก็ตกลงในมหาสมุทร แต่มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะนํ้านั้น ๆ เลย

พระพุทธเจ้าข้า ข้อที่แม่น้ำทุกสายในโลกย่อมไหลไปรวมลงในมหาสมุทร ทั้งสายฝนจากฟ้าก็ตกลงในมหาสมุทร แต่มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะนํ้านั้น ๆ เลย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดี ในมหาสมุทรกันประการที่ ๕อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า มหาสมุทรมีรสอย่างเดียวคือรสเค็ม พระพุทธเจ้าข้า ข้อที่มหาสมุทรมีรสอย่างเดียวคือรสเค็ม นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีในมหาสมุทร กันประการที่ ๖

อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต พระพุทธเจ้าข้า ข้อที่มหาสมุทร มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดี ในมหาสมุทรกันประการที่ ๗

หน้า ๒๕๑

อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งมี ชีวิตขนาดใหญ่หลายชนิด สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาติมิติมิงคละ ปลามหาติมิงคละ พวกอสูร พวกนาค พวกคนธรรพ์ ในมหาสมุทรสัตว์ที่มีลำตัวตั้ง ๑๐๐โยชน์ก็มี ๒๐๐โยชน์ก็มี ๓๐๐ โยชน์ก็มี ๔๐๐ โยชน์ก็มี ๕๐๐ โยชน์ก็มี พระพุทธเจ้าข้า ข้อที่มหาสมุทร เป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในมหาสมุทร นั้นเหล่านี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาติมิติมิงคละ ปลามหาติมิงคละ พวกอสูร พวกนาค พวกคนธรรพ์ ในมหาสมุทรสัตว์ที่มีลำตัวตั้ง ๑๐๐ โยชน์ ก็มี ๒๐๐ โยชน์ก็มี ๓๐๐ โยชน์ก็มี ๔๐๐ โยชน์ก็มี ๕๐๐ โยชน์ก็มี นี้ เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดี ในมหาสมุทรกันประการที่ ๘”พระพุทธเจ้าข้า ก็ภิกษุทั้งหลายย่อมชื่นชมยินดีในพระธรรมวินัยนี้กันบ้างไหม”

“ดูก่อนปหาราทะ ภิกษุทั้งหลายก็ชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่”

“พระพุทธเจ้าข้า ในพระธรรมวินัยนี้มีความอัศจรรย์ไม่เคยมีเท่าไรที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วพากันชื่นชมยินดีในพระธรรมวินัยนี้กันอยู่”

“ดูก่อนปหาราทะ ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ก็มี ๘ ประการที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ

ดูก่อนปหาราทะ ในธรรมวินัยนี้ มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ หาได้มีการบรรลุอรหัตผล

หน้า ๒๕๒

มาแต่แรกเริ่มไม่ เหมือนมหาสมุทรที่ลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวมาแต่เดิมไม่ ดูก่อนปหาราทะ ข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ หาได้มีการบรรลุอรหัตตผลมาแต่แรกเริ่มไม่ นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัย ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๑

ดูก่อนปหาราทะ สาวกทั้งหลายของเราจะไม่ยอมล่วงละเมิดสิกขาบท ที่เราบัญญัติแล้วแก่สาวกทั้งหลายแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต เหมือนมหาสมุทรที่เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่งฉะนั้น ดูก่อนปหาราทะ ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราจะไม่ยอมล่วงละเมิดสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้แล้วแก่สาวกทั้งหลายแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลาย พบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๒

ดูก่อนปหาราทะ บุคคลใดเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีความประพฤติ ไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปิดบังการกระทำไว้ มิใช่สมณะแต่ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะ มิใช่พรหมจารีแต่ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารี เป็นผู้เน่าภายใน ถูกราคะกลุ้มรุม เป็นเหมือนขยะ สงฆ์จะไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น แต่จะประชุมกันยกเธอเสียโดยพลัน แม้ว่าเธอจะนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอก็ชื่อว่าอยู่ห่างจากสงฆ์ และสงฆ์ก็อยู่ห่างจากเธอ เหมือนมหาสมุทร ที่ไม่ระคนปนอยู่กับซากศพที่ตายแล้ว ซากศพที่มีอยู่ในมหาสมุทรจะถูกคลื่น ซัดลอยเข้าหาฝั่งขึ้นบนบกฉะนั้น ดูก่อนปหาราทะ ข้อที่บุคคลใดเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีความประพฤติไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปิดบังการกระทำไว้ มิใช่สมณะแต่ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะ มิใช่พรหมจารีแต่ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารี เป็นผู้เน่าภายใน ถูกราคะกลุ้มรุม เป็นเหมือนขยะ สงฆ์จะไม่อยู่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มีการศึกษาไปตามลำดับ หมายถึงไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีการกระทำไปตามลำดับ หมายถึงธุดงคธรรม ๑๓ ข้อ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ หมายถึงอนุปัสสนา ๗ มหาวิปัสสนา ๑๘ อารัมมณวิภัตติ ๓๘ และโพธิปักขิยธรรม ๓๗ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๔๔, ขุ.อุ.อ. ๓๒๔)
หน้า ๒๕๓

ร่วมกับบุคคลนั้น แต่จะประชุมกันยกเธอเสียโดยพลัน แม้ว่าเธอจะนั่งอยู่ ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอก็ชื่อว่าอยู่ห่างจากสงฆ์ และ สงฆ์ก็อยู่ห่างจากเธอ นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๓

ดูก่อนปหาราทะ วรรณะ ๔ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออก จากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละชื่อ และตระกูลเดิมเสีย รวมเรียกว่าสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทั้งหมด เหมือนแม่น้ำสายใหญ่ ๆ บรรดามี คือ แม่นํ้าคงคา แม่นํ้ายมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำ สรภู แม่น้ำมหี ไหลไปถึงมหาสมุทรแล้วย่อมละชื่อเสียงเดิมเสีย รวมเรียก ว่ามหาสมุทรทั้งหมดฉะนั้น ดูก่อนปหาราทะ ข้อที่วรรณะ ๔ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและตระกูลเดิมเสีย รวมเรียกว่าสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตรทั้งหมด นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัย

ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๔ดูก่อนปหาราทะ ภิกษุแม้จะมีจำนวนมาก ถ้าปรินิพพานไปด้วยอนุปาทิ เสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะการปรินิพพานนั้นเลย เหมือนแม่น้ำทุกสายในโลกย่อมไหลไปรวมลงในมหาสมุทร ทั้งสายฝนจากฟ้าก็ตกลงในมหาสมุทร แต่มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่า จะพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้น ๆ เลย ดูก่อนปหาราทะ ข้อที่ภิกษุแม้จะมี จำนวนมาก ถ้าปรินิพพานไปด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะการปรินิพพานนั้นเลย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กัน อยู่ประการที่ ๕

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑หาได้มีการบรรลุอรหัตตผลมาแต่แรกเริ่มไม่ หมายถึงในพระธรรมวินัยนี้ ไม่มีข้อที่บุคคลไม่บำเพ็ญ ศีลเป็นต้นมาแต่แรกเริ่มแล้วจะบรรลุอรหัตตผลได้เหมือนอย่างการก้าวกระโดดของกบ มีแต่ข้อที่ บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาไปตามลำดับ จึงจะสามารถบรรลุได้ (องฺ.อฏฺฐก.อ.๒๔๔, ขุ.อุ.อ. ๓๒๔)
หน้า ๒๕๔

ดูก่อนปหาราทะ ธรรมวินัยนี้มีรสเพียงรสเดียวคือวิมุตติรส เหมือนมหาสมุทรที่มีรสเพียงรสเดียวคือรสเค็มฉะนั้น ดูก่อนปหาราทะ ข้อที่ธรรมวินัยนี้มีรสเพียงรสเดียวคือวิมุตติรส นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัย ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๖

ดูก่อนปหาราทะ ธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในธรรมวินัยนั้นเหล่านี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เหมือนมหาสมุทรที่มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกตฉะนั้น ดูก่อนปหาราทะข้อที่ธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในธรรมวินัยนั้นเหล่านี้ คือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลาย พบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่

๗ดูก่อนปหาราทะ ธรรมวินัยนี้เป็นที่พำนักอาศัยของคนใหญ่ ๆ คนใหญ่ ๆ ในธรรมวินัยนั้นเหล่านี้ คือ โสดาบัน ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามี ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล อนาคามี ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล อรหันต์ ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นอรหันต์ เหมือนมหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาติมิติมิงคละ ปลามหาติมิงคละ พวกอสูร พวกนาค พวกคนธรรพ์ ในมหาสมุทร สัตว์ที่มีลำตัวตั้ง ๑๐๐ โยชน์ก็มี ๒๐๐ โยชน์ก็มี ๓๐๐ โยชน์ก็มี ๔๐๐ โยชน์ก็มี ๕๐๐ โยชน์ก็มีฉะนั้น ดูก่อนปหาราทะ ข้อที่ธรรมวินัยนี้เป็นที่พำนักอาศัยของคนใหญ่ ๆ คนใหญ่ ๆ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุไม่มีอุปาทิเหลือ ภาวะดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ คือสิ้น ทั้งกิเลสและชีวิต หมายถึงภาวะสิ้นชีวิตของพระอรหันต์ (นัย ขุ.อิติ.อ. ๑๘๘)
หน้า ๒๕๕

ในธรรมวินัยนั้นเหล่านี้ คือ โสดาบัน ... ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นอรหันต์ นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๘

ดูก่อนปหาราทะ ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ ๘ ประการนี้แล ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วพากันชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่”

๑๐. อุโปสถสูตร

ว่าด้วยเหตุที่พระพุทธองค์ไม่ทรงแสดงปาติโมกข์

{๑๑๐} [๒๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปุพพารามปราสาทของมิคารมารดา ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่ เมื่อล่วงเข้าราตรีแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ท่านพระอานนท์ลุกจากอาสนะ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ประนมมือหันไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ล่วงเข้าราตรีแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งอยู่นานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณา โปรดแสดงพระปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”เมื่อพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิ่งอยู่ เมื่อมัชฌิมยามแห่งราตรีผ่านไป ท่านพระอานนท์ลุกจากอาสนะ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ประนมมือหันไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ล่วงเข้าราตรีแล้ว มัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งอยู่นานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาโปรดแสดงพระปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิดพระพุทธเจ้าข้า”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สติปัฎฐาน ๔...อริยมรรคมีองค์ ๘ พึงดูความหมายที่เชิงอรรถในข้อ ๗๑ (ภาวนาสูตร มหาวรรค สัตตกนิบาต) หน้า ๑๖๐-๑๖๑ ในเล่มนี้

จบ ปหาราทสูตร