arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ · มหาวรรค

ขฬุงคสูตร เล่ม ๒๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ขฬุงคสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรค ขฬุงคสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๔ อฏฺฐ [๑] ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺเก อฏฺฐ จ อสฺสโทเส เทเสสฺสามิ อฏฺฐ ปุริสขฬุงฺเก อฏฺฐ จ ปุริสโทเส ตํ สุณาถ ฯเปฯ

กตเม จ ภิกฺขเว อฏฺฐ อสฺสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ อสฺสโทสา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉโต ปฏิสกฺกติ ๒ ปิฏฺฐิโต รถํ ปวตฺเตติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม อสฺสโทโส ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉา ลงฺฆิปติ ๓ กุพฺพรํ ปหรติ ๔ ติทณฺฑํ ภญฺชติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย อสฺสโทโส ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา รถีสาย สตฺถึ อุสฺสชฺชิตฺวา รถีสํเยว อชฺโฌมทฺทติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย อสฺสโทโส ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อุมฺมคฺคํ คณฺหาติ อุพฺพฏุมํ รถํ กโรติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ อสฺสโทโส ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ลงฺเฆติ ปุริมํ กายํ ปคฺคณฺหาติ ปุริเม ปาเท เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปญฺจโม อสฺสโทโส ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อนาทยิตฺวา [๑] ปโฏทยฏฺฐึ ๒ ทนฺเตหิ มุขาธานํ วิทฺธํสิตฺวา เยนกามํ ปกฺกมติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ฉฏฺโฐ อสฺสโทโส ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา เนว อภิกฺกมติ โน ปฏิกฺกมติ ตตฺเถว ขีลฏฺฐายิฏฺฐิโต โหติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว สตฺตโม อสฺสโทโส ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปุริเมว ๓ ปาเท สํหริตฺวา ปจฺฉิเม ๔ ปาเท สํหริตฺวา ตตฺเถว จตฺตาโร ปาเท อภินิสีทติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว อฏฺฐโม อสฺสโทโส ฯ อิเม โข ภิกฺขเว อฏฺฐ อสฺสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ อสฺสโทสา ฯ

กตเม จ ภิกฺขเว อฏฺฐ ปุริสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ ปุริสโทสา อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน น สรามิ ๕ น สรามีติ อาปตฺติยาว ๖ นิพฺเพเฐติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉโต ปฏิสกฺกติ ปิฏฺฐิโต รถํ ปวตฺเตติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ปุริสโทโส ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน โจทนํเยว ๑ ปฏิปฺผรติ กึ นุ โข ตุยฺหํ พาลสฺส อพฺยตฺตสฺส ภณิเตน ตฺวํปิ นาม ภณิตพฺพํ มญฺญสีติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉา ลงฺฆิปติ กุพฺพรํ ปหรติ ติฑณฺฑํ ภญฺชติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย ปุริสโทโส ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน โจทกสฺเสว ปจฺจาโรเปติ ตฺวํปิ โขสิ อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน ตฺวํ ตาว ปฐมํ ปฏิกโรหีติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา รถีสาย สตฺถึ อุสฺสชฺชิตฺวา รถีสํเยว อชฺโฌมทฺทติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย ปุริสโทโส ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน อญฺเญนาญฺญํ ปฏิจรติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อุมฺมคฺคํ คณฺหาติ อุพฺพฏุมํ รถํ กโรติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ ปุริสโทโส ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน สงฺฆมชฺเฌ พาหา วิกฺเขปกํ ภณติ ๑ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ลงฺเฆติ ปุริมํ กายํ ปคฺคณฺหาติ ปุริเม ปาเท ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปญฺจโม ปุริสโทโส ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน อนาทยิตฺวา สงฺฆํ อนาทยิตฺวา โจทกํ สาปตฺติโกว เยนกามํ ปกฺกมติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อนาทยิตฺวา [๒] ปโฏทยฏฺฐึ ทนฺเตหิ มุขาธานํ วิทฺธํสิตฺวา เยนกามํ ปกฺกมติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ฉฏฺโฐ ปุริสโทโส ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน เนวาหํ อาปนฺโนมฺหิ น ปนาหํ อาปนฺโนมฺหีติ โส ตุณฺหีภาเวน สงฺฆํ วิเหเฐติ ๓ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา เนว อภิกฺกมติ โน ปฏิกฺกมติ ตตฺเถว ขีลฏฺฐายิฏฺฐิโต โหติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว สตฺตโม ปุริสโทโส ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน เอวมาห กึ นุ โข ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อติพาฬฺหํ มยิ พฺยาวฏา ยาว อิทานาหํ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสามีติ โส สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติตฺวา เอวมาห อิทานิ โข ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อตฺตมนา โหถาติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปุริเมว ๑ ปาเท สํหริตฺวา ปจฺฉิเม ๒ ปาเท สํหริตฺวา ตตฺเถว จตฺตาโร ปาเท อภินิสีทติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว อฏฺฐโม ปุริสโทโส ฯ อิเม โข ภิกฺขเว อฏฺฐ ปุริสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ ปุริสโทสาติ ฯ

๑ ม. จ ฯ ๒ ม. ปฏิกฺกมติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๓ ม. ลงฺฆติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๔ ม. หนติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๑ ม. สารถึ อนาทยิตฺวา ฯ ๒ สี. ยุ. ปโตทํ ฯ ม. ปโตทลฏฺฐึ ฯ ๓ ม. ปุริเม จ ฯ

๔ ม. ปจฺฉิเม จ ฯ ๕ ม. น สรามีติ น อาเมณฺฑิตํ ฯ ๖ ม. อสติยา ฯ

๑ ม. โจทกํเยว ฯ

๑ ม. พาหวิกฺเขปํ กโรติ ฯ ๒ ม. สารถึ อนาทยิตฺวา ฯ ๓ ยุ. วิเหเสติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงม้าโกง ๘ จำพวก และโทษของม้าโกง ๘ ประการคนโกง ๘ จำพวก และโทษของคนโกง ๘ ประการเธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ม้าโกง ๘ จำพวกและโทษของม้าโกง ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ ที่นายสารถีกล่าวเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ย่อมถอยหลัง ดันรถให้กลับหลัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าประการที่ ๑ ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมหกหลังดีดธูปหัก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มีนี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๒ ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ยกขาขึ้นตะกุยงอนรถ ถีบงอนรถ ดูกรภิกษุทั้งหลายม้าโกงบางตัวในโลกนี้เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๓ ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมเดินผิดทาง ทำให้รถคว่ำ ดูกรภิกษุทั้งหลายม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๔ ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมเชิดกายด้านหน้า เผ่นขึ้นไป ดูกรภิกษุทั้งหลายม้าโกงบางตัวในโลกนี้เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๕ ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่คำนึงถึงด้ามประตัก เอาฟันกัดบังเหียน หลีกไปตามประสงค์ของมัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มีนี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๖ ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า ทั้งไม่ถอยหลัง ยืนเฉยเหมือนเสาเขื่อนอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกงบางตัวในโลกนี้เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๗ ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ คุกเท้าหน้า เท้าหลัง ลงนอนทับเท้าทั้ง ๔ ที่ตรงนั้นนั่นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ม้าโกงบางตัวในโลกนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้าโกงประการที่ ๘ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าโกง ๘ จำพวก และโทษของม้าโกง ๘ ประการนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คนโกง ๘ จำพวก และโทษของคนโกง ๘ ประการเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูกโจทด้วยอาบัติ ย่อมอำพรางอาบัติไว้ว่า ผมนึกไม่ได้ๆดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่าจงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมถอยหลัง ดันให้รถกลับหลัง ฉะนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๑ ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูกโจทด้วยอาบัติกลับโต้ตอบการโจทนั่นเองว่า จะมีประโยชน์อะไรหนอ ด้วยคำที่ท่านซึ่งเป็นคนโง่ไม่ฉลาดกล่าว

ท่านเองควรสำนึกถึงคำที่ควรพูด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไปถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมหกหลัง ดีดธูปหัก ฉะนั้นดูกรภิกษุทั้งหลายคนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๒

อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูกโจทด้วยอาบัติกลับโจทตอบแก่ภิกษุผู้โจทนั่นเองว่า แม้ท่านก็ต้องอาบัติชื่อนี้ท่านจงทำคืนเสียก่อน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมยกขาขึ้นตะกุยงอนรถ ถีบงอนรถ ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๓ ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูกโจทด้วยอาบัติย่อมพูดกลบเกลื่อน พูดนอกลู่นอกทาง แสดงความโกรธความขัดเคือง และความไม่ยำเกรงให้ปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ย่อมเดินผิดทาง ทำให้รถคว่ำ ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายคนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๔ ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูกโจทด้วยอาบัติยกมือทั้งสองพูดห้ามในท่ามกลางสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถี เตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ย่อมเชิดกายด้านหน้า เผ่นขึ้นไปฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายคนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๕ ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูกโจทด้วยอาบัติย่อมไม่เอื้อเฟื้อสงฆ์ ไม่เอื้อเฟื้อผู้โจทก์ ทั้งที่มีอาบัติติดตัวอยู่เลี่ยงหลีกไปตามประสงค์ของตน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่า จงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่คำนึงถึงด้ามประตัก เอาฟันกัดบังเหียน หลีกไปตามประสงค์ของมันฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๖ ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูกโจทด้วยอาบัติกล่าวว่า ผมไม่ได้ต้องอาบัติเลยๆ เธอใช้ความนิ่งให้อึดอัดใจสงฆ์ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่าจงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า ทั้งไม่ถอยหลังยืนเฉยเหมือนเสาเขื่อนอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกงบาง คนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๗ ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้เป็นจำเลยนั้น เมื่อถูกโจทด้วยอาบัติย่อมกล่าวว่า ทำไมหนอ ท่านผู้มีอายุทั้งหลายจึงชอบหาเรื่องในตัวผมนัก บัดนี้ ผมกำหนดบอกคืนสิกขาลาเพศแล้ว เธอบอกคืนสิกขาลาเพศแล้วพูดอย่างนี้ว่า บัดนี้ ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงเบาใจเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบเหมือนม้าโกงที่นายสารถีเตือนว่าจงเดินไป ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ คุกเท้าหน้า เท้าหลัง ลงนอนทับเท้าทั้ง ๔ ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายคนโกงบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนโกงประการที่ ๘ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนโกง ๘ จำพวก และโทษของคนโกง ๘ ประการนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๔

จบ ขฬุงคสูตร