พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ · สัทธรรมวรรค
๑๐. ทุพพิโนทยสูตร เล่ม ๒๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในสัทธรรมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ สัทธรรมวรรค ทุพพิโนทยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๓๖ หน้า ๓๓๕–๓๓๗
นั้น ๆ. จริงอยู่ในสูตรนี้ท่านกล่าวเหตุว่าปริยาย. บทว่า อนุทฺทยตํ ปฏิจฺจได้แก่ อาศัยความเอ็นดูว่า เราจักเปลื้องสัตว์ทั้งหลายผู้ถึงความยากลำบากมากจากความยากลำบาก. บทว่า น อามิสนฺตโร ได้แก่ ไม่เห็นแก่อามิสอธิบายว่า ไม่หวังลาภคือปัจจัย ๔ เพื่อตน. บทว่า อตฺตานญฺจ ปรญฺจอนุปหจฺจ ได้แก่ ไม่กระทบตนและผู้อื่นด้วยการกระทบคุณโดยยกตนข่มผู้อื่น.
จบอรรถกถาอุทายิสูตรที่ ๙
๑๐. ทุพพิโนทยสูตร
ว่าด้วยธรรมที่บรรเทาได้ยาก
[๑๖๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เกิดขึ้นแล้วบรรเทาได้ยาก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑โมหะ ๑ ปฏิภาณ ๑ จิตคิดจะไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ประการนี้ เกิดขึ้นแล้วบรรเทาได้ยาก.
จบทุพพิโนทยสูตรที่ ๑๐
จบสัทธัมมวรรคที่ ๑
อรรถกถาทุพพิโนทยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุพพิโนทยสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทุปฺปฏิวิโนทยา ความว่า ฐานะทั้งหลายใดย่อมมีเพื่อยังกิจมีการรื่นเริงเป็นต้นให้เกิดขึ้น เมื่อฐานะนั้น ๆ ยังไม่สิ้นสุดเป็นอันนำออก
ยากข่มได้ยาก. ความเป็นผู้ประสงค์จะกล่าวท่านเรียกว่าปฏิญาณ. ธรรม ๕อย่างนี้ ระงับยาก ไม่ใช่ระงับได้ง่าย แต่สามารถระงับได้ด้วยปัจจเวกขณะ(การพิจารณา) และอนุสาสนะ (การสั่งสอน) อันสมควรโดยอุบาย โดยเหตุด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาทุพพิโนทยสูตรที่ ๑๐
จบสัทธัมมวรรควรรณนาที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สัทธัมมนิยามสูตร ๓ สูตร ๔. สัทธัมมสัมโมสสูตร ๓ สูตร๗. ทุกถาสูตร ๘. สารัชชสูตร ๙. อุทายิสูตร ๑๐. ทุพพิโนทยสูตรและอรรถกถา.
อาฆาตวรรคที่ ๒
๑. ปฐมอาฆาตวินยสูตร
ว่าด้วยธรรมระงับความอาฆาต ๕ ประการ
[๑๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ระงับความอาฆาตซึ่งเกิดขึ้นแก่ภิกษุโดยประการทั้งปวง ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญเมตตาในบุคคลนั้น ๑ ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญกรุณาในบุคคลนั้น ๑ ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญอุเบกขาในบุคคลนั้น ๑ ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงถึงการไม่นึกไม่ใฝ่ใจในบุคคลนั้น ๑ ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงนึกถึงความเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตนให้มั่นในบุคคลนั้นว่าท่านผู้นี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตามจักเป็นทายาท (ผู้รับผล) ของกรรมนั้น ดังนี้ ๑ ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบปฐมอาฆาตวินยสูตรที่ ๑
จบ ๑๐. ทุพพิโนทยสูตร