พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปัณณาสก์ที่ ๒ · อากังขวรรค
วัฑฒิสูตร เล่ม ๒๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในอากังขวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปัณณาสก์ที่ ๒ อากังขวรรค วัฑฒิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๑๓๓–๑๓๔
(๙) การไม่ประกอบความเพียร การไม่พิจารณา เป็นอันตรายต่อธรรม
(๑๐) การปฏิบัติผิด เป็นอันตรายต่อสวรรค์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้เป็นอันตรายต่อธรรม ๑๐ ประการที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลกเหล่านี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการเป็นอาหารของธรรม ๑๐ ประการ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลกเหล่านี้ คือ(๑) ความไม่เกียจคร้าน ความขยันหมั่นเพียร เป็นอาหารของโภคสมบัติ
(๒) การประดับ การตกแต่งร่างกายเป็นอาหารของผิวพรรณ
(๓) การทำสิ่งที่สบาย เป็นอาหารของความไม่มีโรค
(๔) การมีมิตรดี เป็นอาหารของศีล
(๕) การสำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของพรหมจรรย์
(๖) การไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริง เป็นอาหารของมิตร
(๗) การทำการสาธยาย เป็นอาหารของความเป็นพหูสูต
(๘) การฟังด้วยดี การสอบถาม เป็นอาหารของปัญญา
(๙) การประกอบความเพียร การพิจารณา เป็นอาหารของธรรม
(๑๐) การปฏิบัติชอบ เป็นอาหารของสวรรค์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้เป็นอาหารของธรรม ๑๐ ประการที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลกเหล่านี้”--------------------------------
๔. วัฑฒิสูตร
ว่าด้วยความเจริญ ๑๐ ประการ
{๗๔} [๗๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อเจริญด้วยความเจริญ ๑๐ ประการ ย่อมเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ และเป็นผู้ถือเอาสิ่งที่เป็นสาระสิ่งที่ประเสริฐแห่งกายได้ ความเจริญ ๑๐ ประการคืออะไรบ้าง คือ(๑) เจริญด้วยนาและสวน
(๒) เจริญด้วยทรัพย์และข้าวเปลือก
(๓) เจริญด้วยบุตรและภรรยา
(๔) เจริญด้วยทาส กรรมกร คนใช้
(๕) เจริญด้วยสัตว์สี่เท้า (๖) เจริญด้วยศรัทธา
(๗) เจริญด้วยศีล (๘) เจริญด้วยสุตะ
(๙) เจริญด้วยจาคะ (๑๐) เจริญด้วยปัญญา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อเจริญด้วยความเจริญ ๑๐ ประการ เหล่านี้ ย่อมเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ และเป็นผู้ถือเอาสิ่งที่เป็นสาระสิ่งที่ประเสริฐแห่งกายได้”ในโลกนี้ บุคคลใดเจริญด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก บุตร ภรรยา และสัตว์สี่เท้า บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้มีโชค มียศ เป็นผู้อันญาติ มิตรและพระราชาบูชาแล้วในโลกนี้ บุคคลใดเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา บุคคลเช่นนั้นจัดเป็นสัตบุรุษ มีปัญญาเห็น ประจักษ์ย่อมเจริญด้วยความเจริญทั้งสองประการในปัจจุบัน
๕. มิคสาลาสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๑๐ ประเภท
{๗๕} [๗๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของอุบาสิกา ชื่อมิคสาลา แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ ครั้งนั้น มิคสาลาอุบาสิกาเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วนมัสการท่านพระอานนท์ นั่ง ณ ที่ สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบเรียนถามท่านพระอานนท์ว่า
“ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ที่เป็นเหตุให้คน ๒ คน คือ คนที่ประพฤติพรหมจรรย์กับคนที่ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพนี้ อันวิญญูชนจะพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร คือว่า ท่านปุราณะผู้เป็นบิดาของดิฉันเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล งดเว้นจากเมถุนอันเป็นธรรมดาของชาวบ้าน ท่านทำกาละไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ‘เป็นสกทาคามิบุคคลเข้า ถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต’ ท่านอิสิทัตตะผู้เป็นที่รักของบิดาของดิฉัน เป็นผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ยินดีด้วยภรรยาของตน แม้เขาทำกาละไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงพยากรณ์ว่า ‘เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต’ ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ที่เป็นเหตุ ให้คน ๒ คน คือ คนที่ประพฤติพรหมจรรย์กับคนที่ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพนี้ อันวิญญูชนจะพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร”ท่านพระอานนท์กล่าวว่า “ดูก่อนน้องหญิง ก็ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพยากรณ์ไว้อย่างนั้นแล” ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์รับบิณฑบาตที่นิเวศน์ของมิคสาลาอุบาสิกาแล้วลุกจากอาสนะกลับไป
จบ วัฑฒิสูตร