พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · มหาวรรค
๗. ปรายนสูตร เล่ม ๒๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๗. ปรายนสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค ปรายนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)
๖๑ เอกํ ๒ สมยํ ภควา พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลานํ เถรานํ ภิกฺขูนํ ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตานํ มณฺฑลมาเฬ สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อยมนฺตรา กถา อุทปาทิ วุตฺตมิทํ อาวุโส ภควตา ปรายเน เมตฺเตยฺยปเญฺห
โย อุภนฺเต ๓ วิทิตฺวาน มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปติ
ตํ พฺรูมิ มหาปุริโส ๔ โสธ สิพฺพนิมจฺจคาติ ๕ ฯ
กตโม นุ โข อาวุโส เอโก อนฺโต กตโม ทุติโย อนฺโต กึ มชฺเฌ กา สิพฺพนีติ ฯ
เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ เถเร ภิกฺขู เอตทโวจ ผสฺโส โข อาวุโส เอโก อนฺโต ผสฺสสมุทโย ทุติโย อนฺโต ผสฺสนิโรโธ มชฺเฌ ตณฺหา สิพฺพนี ตณฺหา หิ นํ สิพฺพติ ตสฺส ตสฺเสว ภวสฺส อภินิพฺพตฺติยา เอตฺตาวตา โข อาวุโส ภิกฺขุ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานาติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานาติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหตีติ ฯ
เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ เถเร ภิกฺขู เอตทโวจ อตีตํ โข อาวุโส เอโก อนฺโต อนาคตํ ทุติโย อนฺโต ปจฺจุปฺปนฺนํ มชฺเฌ ตณฺหา สิพฺพนี ๑ ตณฺหา หิ นํ สิพฺพติ ตสฺส ตสฺเสว ภวสฺส อภินิพฺพตฺติยา เอตฺตาวตา โข อาวุโส ภิกฺขุ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานาติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานาติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหตีติ ฯ
เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ เถเร ภิกฺขู เอตทโวจ สุขา อาวุโส เวทนา เอโก อนฺโต ทุกฺขา เวทนา ทุติโย อนฺโต อทุกฺขมสุขา เวทนา มชฺเฌ ตณฺหา สิพฺพนี ตณฺหา หิ นํ สิพฺพติ ตสฺส ตสฺเสว ภวสฺส อภินิพฺพตฺติยา เอตฺตาวตา โข อาวุโส ภิกฺขุ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานาติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานาติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหตีติ ฯ
เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ เถเร ภิกฺขู เอตทโวจ นามํ โข อาวุโส เอโก อนฺโต รูปํ ทุติโย อนฺโต วิญฺญาณํ มชฺเฌ ตณฺหา สิพฺพนี ตณฺหา หิ นํ สิพฺพติ ตสฺส ตสฺเสว ภวสฺส อภินิพฺพตฺติยา เอตฺตาวตา โข อาวุโส ภิกฺขุ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานาติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานาติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหตีติ ฯ
เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ เถเร ภิกฺขู เอตทโวจ ฉ โข อาวุโส อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ เอโก อนฺโต ฉ พาหิรานิ อายตนานิ ทุติโย อนฺโต วิญฺญาณํ มชฺเฌ ตณฺหา สิพฺพนี ตณฺหา หิ นํ สิพฺพติ ตสฺส ตสฺเสว ภวสฺส อภินิพฺพตฺติยา เอตฺตาวตา โข อาวุโส ภิกฺขุ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานาติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานาติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหตีติ ฯ
เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ เถเร ภิกฺขู เอตทโวจ สกฺกาโย โข อาวุโส เอโก อนฺโต สกฺกายสมุทโย ทุติโย อนฺโต สกฺกายนิโรโธ มชฺเฌ ตณฺหา สิพฺพนี ตณฺหา หิ นํ สิพฺพติ ตสฺส ตสฺเสว ภวสฺส อภินิพฺพตฺติยา เอตฺตาวตา โข อาวุโส ภิกฺขุ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานาติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานาติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหตีติ ฯ
เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ เถเร ภิกฺขู เอตทโวจ พฺยากตํ โข อาวุโส อเมฺหหิ สพฺเพเหว ยถาสกํ ปฏิภาณํ อายามาวุโส เยน ภควา เตนุปสงฺกมิสฺสาม อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสฺสาม ยถา โน ภควา พฺยากริสฺสติ ตถา นํ ธาเรยฺยามาติ ๑ เอวมาวุโสติ โข เถรา ภิกฺขู ตสฺส ภิกฺขุโน ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อถ โข เถรา ภิกฺขู เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เถรา ภิกฺขู ยาวตโก อโหสิ สพฺเพเหว สทฺธึ กถาสลฺลาโป ตํ สพฺพํ ภควโต อาโรเจสุํ กสฺส นุโข ภนฺเต สุภาสิตนฺติ ฯ สพฺเพสํ โว ภิกฺขเว สุภาสิตํ ปริยาเยน อปิจ ยํ มยา สนฺธาย ภาสิตํ ปรายเน เมตฺเตยฺยปเญฺห
โย อุภนฺเต วิทิตฺวาน มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปติ
ตํ พฺรูมิ มหาปุริโส โสธ สิพฺพนิมจฺจคาติ ฯ
ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เถรา ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ ผสฺโส โข ภิกฺขเว เอโก อนฺโต ผสฺสสมุทโย ทุติโย อนฺโต ผสฺสนิโรโธ มชฺเฌ ตณฺหา สิพฺพนี ตณฺหา หิ นํ สิพฺพติ ตสฺส ตสฺเสว ภวสฺส อภินิพฺพตฺติยา เอตฺตาวตา โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานาติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานาติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหตีติ ฯ
๑ โป. วิหรติ ฯ ๒ โป. ม. ยุ. ปุรโต เอวํ เม สุตนฺติ ทิสฺสติ ฯ ๓ โป. อุโภ
อนฺเต ฯ ม. อุโภนฺเต ฯ ๔ ม. ยุ. มหาปุริโสติ ฯ ๕ ม. สิพฺพินิ ... ฯ
๑ ม. สิพฺพินิ ฯ
๑ ม. ธาเรสฺสามาติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ก็สมัยนั้น เมื่อภิกษุผู้เถระหลายรูปกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต นั่งประชุมกันอยู่ที่โรงกลม ได้เกิดการสนทนากันขึ้นในระหว่างว่าดูกรอาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในปัญหาของเมตเตยยมาณพ ในปรายนสูตรว่า
ผู้ใดทราบส่วนสุดทั้งสองด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง เรา
กล่าวผู้นั้นว่าเป็นมหาบุรุษ ผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้ว ดังนี้ ฯ
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ส่วนสุดที่ ๑ เป็นไฉนหนอ ส่วนสุดที่ ๒ เป็นไฉน อะไรเป็นส่วนท่ามกลาง อะไรเป็นเครื่องร้อยรัด ฯ
เมื่อสนทนากันอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑ เหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒ ความดับแห่งผัสสะเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะและเหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะนั้น เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย อดีตเป็นส่วนสุดที่ ๑ อนาคตเป็นส่วนสุดที่ ๒ ปัจจุบันเป็นส่วนท่ามกลาง
ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดอดีตอนาคต และปัจจุบันนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แลภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย สุขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๑ ทุกขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๒ อทุกขมสุขเวทนาเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนานั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย นามเป็นส่วนสุดที่ ๑ รูปเป็นส่วนสุดที่ ๒วิญญาณเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดนาม รูป และวิญญาณนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แลภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๑ อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๒
วิญญาณเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัดเพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดอายตนะภายใน ๖อายตนะภายนอก ๖ และวิญญาณนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แลภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย สักกายะเป็นส่วนสุดที่ ๑ เหตุเกิดสักกายะเป็นส่วนสุดที่ ๒ ความดับสักกายะเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัดสักกายะ เหตุเกิดสักกายะ และความดับสักกายะนั้นไว้เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พวกเราทั้งปวงเทียวได้พยากรณ์ตามปฏิภาณของตนๆมาเถิด เราทั้งหลายจักพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วจักกราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่พวกเรา โดยประการใด เราทั้งหลายจักทรงจำข้อที่ทรงพยากรณ์นั้นไว้โดยประการนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายรับคำของภิกษุนั้นแล้ว ครั้งนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลการที่สนทนาปราศรัยทั้งหมดนั้นแด่พระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญคำของใครหนอเป็นสุภาษิต พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำของเธอทั้งปวงเป็นสุภาษิตโดยปริยาย อนึ่ง เราหมายเอาข้อความที่กล่าวไว้ในปัญหาของเมตเตยยมาณพ ในปรายนสูตรว่า
ผู้ใดทราบส่วนสุดทั้ง ๒ ด้วยปัญญา แล้วไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง เรา
กล่าวผู้นั้นว่า เป็นมหาบุรุษ ผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้ว
ดังนี้ ฯ
เธอทั้งหลายจงฟังข้อความนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑ เหตุเกิดผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒ ความดับผัสสะเป็นส่วนท่ามกลางตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะ เหตุเกิดผัสสะ และความดับผัสสะนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
จบสูตรที่ ๗
จบ ๗. ปรายนสูตร