arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · มหาวรรค

๒. ผัคคุณสูตร เล่ม ๒๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค ผัคคุณสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๕๓๖–๕๔๐

หน้า ๕๓๖

ความสิ้นตัณหา ผู้น้อมไปยังความสิ้นอุปาทาน และผู้น้อม

ไปยังความไม่หลงใหลแห่งใจ ย่อมหลุดพ้นโดยชอบ เพราะ

เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งอายตนะทั้งหลาย

กิจที่ควรทำและการเพิ่มพูนกิจที่ทำแล้ว ย่อมไม่มี

แก่ภิกษุนั้น ผู้หลุดพ้นแล้วโดยชอบ มีจิตสงบ

ภูเขาศิลาเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยลม ฉันใด

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งสิ้น

ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ย่อมยังจิตอันตั้งมั่น

หลุดพ้นวิเศษแล้วของภิกษุผู้คงที่ให้หวั่นไหวไม่ได้ ฉันนั้น

และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม

ไปแห่งจิตนั้น

๒. ผัคคุณสูตร

ว่าด้วยพระพุทธองค์เสด็จเยี่ยมพระผัคคุณะอาพาธ

{๓๒๗} [๕๖] ก็สมัยนั้นแล ท่านพระผัคคุณะอาพาธเป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระ ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระผัคคุณะอาพาธเป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มี พระภาคเจ้าได้โปรดอนุเคราะห์เสด็จเข้าไปเยี่ยมท่านพระผัคคุณะด้วยเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ

หน้า ๕๓๗

ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นเสด็จเข้า ไปเยี่ยมท่านพระผัคคุณะถึงที่อยู่ ท่านพระผัคคุณะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า กำลังเสด็จมาแต่ไกลจะลุกจากเตียง ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะ ท่านพระผัคคุณะว่า “อย่าเลย ผัคคุณะ เธออย่าลุกจากเตียง อาสนะที่ปู ลาดไว้เหล่านี้ก็มีอยู่ เราจักนั่งบนอาสนะนั้น” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทับ นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้วได้ตรัสถามท่านพระผัคคุณะว่า “ดูก่อนผัคคุณะ เธอยังพอทนได้อยู่หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้อยู่หรือ ทุกขเวทนาค่อย ทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้นหรือ อาการค่อยคลายลงไม่รุนแรงขึ้นหรือ”ท่านพระผัคคุณะกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ทนไม่ได้อยู่ ยังอัตภาพให้ เป็นไปไม่ได้อยู่ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กล้านัก มีแต่กำเริบ ไม่ทุเลาลงเลย อาการมีแต่รุนแรงยิ่งขึ้น ไม่คลายลงเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลมเสียดแทงศีรษะข้าพระองค์เหลือกำลัง เหมือนมีคนที่แข็งแรงเอาเหล็กที่แหลมคมกดศีรษะไว้ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์จึงทนไม่ได้อยู่ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้อยู่ ทุกขเวทนา ของข้าพระองค์กล้านัก มีแต่กำเริบ ไม่ทุเลาลงเลย อาการมีแต่รุนแรงยิ่งขึ้น ไม่คลายลงเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีอาการปวดศีรษะเหลือทน เหมือน มีคนที่แข็งแรงเอาเส้นเชือกที่เหนียวมัดรัดศีรษะไว้ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงทนไม่ได้อยู่ ...

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลมเสียดแทงท้องข้าพระองค์เหลือเกิน เหมือน คนฆ่าโคหรือลูกมือคนฆ่าโคผู้ชำนาญเอามีดสำหรับเชือดโคที่คมกริบมาเชือดท้อง ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงทนไม่ได้อยู่ ...

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกายของข้าพระองค์เร่าร้อนเหลือกำลัง เหมือนคนที่แข็งแรงสองคนช่วยกันจับคนที่อ่อนแอกว่าที่แขนคนละข้างย่าง พลิกไปมาที่หลุมถ่านเพลิงฉะนั้น ข้าพระองค์จึงทนไม่ได้อยู่ยังอัตภาพให้เป็น

หน้า ๕๓๘

ไปไม่ได้อยู่ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กล้านัก มีแต่กำเริบ ไม่ทุเลาลงเลย อาการมีแต่รุนแรงยิ่งขึ้น ไม่คลายลงเลย”

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงท่านพระผัคคุณะให้เห็นแจ้งให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากอาสนะ หลีกไป ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระ ผัคคุณะได้มรณภาพแล้ว และในเวลามรณภาพอินทรีย์ของท่านพระผัคคุณะ นั้นผ่องใสยิ่งนัก

อานิสงส์แห่งการฟังธรรม ๖

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้านั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้ กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปไม่นาน ท่านพระผัคคุณะก็ได้มรณภาพ และในเวลามรณภาพอินทรีย์ของท่าน พระผัคคุณะผ่องใสยิ่งนัก”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ก็ไฉนอินทรีย์ของผัคคุณ ภิกษุจักไม่ผ่องใสเล่า จิตของผัคคุณภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แต่เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น จิตของผัคคุณภิกษุนั้นก็หลุดพ้นแล้วจาก โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ดูก่อนอานนท์ อานิสงส์ในการฟังธรรมตามกาลอันควร ในการใคร่ครวญ เนื้อความแห่งธรรมตามกาลอันควรมี ๖ ประการนี้ ๖ ประการคืออะไรบ้าง คือ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ หรือกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพเบื้องตํ่า ๕ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจศีลพรต (๔) กามฉันทะ ความพอใจในกาม (๕) พยาบาท ความคิดแก้แค้นผู้อื่น {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒, ม.มู.อ. ๒/๒๒}
หน้า ๕๓๙

จิตของภิกษุในธรรมวินัยนี้ยังไม่หลุดพ้นจากโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ใน เวลาใกล้ตายเธอได้เห็นตถาคต ตถาคตจึงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งาม ในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้ง พยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วนแก่เธอจิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้นดูก่อนอานนท์นี้เป็นอานิสงส์ ข้อที่ ๑ ในการฟังธรรมตามกาลอันควรอีกข้อหนึ่ง อานนท์ จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ในเวลาใกล้ตายเธอไม่ได้เห็นตถาคตเลย แต่ได้เห็นสาวกของตถาคต สาวก ของตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วนแก่เธอ

จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น ดูก่อนอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒ ในการฟังธรรมตามกาลอันควรอีกข้อหนึ่ง อานนท์ จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ในเวลาใกล้ตายเธอไม่ได้เห็นตถาคตและไม่ได้เห็นสาวกของตถาคต แต่ย่อม ตรึกตรอง พิจารณา เพ่งพินิจด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา เมื่อ เธอตรึกตรอง พิจารณา เพ่งพินิจด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาอยู่ จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากโอรัมภาคิยสังโยชน์๕ ดูก่อนอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ ข้อที่ ๓ ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมตามกาลอันควรอีกข้อหนึ่ง อานนท์ จิตของภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้หลุดพ้นจาก โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในธรรมอันเป็นที่สิ้นไป แห่งอุปธิกิเลสที่ยอดเยี่ยม ในเวลาใกล้ตายเธอย่อมได้เห็นตถาคต ตถาคต ย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น ... แก่เธอ จิตของเธอย่อมน้อมไปในธรรม อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลสที่ยอดเยี่ยมเพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น ดูก่อนอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔ ในการฟังธรรมตามกาลอันควร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลสที่ยอดเยี่ยม หมายถึงพระนิพพาน (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๓๘)
หน้า ๕๔๐

อีกข้อหนึ่ง อานนท์ จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้วจากโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในธรรมอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลสที่ยอดเยี่ยม ใน เวลาใกล้ตายเธอไม่ได้เห็นตถาคต แต่เธอได้เห็นสาวกของตถาคต สาวกของ ตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น ... แก่เธอ จิตของเธอย่อมน้อมไป ในธรรมอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลสที่ยอดเยี่ยมเพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น ดูก่อนอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕ ในการฟังธรรมตามกาลอันควรอีกข้อหนึ่ง อานนท์ จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้วจากโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในธรรมอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลสที่ยอดเยี่ยม ใน เวลาใกล้ตาย เธอไม่เห็นตถาคตและไม่ได้เห็นสาวกของตถาคตเลย

แต่เธอ ย่อมตรึกตรอง พิจารณา เพ่งพินิจด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา เมื่อเธอตรึกตรอง พิจารณา เพ่งพินิจด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียน มาอยู่ จิตของเธอย่อมน้อมไปในธรรมอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลสที่ยอดเยี่ยม ดูก่อนอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๖ ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม ตามกาลอันควรดูก่อนอานนท์ อานิสงส์ในการฟังธรรมตามกาลอันควร ในการ ใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมตามกาลอันควรมี ๖ ประการนี้แล”

๓. ฉฬภิชาติสูตร

ว่าด้วยบัญญัติชาติ ๖ ประการ

{๓๒๘} [๕๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้ พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า' “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปูรณกัสสปะบัญญัติชาติไว้ ๖ ชาติ

จบ ๒. ผัคคุณสูตร