arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · มหาวรรค

๑๐. พลสูตร เล่ม ๒๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค พลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๕๗๘–๕๘๓

หน้า ๕๗๘

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งทุกข์ เหตุเกิด แห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งทุกข์อย่างนี้ ๆ เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์ซึ่ง พรหมจรรย์อันเป็นเครื่องทำลายกิเลส เป็นที่ดับแห่งทุกข์ ข้อที่เรากล่าว ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความ ต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์’ ดังนี้นั้น เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้วดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือธรรมบรรยายที่ชื่อว่านิพเพธิกปริยาย”

๑๐. สีหนาทสูตร

ว่าด้วยกำลังของพระตถาคต ๖ ประการ

{๓๓๕} [๖๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังของตถาคต มี ๖ ประการเหล่านี้ซึ่ง ตถาคตมีพร้อมมูลแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักร ให้เป็นไปได้ กำลังของตถาคต ๖ ประการคืออะไรบ้าง คือ

ตถาคตย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งฐานะในโลกนี้โดยเป็นฐานะ และรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุมิใช่ฐานะโดยเป็นเหตุมิใช่ฐานะ ข้อที่ ตถาคตรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะและรู้ประจักษ์ตาม ความเป็นจริงซึ่งเหตุมิใช่ฐานะโดยเป็นเหตุมิใช่ฐานะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้ เป็นกำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอัน องอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้ (๑)

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดูเชิงอรรถ ๒ ข้อ ๑๑ (อนนุสสุตสูตร พลวรรค ปฐมปัณณาสก์ ปัญจกนิบาต) หน้า ๑๕ ในเล่มนี้
  2. ๒-๒-๒ดูเชิงอรรถ ๑-๓ ข้อ ๑๑ (อนนุสสุตสูตร พลวรรค ปฐมปัณณาสก์ ปัญจกนิบาต) หน้า ๑๖ ในเล่มนี้
หน้า ๕๗๙

อีกข้อหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งวิบากของกรรม สมาทาน ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันโดยฐานะ โดยเหตุ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ข้อที่ตถาคตรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งวิบากของกรรมสมาทาน ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันโดยฐานะ โดยเหตุ นี้เป็นกำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาท ในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้ (๒)

อีกข้อหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว และการออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ตถาคตรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งความเศร้าหมอง ความ ผ่องแผ้ว และการออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ นี้เป็นกำลัง ของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือ สีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้ (๓)

อีกข้อหนึ่ง ตถาคตย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติ ได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง ... ตถาคตนั้นระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ (คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ (คือชื่อและโคตร) ด้วย ประการฉะนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ตถาคตระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ... ตถาคตนั้นระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ นี้เป็นกำลังของ ตถาคต ประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือ สีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้ (๔)อีกข้อหนึ่ง ตถาคตย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กรรมสมาทาน ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่บุคคลยึดถือกระทำ หรือกรรมใด ๆ ที่ กระทำลงไป (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๕๐)
หน้า ๕๘๐

จักษุวิสัยของมนุษย์ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้กำลัง จุติ กำลังอุบัติ ... ได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ นี้เป็น กำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้ (๕)

อีกข้อหนึ่ง ตถาคตย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหา อาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ตถาคตทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหา อาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ นี้เป็นกำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอัน องอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้ (๖)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกำลังของตถาคต ๖ ประการเหล่านั้น หากว่า ชนเหล่าอื่นเข้ามาหาตถาคตถามปัญหาด้วยความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งฐานะ โดยเป็นฐานะและเหตุที่มิใช่ฐานะโดยเป็นเหตุที่มิใช่ฐานะไซร้

ความรู้ตาม ความเป็นจริงซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะและเหตุที่มิใช่ฐานะโดยเป็นเหตุที่มิใช่ ฐานะอันตถาคตรู้แจ้งแล้วอย่างใด ๆ ตถาคตผู้ถูกถามปัญหาแล้วก็จะพยากรณ์ ด้วยความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะและเหตุที่มิใช่ฐานะโดย เป็นเหตุที่มิใช่ฐานะแก่ชนเหล่านั้นอย่างนั้น ๆหากว่าชนเหล่าอื่นเข้ามาหาตถาคตถามปัญหาด้วยความรู้ตามความ เป็นจริงซึ่งวิบากของกรรมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันโดย ฐานะโดยเหตุไซร้ ความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งวิบากของกรรมสมาทานที่เป็น อดีต อนาคต และปัจจุบันอันตถาคตรู้แจ้งแล้วอย่างใด ๆ ตถาคตผู้ถูกถาม ปัญหาแล้วก็จะพยากรณ์ด้วยความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งวิบากของกรรมสมาทาน ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันแก่ชนเหล่านั้นอย่างนั้น ๆ

หน้า ๕๘๑

หากว่าชนเหล่าอื่นเข้ามาหาตถาคตถามปัญหาด้วยความรู้ตามความเป็น จริงซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติไซร้ ความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติอันตถาคตรู้แจ้งแล้วอย่างใด ๆ ตถาคตผู้ถูกถามปัญหาแล้วก็จะพยากรณ์ด้วยความรู้ตามความเป็นจริงซึ่ง ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และ สมาบัติแก่ชนเหล่านั้นอย่างนั้น ๆหากว่าชนเหล่าอื่นเข้ามาหาตถาคตถามปัญหาด้วยความรู้ตามความเป็น จริงซึ่งการระลึกชาติก่อนได้ไซร้ ความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งการระลึกชาติ ก่อนได้อันตถาคตรู้แจ้งแล้วอย่างใด ๆ ตถาคตผู้ถูกถามปัญหาแล้วก็จะ พยากรณ์ด้วยความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งการระลึกชาติก่อนได้แก่ชนเหล่านั้น อย่างนั้น ๆ

หากว่าชนเหล่าอื่นเข้ามาหาตถาคตถามปัญหาด้วยความรู้ตามความเป็น จริงซึ่งจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายไซร้ ความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งจุติและ อุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันตถาคตรู้แจ้งแล้วอย่างใด ๆ ตถาคตผู้ถูกถามปัญหา แล้วก็จะพยากรณ์ด้วยความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย แก่ชนเหล่านั้นอย่างนั้น ๆ

หากว่าชนเหล่าอื่นเข้ามาหาตถาคตถามปัญหาด้วยความรู้ตามความเป็น จริงซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายไซร้ ความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายอันตถาคตรู้แจ้งแล้วอย่างใด ๆ ตถาคตผู้ถูกถาม ปัญหาแล้วก็จะพยากรณ์ด้วยความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งความสิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลายแก่ชนเหล่านั้นอย่างนั้น ๆ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งฐานะ โดยเป็นฐานะและเหตุที่มิใช่ฐานะโดยเป็นเหตุที่มิใช่ฐานะไว้สำหรับบุคคลผู้มีใจ

หน้า ๕๘๒

ตั้งมั่น มิใช่สำหรับบุคคลผู้มีใจไม่ตั้งมั่น เรากล่าวแม้ความรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งวิบากของกรรมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันโดยฐานะโดยเหตุ ไว้สำหรับบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น มิใช่สำหรับบุคคลผู้มีใจไม่ตั้งมั่น เรากล่าวแม้ ความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่ง ฌาน วิโมกข์ สมาธิ และ สมาบัติไว้สำหรับบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น มิใช่สำหรับ บุคคลผู้มีใจไม่ตั้งมั่น เรากล่าวแม้ความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งการระลึกชาติ ก่อนได้ไว้สำหรับบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น มิใช่สำหรับบุคคลผู้มีใจไม่ตั้งมั่น เรา กล่าวแม้ความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายไว้สำหรับบุคคล ผู้มีใจตั้งมั่น มิใช่สำหรับบุคคลผู้มีใจไม่ตั้งมั่น เรากล่าวแม้ความรู้ตามความ เป็นจริงซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายไว้สำหรับบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น มิใช่ สำหรับบุคคลผู้มีใจไม่ตั้งมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิความตั้งใจมั่นเป็นทางถูก ความไม่ตั้งใจมั่นเป็นทางผิดด้วยประการฉะนี้แล”

จบ มหาวรรคที่ ๑

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. โสณสูตร ๒. ผัคคุณสูตร

๓. ฉฬภิชาติสูตร ๔. อาสวสูตร

๕. ทารุกัมมิกสูตร ๖. จิตตหัตถิสาริปุตตสูตร

๗. มัชเฌสูตร ๘. ปุริสินทริยญาณสูตร

๙. นิพเพธิกสูตร ๑๐. สีหนาทสูตร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เป็นทางถูก ในที่นี้หมายถึงเป็นอุบายแห่งการบรรลุญาณทั้ง ๖ นี้ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๕๐-๑๕๑)
หน้า ๕๘๓

(๗) ๒. เทวตาวรรค

๑. อนาคามิผลสูตร

ว่าด้วยผู้ควรบรรลุและไม่ควรบรรลุอนาคามิผล

{๓๓๖} [๖๕] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยังละธรรม ๖ ประการไม่ได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่สามารกที่จะทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลได้ ธรรม ๖ ประการคืออะไร บ้าง คือ

(๑) ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา (๒) ความเป็นผู้ไม่มีหิริ

(๓) ความเป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ (๔) ความเป็นผู้เกียจคร้าน

(๕) ความเป็นผู้มีสติหลงลืม (๖) ความเป็นผู้มีปัญญาทราม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยังละธรรม ๖ ประการนี้ไม่ได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่สามารถที่จะทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ สามารถที่จะทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลได้ ธรรม ๖ ประการคืออะไรบ้าง คือ

(๑) ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา (๒) ความเป็นผู้ไม่มีหิริ

(๓) ความเป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ (๔) ความเป็นผู้เกียจคร้าน

(๕) ความเป็นผู้มีสติหลงลืม (๖) ความเป็นผู้มีปัญญาทราม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการนี้ได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ สามารถที่จะทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลได้

จบ ๑๐. พลสูตร