arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · มหาวรรค

๙. นิพเพธิกสูตร เล่ม ๒๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค นิพเพธิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๕๖๙–๕๗๘

หน้า ๕๖๙

“ฉันใดก็ฉันนั้นแหละ อานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลก นี้ได้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดีของบุคคลนี้มีอยู่’ สมัย ต่อมาเราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘อกุศลธรรมของบุคคลนี้ แม้สักเท่านํ้าที่สลัดออกจากปลายขนทรายก็ไม่มี บุคคลนี้ประกอบด้วยธรรมที่ ไม่มีโทษ เป็นธรรมฝ่ายขาวอย่างเดียว จักปรินิพพานในปัจจุบันทีเดียว’ ดูก่อน อานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลได้ด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนดรู้ญาณเป็น เครื่องรู้อินทรีย์ของบุรุษได้ด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนดรู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ต่อไปได้ด้วยใจแม้อย่างนี้แลดูก่อนอานนท์ ในบุคคล ๖ ประเภทนั้น บุคคล ๓ ประเภทข้างต้น คนหนึ่งเป็นผู้ไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่งเป็นผู้เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่ง เป็นผู้เกิดในอบาย ตกนรก ในบุคคล ๖ ประเภทนั้น บุคคล ๓ ประเภทข้างหลัง คนหนึ่งเป็นผู้ไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่งเป็นผู้เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่ง เป็นผู้จะปรินิพพานเป็นธรรมดา”

๙. นิพเพธิกสูตร

ว่าด้วยธรรมบรรยายชำแรกกิเลส

{๓๓๔} [๖๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมบรรยายที่ชื่อนิพเพธิก ปริยาย แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมบรรยาย ชื่อนิพเพธิกปริยายนั้นเป็นไฉน คือ เธอทั้งหลายพึงทราบกาม เหตุเกิดแห่งกาม

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑นิพเพธิกปริยาย ในที่นี้หมายถึงธรรมเทศนาว่าด้วยเครื่องทำลายกองกิเลสมีกองโลภะเป็นต้น (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๔๘)
หน้า ๕๗๐

ความต่างแห่งกาม วิบากแห่งกาม ความดับแห่งกาม ปฏิปทาที่ให้ถึงความ ดับแห่งกาม เธอทั้งหลายพึงทราบเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความต่างแห่งเวทนา วิบากแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนา ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนา เธอทั้งหลายพึงทราบสัญญา เหตุเกิดแห่งสัญญา ความต่างแห่งสัญญา วิบากแห่งสัญญา ความดับแห่งสัญญา ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสัญญา เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความต่างแห่งอาสวะ วิบากแห่งอาสวะ ความดับแห่งอาสวะ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะ เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรม เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์

เหตุเกิด ความต่าง วิบาก และความดับแห่งกาม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่เรากล่าวนี้ว่า ‘เธอทั้งหลายพึงทราบกาม เหตุ เกิดแห่งกาม ความต่างแห่งกาม วิบากแห่งกาม ความดับแห่งกาม ปฏิปทา ที่ให้ถึงความดับแห่งกาม’ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้ คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด เสียงที่พึงรู้แจ้ง ด้วยโสตะ ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ... รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ... โผฏฐัพพะที่ พึงรู้แจ้งด้วยกายอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กามคุณ แยกความหมายเป็น ๒ คำ คือคำว่า กาม หมายถึงสิ่งก่อความใคร่อยาก และคำว่า คุณ หมายถึงเครื่องผูกพันหรือพันธนาการที่รัดแน่น (ที.สี.อ. ๓๓๕-๓๓๖, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๔๘) รวมสองคำเป็น กามคุณ จึงหมายถึงเครื่องผูกพันคือสิ่งที่ก่อความใคร่อยาก ส่วนผูกพันหรือส่วนที่อร่อย ของกาม ได้แก่ วัตถุกาม ๕ อย่าง คือ รูปที่งาม เสียงที่ไพเราะ กลิ่นที่หอม รสอร่อย สัมผัส สุขสบาย
หน้า ๕๗๑

พาใจให้กำหนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ชื่อว่ากาม สิ่งเหล่านี้ เรียกว่ากามคุณในอริยวินัย”

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึง ได้ตรัสพระคาถาประพันธ์อื่นนี้ต่อไปอีกว่า

ความกำหนัดที่เกิดด้วยอำนาจแห่งความดำริของบุรุษ

ชื่อว่ากาม อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกไม่ชื่อว่ากาม ความ

กำหนัดที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งความดำริของบุรุษชื่อว่ากาม

อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกย่อมตั้งอยู่ตามสภาพของตน

แต่ว่าธีรชนทั้งหลายย่อมกำจัดความพอใจในอารมณ์อัน

วิจิตรเหล่านั้นได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเกิดแห่งกามเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุ เกิดแห่งกามทั้งหลาย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งกามเป็นไฉน คือ กามในรูปเป็นอย่างหนึ่ง กามในเสียงเป็นอย่างหนึ่ง กามในกลิ่นเป็นอย่างหนึ่ง กามในรสเป็นอย่างหนึ่ง กามในโผฏฐัพพะเป็นอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่าความต่างแห่งกามดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิบากแห่งกามเป็นไฉน คือ การที่บุคคลผู้ใคร่อยู่ ยังอัตภาพที่เกิดขึ้นจากความใคร่นั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นส่วนบุญบ้าง เป็นส่วน มิใช่บุญบ้าง นี้เรียกว่าวิบากแห่งกามดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งกามเป็นไฉน คือ ความดับแห่ง กามย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ)

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า บุรุษ ในที่นี้เป็นคำรวมความที่หมายถึงสัตว์บุคคลทั่วไป ไม่จำกัดเพศ
หน้า ๕๗๒

สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (ความพยายามชอบ) สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งจิตมั่นชอบ) เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกาม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งกาม เหตุเกิด แห่งกาม ความต่างแห่งกาม วิบากแห่งกาม ความดับแห่งกาม ปฏิปทาให้ ถึงความดับแห่งกามอย่างนี้ ๆ เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์ซึ่ง พรหมจรรย์อันเป็นเครื่องทำลายกิเลส เป็นที่ดับแห่งกาม ข้อที่เรากล่าวว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกาม ... ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่ง กาม’ ดังนี้นั้น เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว

เหตุเกิด ความต่าง วิบาก และความดับแห่งเวทนา

ข้อที่เรากล่าวว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบเวทนา ... ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนา’ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนามี ๓ ประการนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเกิดแห่งเวทนาเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุ เกิดแห่งเวทนา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งเวทนาเป็นไฉน คือ สุขเวทนาที่ เจือด้วยอามิสมีอยู่ สุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ ทุกขเวทนาที่เจือด้วย อามิสมีอยู่ ทุกขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ อทุกขมสุขเวทนาที่เจือด้วย อามิสมีอยู่ อทุกขมสุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ นี้เรียกว่าความต่าง แห่งเวทนา

หน้า ๕๗๓

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิบากแห่งเวทนาเป็นไฉน คือ การที่บุคคลผู้ เสวยเวทนาอยู่ย่อมยังอัตภาพที่เกิดขึ้นจากเวทนานั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นส่วน บุญบ้าง เป็นส่วนมิใช่บุญบ้าง นี้เรียกว่าวิบากแห่งเวทนา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน คือ ความดับแห่งเวทนาย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งเวทนา เหตุ เกิดแห่งเวทนา ความต่างแห่งเวทนา วิบากแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนา ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ ๆ เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมรู้ ประจักษ์ซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องทำลายกิเลส เป็นที่ดับแห่งเวทนานี้ ข้อ ที่เรากล่าวว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบเวทนา ... ปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งเวทนา’ ดังนี้นั้น เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว

เหตุเกิด ความต่าง วิบาก และความดับแห่งสัญญา

ข้อที่เรากล่าวว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบสัญญา ... ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งสัญญา’ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญามี ๖ ประการนี้ คือ รูปสัญญา (ความ กำหนดหมายในรูป) สัททสัญญา (ความกำหนดหมายในเสียง) คันธสัญญา (ความกำหนดหมายในกลิ่น) รสสัญญา (ความกำหนดหมายในรส) โผฏฐัพพ สัญญา (ความกำหนดหมายในโผฏฐัพพะ) ธัมมสัญญา (ความกำหนดหมาย ในธรรมารมณ์)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเกิดแห่งสัญญาเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งสัญญา

หน้า ๕๗๔

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งสัญญาเป็นไฉน คือ สัญญาในรูป เป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในเสียงเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในกลิ่นเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในรสเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในโผฏฐัพพะเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาใน ธรรมารมณ์เป็นอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่าความต่างแห่งสัญญา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิบากแห่งสัญญาเป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าว สัญญาว่ามีคำพูดเป็นผล บุคคลจำคำพูดนั้นได้อย่างใด ๆ ก็ย่อมพูด อย่างนั้น ๆ ว่า ‘เราจำได้อย่างนั้น’ นี้เรียกว่าวิบากแห่งสัญญา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งสัญญาเป็นไฉน คือ ความดับแห่ง สัญญาย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับ แห่งสัญญา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งสัญญา เหตุ เกิดแห่งสัญญา ความต่างแห่งสัญญา วิบากแห่งสัญญา ความดับแห่งสัญญา ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งสัญญาอย่างนี้ ๆ เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องทำลายกิเลส เป็นที่ดับแห่งสัญญานี้ ข้อที่เรากล่าว ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบสัญญา ... ปฏิปทาให้ถึงความ ดับแห่งสัญญา’ ดังนี้นั้น เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว

เหตุเกิด ความต่าง วิบาก และความดับแห่งอาสวะ

ข้อที่เรากล่าวว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ... ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งอาสวะ’ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะมี ๓ ประการ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ

หน้า ๕๗๕

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเกิดแห่งอาสวะเป็นไฉน คือ อวิชชาเป็น เหตุเกิดแห่งอาสวะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งอาสวะเป็นไฉน คือ อาสวะที่ เป็นเหตุให้ไปสู่นรกก็มี ที่เป็นเหตุให้ไปสู่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่เป็นเหตุ ให้ไปสู่ปิตติวิสัยก็มี ที่เป็นเหตุให้ไปสู่มนุษยโลกก็มี ที่เป็นเหตุให้ไปสู่เทวโลกก็ มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งอาสวะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิบากแห่งอาสวะเป็นไฉน คือ การที่บุคคลผู้มี อวิชชาย่อมยังอัตภาพที่เกิดจากอวิชชานั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นส่วนบุญบ้าง เป็น ส่วนมิใช่บุญบ้าง นี้เรียกว่าวิบากแห่งอาสวะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งอาสวะเป็นไฉน คือ ความดับแห่ง อาสวะย่อมเกิดเพราะความดับแห่งอวิชชา อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับ แห่งอาสวะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งอาสวะ เหตุ เกิดแห่งอาสวะ ความต่างแห่งอาสวะ วิบากแห่งอาสวะ ความดับแห่งอาสวะ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะอย่างนี้ ๆ เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องทำลายกิเลส เป็นที่ดับแห่งอาสวะนี้ ข้อที่เรากล่าว ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ... ปฏิปทาให้ถึงความ ดับแห่งอาสวะ’ ดังนี้นั้น เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว

เหตุเกิด ความต่าง วิบาก และความดับแห่งกรรม

ข้อที่เรากล่าวว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ... ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

หน้า ๕๗๖

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงทำ กรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุ เกิดแห่งกรรม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี ที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่ให้วิบากในปิตติวิสัย ก็มี ที่ให้วิบากในมนุษยโลกก็มี ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มี นี้เรียกว่าความต่าง แห่งกรรม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าว วิบากแห่งกรรมว่ามี ๓ ประการ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ๑ กรรมที่ให้ ผลในภพที่เกิด ๑ กรรมที่ให้ผลในภพต่อ ๆ ไป ๑ นี้เรียกว่าวิบากแห่งกรรม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ความดับแห่ง กรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับ แห่งกรรม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งกรรม เหตุเกิด แห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทา ที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ ๆ เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องทำลายกิเลส เป็นที่ดับแห่งกรรมนี้ ข้อที่เรากล่าวว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ... ปฏิปทาให้ถึงความดับ แห่งกรรม’ ดังนี้นั้น เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว

หน้า ๕๗๗

เหตุเกิด ความต่าง วิบาก และความดับแห่งทุกข์

ข้อที่เรากล่าวว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์’ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชราก็เป็นทุกข์ แม้พยาธิก็เป็นทุกข์ แม้มรณะ ก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ ก็เป็นทุกข์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเกิดแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ ตัณหาเป็นเหตุ เกิดแห่งทุกข์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ ทุกข์มากก็มี ทุกข์น้อยก็มี ทุกข์ที่คลายช้าก็มี ทุกข์ที่คลายเร็วก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งทุกข์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิบากแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ บุคคลบางคนใน โลกนี้ถูกทุกข์ใดครอบงำ มีจิตอันทุกข์ใดกลุ้มรุม ย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ตีอก คร่ำครวญ ถึงความหลงเพ้อไป ก็หรือบางคนถูกทุกข์ใดครอบงำแล้ว มีจิตอันทุกข์ใดกลุ้มรุมแล้ว ย่อมแสวงหาเหตุปลดเปลื้องทุกข์ในภายนอกว่า ‘ใครจะรู้ทางเพื่อดับทุกข์นี้สักทางสองทาง’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวทุกข์ นั้นว่ามีความหลงใหลเป็นผลหรือว่ามีการแสวงหาเหตุปลดเปลื้องทุกข์ภายนอก เป็นผล นี้เรียกว่าวิบากแห่งทุกข์ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ ความดับแห่ง ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งตัณหา อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับ แห่งทุกข์

หน้า ๕๗๘

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งทุกข์ เหตุเกิด แห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งทุกข์อย่างนี้ ๆ เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์ซึ่ง พรหมจรรย์อันเป็นเครื่องทำลายกิเลส เป็นที่ดับแห่งทุกข์ ข้อที่เรากล่าว ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความ ต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์’ ดังนี้นั้น เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้วดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือธรรมบรรยายที่ชื่อว่านิพเพธิกปริยาย”

๑๐. สีหนาทสูตร

ว่าด้วยกำลังของพระตถาคต ๖ ประการ

{๓๓๕} [๖๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังของตถาคต มี ๖ ประการเหล่านี้ซึ่ง ตถาคตมีพร้อมมูลแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักร ให้เป็นไปได้ กำลังของตถาคต ๖ ประการคืออะไรบ้าง คือ

ตถาคตย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งฐานะในโลกนี้โดยเป็นฐานะ และรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุมิใช่ฐานะโดยเป็นเหตุมิใช่ฐานะ ข้อที่ ตถาคตรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะและรู้ประจักษ์ตาม ความเป็นจริงซึ่งเหตุมิใช่ฐานะโดยเป็นเหตุมิใช่ฐานะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้ เป็นกำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอัน องอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้ (๑)

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดูเชิงอรรถ ๒ ข้อ ๑๑ (อนนุสสุตสูตร พลวรรค ปฐมปัณณาสก์ ปัญจกนิบาต) หน้า ๑๕ ในเล่มนี้
  2. ๒-๒-๒ดูเชิงอรรถ ๑-๓ ข้อ ๑๑ (อนนุสสุตสูตร พลวรรค ปฐมปัณณาสก์ ปัญจกนิบาต) หน้า ๑๖ ในเล่มนี้

จบ ๙. นิพเพธิกสูตร