พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุติยปัณณาสก์ · ปัตตกรรมวรรค
รูปสูตร เล่ม ๒๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในปัตตกรรมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรค รูปสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๓๕ หน้า ๒๑๐–๒๑๓
นิรยสูตรที่ ๔ ง่ายทุกบท.
๕. รูปสูตร
ว่าด้วยบุคคลเลื่อมใส ๔ จำพวก
[๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลกบุคคล ๔ จำพวกคือใคร คือ
รูปปฺปมาโณ รูปปฺปสนฺโน บุคคลถือรูปเป็นประมาณ เลื่อมใสในรูปโฆสปฺปมาโณ โฆสปฺปสนฺโน บุคคลถือเสียงกึกก้องเป็นประมาณเลื่อมใส
ในเสียงกึกก้อง
ลูขปฺปมาโณ ลูขปฺปสนฺโน บุคคลถือความเศร้าหมองเป็นประมาณ
เลื่อมใสในความเศร้าหมอง
ธมฺมปฺปมาโณ ธมฺมปฺปสนฺโน บุคคลถือธรรมเป็นประมาณ เลื่อมใสใน
ธรรม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลบุคคล ๔ จำพวกมีปรากฏอยู่ ในโลก.
บุคคลเหล่าใดถือรูปเป็นประมาณก็ดี
บุคคลเหล่าใดคล้อยไปตามเสียงกึกก้องก็ดี
บุคคลเหล่านั้น อยู่ในอำนาจความพอใจ
รักใคร่แล้ว ย่อมไม่รู้จักชนผู้นั้น.
คนโง่ย่อมไม่รู้ (คุณธรรม) ภายใน
ทั้งไม่เห็น (ข้อปฏิบัติ) ภายนอ (ของ
ชนผู้นั้น) ถูกรูปและเสียงปิดบัง (ปัญญา)
เสียจนรอบ คนโง่นั้นจึงถูกเสียงกึกก้อง
พัดพาไปได้.
บุคคลใดไม่รู้ภายใน แต่เห็นภาย-
นอก เห็นแต่ผล (คือลาภสักการที่ผู้นั้นได้)
ในภายนอก แม้บุคคลนั้นก็ยังจะถูกเสียง
กึกก้องพัดพาไปได้.
บุคคลใดทั้งรู้ภายในทั้งเห็นภายนอก
เห็นแจ้งไม่มีอะไรเป็นเครื่องปิดบัง บุคคล
นั้นย่อมไม่ถูกเสียงกึกก้องพัดพาไป.
จบรูปสูตรที่ ๕
อรรถกถารูปสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในรูปสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บุคคลถือประมาณในรูปแล้วเลื่อมใส ชื่อรูปัปปมาณ. บทว่ารูปปฺป-สนฺโน เป็นไวพจน์ความของบท รูปปฺปมาโณ นั้น. บุคคลถือประมาณในเสียงกึกก้องแล้วเลื่อมใส ชื่อโฆสัปปมาณ. บุคคลถือประมาณในความปรากฏของจีวรและบาตรแล้วเลื่อมใส ชื่อลูขัปปมาณ. บุคคลถือประมาณในธรรมแล้ว เลื่อมใส ชื่อธัมมัปปมาณ. บทนอกจากนี้ เป็นไวพจน์ความของบทเหล่านั้นนั่นแล เพราะแบ่งสรรพสัตว์ออกเป็นสามส่วน สองส่วนถือรูปเป็นประมาณ. ส่วนหนึ่ง ไม่ถือรูปเป็นประมาณ. เพราะแบ่งสรรพสัตว์ออกเป็นห้าส่วน สี่ส่วน ถือเสียงกึกก้องเป็นประมาณ ส่วนหนึ่งไม่ถือเสียง
กึกก้องเป็นประมาณ. เพราะแบ่งสรรพสัตว์ออกเป็น ๑๐ ส่วน เก้าส่วน ถือความปอนเป็นประมาณ ส่วนหนึ่งไม่ถือความปอนเป็นประมาณ. แต่เมื่อแบ่งสรรพสัตว์ออกเป็นแสนส่วน ส่วนเดียวเท่านั้น ถือธรรมเป็นประมาณ ที่เหลือพึงทราบว่า ไม่ถือธรรมเป็นประมาณ ดังนี้.
บทว่า รูเปน ปามึสุ ความว่า บุคคลเหล่าใดเห็นรูปแล้วเลื่อมใสบุคคลเหล่านั้น ชื่อว่าถือรูปเป็นประมาณ อธิบายว่า นับถือแล้ว. บทว่าโฆเสน อนฺวคู ความว่า บุคคลเหล่าใดไหลไปตามเสียงกึกก้อง อธิบายว่าบุคคลเหล่านั้นถือเสียงกึกก้องเป็นประมาณแล้วจึงเลื่อมใส. บทว่า ฉนฺทรา-ควสูเปตา ได้แก่ ตกอยู่ในอำนาจความพอใจ และรักใคร่เสียแล้ว . บทว่าอชฺฌตฺตญฺจ น ชานาติ ความว่า คนโง่ ย่อมไม่รู้จักคุณข้างในของเขา.
บทว่า พหิทฺธา จ น ปสฺสติ ความว่า ย่อมไม่เห็นข้อปฏิบัติข้างนอกของเขา. บทว่า สมนฺตาวรโณ ได้แก่ ถูกเสียงปิดบังเสียจนรอบ. อีก-อย่างหนึ่ง ชื่อว่า สมันตาวรณะ เพราะเสียงกั้นไว้รอบ. บทว่า โฆเสน วุยฺหติความว่า คนโง่นั้น จึงถูกเสียงกึกก้องชักนำไป หาใช่ถูกคุณนำไปไม่. บทว่าอชฺฌตฺตญฺจ น ชานาติ พหิทฺธา จ วิปสฺสติ ความว่า บุคคลไม่รู้คุณข้างใน แต่เห็นการปฏิบัติข้างนอกของเขา. บทว่า พหิทฺธา ผลทสฺสาวีความว่า เห็นผลสักการะข้างนอกที่บุคคลอื่นทำแก่เขา. บทว่า วินีวรณทสฺสาวีความว่า เห็นอย่างไม่มีอะไรปิดบัง. บทว่า น โส โฆเสน วุยฺหติความว่า บุคคลนั้นจึงไม่ถูกเสียงกึกก้องชักนำไป.
จบอรรถกถารูปสูตรที่ ๕
๖. สราคสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก
[๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลกบุคคล ๔ จำพวกคือใคร คือ
สราโค บุคคลมีราคะ
สโทโส บุคคลมีโทสะ
สโมโห บุคคลมีโมหะ
สมาโน บุคคลมีมาน
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลบุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลกบุคคลผู้กำหนัดเหล้าในอารมณ์ที่ชวน
กำหนัดทั้งหลาย เพลิดเพลินยินดีในปิยรูป
(สิ่งที่น่ารักใคร่) เป็นคนทราม ลูกโมหะผูกไว้แล้ว ยิ่งเพิ่มเครื่องผูกพัน (อื่น ๆ)ขึ้น.
คนเขลาทำอกุศลกรรมที่เกิดเพราะ
ราคะบ้าง เกิดเพราะโทสะบ้าง เกิดเพราะโมหะบ้าง อันเป็นกรรม มีความคับแค้นมีผลเป็นทุกข์ คนเขลาเหล่านั้นเป็นคน
อันอวิชชาปิดบังแล้ว เป็นคนบอดมือ
ไม่มีจักษุ (คือปัญญา) ธรรม ๓ มีอยู่
อย่างใด เขาก็เป็นอยู่เหมือนอย่างนั้น ไม่
รู้สึกตัวว่าเป็นอย่างนั้นเสียด้วย.
จบสราคสูตรที่ ๖
จบ รูปสูตร