arnon.worldเข้าสู่ระบบ

ปัตตกรรมวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๑–๗๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๕ ในทุติยปัณณาสก์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ปัตตกรรมวรรคที่ ๒

ปัตตกรรมสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรค ปัตตกรรมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

อถโข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อนาถปิณฺฑิกํ คหปตึ ภควา เอตทโวจ จตฺตาโรเม คหปติ ธมฺมา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ทุลฺลภา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร โภคา เม อุปฺปชฺชนฺตุ สหธมฺเมนาติ อยํ ปฐโม ธมฺโม อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป ทุลฺลโภ โลกสฺมึ โภเค ลทฺธา สหธมฺเมน ยโส มํ ๑ อพฺภุคฺคจฺฉตุ สห ญาตีหิ สห อุปชฺฌาเยหีติ อยํ ทุติโย ธมฺโม อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป ทุลฺลโภ โลกสฺมึ โภเค ลทฺธา สหธมฺเมน ยสํ ลทฺธา สห ญาตีหิ สห อุปชฺฌาเยหิ จิรํ ชีวามิ ทีฆมายุํ ปาเลมีติ อยํ ตติโย ธมฺโม อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป ทุลฺลโภ โลกสฺมึ

โภเค ลทฺธา สหธมฺเมน ยสํ ลทฺธา สห ญาตีหิ สห อุปชฺฌาเยหิ จิรํ ชีวิตฺวา ทีฆมายุํ ปาเลตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชามีติ อยํ จตุตฺโถ ธมฺโม อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป ทุลฺลโภ โลกสฺมึ อิเม โข คหปติ จตฺตาโร ธมฺมา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ทุลฺลภา โลกสฺมึ ฯ อิเมสํ โข คหปติ จตุนฺนํ ธมฺมานํ อิฏฺฐานํ กนฺตานํ มนาปานํ ทุลฺลภานํ โลกสฺมึ จตฺตาโร ธมฺมา ปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สทฺธาสมฺปทา สีลสมฺปทา จาคสมฺปทา ปญฺญาสมฺปทา ฯ กตมา จ คหปติ สทฺธาสมฺปทา อิธ คหปติ อริยสาวโก สทฺโธ โหติ สทฺทหติ ตถาคตสฺส โพธึ อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ อยํ วุจฺจติ คหปติ สทฺธาสมฺปทา ฯ

กตมา จ คหปติ สีลสมฺปทา อิธ คหปติ อริยสาวโก ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ฯเปฯ สุราเมรย- มชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ อยํ วุจฺจติ คหปติ สีลสมฺปทา ฯ กตมา จ คหปติ จาคสมฺปทา อิธ คหปติ อริยสาวโก วิคตมลมจฺเฉเรน เจตสา อคารํ อชฺฌาวสติ มุตฺตจาโค ปยตปาณิ โวสฺสคฺครโต ยาจโยโค ทานสํวิภาครโต อยํ วุจฺจติ คหปติ จาคสมฺปทา ฯ กตมา จ คหปติ ปญฺญาสมฺปทา อภิชฺฌาวิสมโลภาภิภูเตน คหปติ เจตสา วิหรนฺโต อกิจฺจํ กโรติ กิจฺจํ อปราเธติ อกิจฺจํ กโรนฺโต กิจฺจํ อปราเธนฺโต ยสา จ สุขา จ ธํสติ พฺยาปาทาภิภูเตน คหปติ เจตสา วิหรนฺโต อกิจฺจํ กโรติ กิจฺจํ อปราเธติ อกิจฺจํ กโรนฺโต กิจฺจํ อปราเธนฺโต ยสา

จ สุขา จ ธํสติ ถีนมิทฺธาภิภูเตน คหปติ เจตสา วิหรนฺโต อกิจฺจํ กโรติ กิจฺจํ อปราเธติ อกิจฺจํ กโรนฺโต กิจฺจํ อปราเธนฺโต ยสา จ สุขา จ ธํสติ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจาภิภูเตน คหปติ เจตสา วิหรนฺโต อกิจฺจํ กโรติ กิจฺจํ อปราเธติ อกิจฺจํ กโรนฺโต กิจฺจํ อปราเธนฺโต ยสา จ สุขา จ ธํสติ วิจิกิจฺฉาภิภูเตน คหปติ เจตสา วิหรนฺโต อกิจฺจํ กโรติ กิจฺจํ อปราเธติ อกิจฺจํ กโรนฺโต กิจฺจํ อปราเธนฺโต ยสา จ สุขา จ ธํสติ ส โข โส คหปติ อริยสาวโก อภิชฺฌาวิสมโลโภ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา อภิชฺฌาวิสมโลภํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ปชหติ พฺยาปาโท จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา พฺยาปาทํ

จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ปชหติ ถีนมิทฺธํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา ถีนมิทฺธํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ปชหติ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ปชหติ วิจิกิจฺฉา จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา วิจิกิจฺฉํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ปชหติ ยโต จ โข คหปติ อริยสาวกสฺส อภิชฺฌาวิสมโลโภ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา อภิชฺฌาวิสมโลโภ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส ปหีโน โหติ พฺยาปาโท จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส ... ถีนมิทฺธํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส ... อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส ... วิจิกิจฺฉา จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ

อิติ วิทิตฺวา วิจิกิจฺฉา จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส ปหีโน โหติ อยํ วุจฺจติ คหปติ อริยสาวโก มหาปญฺโญ ปุถุปญฺโญ อาปาถทโส ปญฺญาสมฺปนฺโน อยํ วุจฺจติ คหปติ ปญฺญาสมฺปทา ฯ อิเมสํ โข คหปติ จตุนฺนํ ธมฺมานํ อิฏฺฐานํ กนฺตานํ มนาปานํ ทุลฺลภานํ โลกสฺมึ อิเม จตฺตาโร ธมฺมา ปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ ฯ ส โข โส คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ จตฺตาริ ปตฺตกมฺมานิ กตฺตา โหติ กตมานิ จตฺตาริ อิธ คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ อตฺตานํ สุเขติ ปิเณติ สมฺมา สุขํ

ปริหรติ มาตาปิตโร สุเขติ ปิเณติ สมฺมา สุขํ ปริหรติ ปุตฺตทารทาสกมฺมกรโปริเส สุเขติ ปีเณติ สมฺมา สุขํ ปริหรติ มิตฺตามจฺเจ สุเขติ ปีเณติ สมฺมา สุขํ ปริหรติ อิทมสฺส ปฐมํ ฐานํ คตํ โหติ ปตฺตคตํ อายตนโส ปริภุตฺตํ ฯ ปุน จปรํ คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ ยา ตา โหนฺติ อาปทา อคฺคิโต วา อุทกโต วา ราชโต วา โจรโต อปฺปิยโต วา ทายาทโต วา ตถารูปาสุ อาปทาสุ โภเคหิ ปริโยธาย วตฺตติ โสตฺถึ อตฺตานํ กโรติ อิทมสฺส ทุติยํ ฐานํ คตํ โหติ ปตฺตคตํ อายตนโส ปริภุตฺตํ ฯ

ปุน จปรํ คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ ปญฺจ พลี กตฺตา โหติ ญาติพลึ อติถิพลึ ปุพฺพเปตพลึ ราชพลึ เทวตาพลึ อิทมสฺส ตติยํ ฐานํ คตํ โหติ ปตฺตคตํ อายตนโส ปริภุตฺตํ ฯ ปุน จปรํ คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ เย เต สมณพฺราหฺมณา มทปฺปมาทา ปฏิวิรตา ขนฺติโสรจฺเจ นิวิฏฺฐา เอกมตฺตานํ ทเมนฺติ เอกมตฺตานํ สเมนฺติ เอกมตฺตานํ ปรินิพฺพาเปนฺติ ตถารูเปสุ สมณพฺราหฺมเณสุ อุทฺธคฺคิกํ ทกฺขิณํ ปติฏฺฐาเปติ โสวคฺคิกํ สุขวิปากํ สคฺคสํวตฺตนิกํ อิทมสฺส จตุตฺถํ ฐานํ คตํ โหติ ปตฺตคตํ อายตนโส ปริภุตฺตํ ฯ

ส โข โส คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ อิมานิ จตฺตาริ ปตฺตกมฺมานิ กตฺตา โหติ ฯ ยสฺสกสฺสจิ คหปติ อญฺญตฺร อิเมหิ จตูหิ ปตฺตกมฺเมหิ โภคา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ อิเม วุจฺจนฺติ คหปติ โภคา อฏฺฐานคตา อปฺปตฺตคตา อนายตนโส ปริภุตฺตา ยสฺสกสฺสจิ คหปติ อิเมหิ จตูหิ ปตฺตกมฺเมหิ โภคา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ อิเม วุจฺจนฺติ คหปติ โภคา ฐานคตา ปตฺตคตา อายตนโส ปริภุตฺตาติ ฯ

ภุตฺตา โภคา ภฏา ภจฺจา วิติณฺณา อาปทาสุ เม

อุทฺธคฺคา ทกฺขิณา ทินฺนา อโถ ปญฺจ พลี กตา

อุปฏฺฐิตา สีลวนฺโต สญฺญตา พฺรหฺมจารโย

ยทตฺถํ โภคมิจฺเฉยฺย ปณฺฑิโต ฆรมาวสํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต กตํ อนนุตาปิยํ

เอตํ อนุสฺสรํ มจฺโจ อริยธมฺเม ฐิโต นโร

อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ

๑ โป. ม. เม อาคจฺฉตุ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดี ธรรม๔ ประการนี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือขอโภคะจงเกิดขึ้นแก่เราโดยทางธรรม นี้เป็นธรรมประการที่ ๑ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจหาได้ยากในโลก เราได้โภคะทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ขอยศจงเฟื่องฟูแก่เราพร้อมด้วยญาติและมิตรสหาย นี้เป็นธรรมประการที่ ๒ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ หาได้ยากในโลก เราได้โภคะทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ได้ยศพร้อมด้วยญาติและมิตรสหายแล้ว ขอเราจงเป็นอยู่นานจงรักษาอายุให้ยั่งยืน นี้เป็นธรรมประการที่ ๓ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก

เราได้โภคะทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ได้ยศพร้อมด้วยญาติและมิตรสหายแล้วเป็นอยู่นาน รักษาอายุให้ยั่งยืนแล้ว เมื่อตายแล้ว ขอเราจงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นธรรมประการที่ ๔ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลกดูกรคฤหบดี ธรรม ๔ ประการนี้แล น่าปรารถนา

น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ฯ

ดูกรคฤหบดี ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ธรรม ๔ ประการนี้ อันน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ สัทธาสัมปทา ๑ สีลสัมปทา ๑

จาคสัมปทา ๑ ปัญญาสัมปทา ๑ดูกรคฤหบดี ก็สัทธาสัมปทาเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยย่อมเป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ... เป็นผู้จำแนกธรรม ดูกรคฤหบดี นี้เรียกว่าสัทธาสัมปทา ก็สีลสัมปทาเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯเป็นผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทนี้เรียกว่า สีลสัมปทา ก็จาคสัมปทาเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ มีใจปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครอบครองเรือนนี้เรียกว่าจาคสัมปทา ก็ปัญญาสัมปทาเป็นไฉน บุคคลมีใจอันความโลภไม่สม่ำเสมอ คืออภิชฌาครอบงำแล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ยินดีกิจที่ควรทำเมื่อทำกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ยินดีกิจที่ควรทำอยู่ ย่อมเสื่อมจากยศและความสุขบุคคลมีใจอันพยาบาทครอบงำ ... อันถีนมิทธะครอบงำ ...

อันอุทธัจจกุกกุจจะครอบงำ ... อันวิจิกิจฉาครอบงำแล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ยินดีกิจที่ควรทำย่อมเสื่อมจากยศและความสุข ดูกรคฤหบดี อริยสาวกนั้นแลรู้ว่า อภิชฌาวิสมโลภะเป็นอุปกิเลสของจิต ย่อมละอภิชฌาวิสมโลภะอันเป็นอุปกิเลสของจิตเสียได้รู้ว่า พยาบาท ... ถีนมิทธะ ...

อุทธัจจกุกกุจจะ ... วิจิกิจฉา เป็นอุปกิเลสของจิต ย่อมละวิจิกิจฉาอันเป็นอุปกิเลสของจิต ดูกรคฤหบดี เมื่อใดอริยสาวกรู้ว่าอภิชฌาวิสมโลภะเป็นอุปกิเลสของจิตดังนี้แล้ว เมื่อนั้นย่อมละเสียได้เมื่อใดอริยสาวกรู้ว่าพยาบาท ... ถีนมิทธะ ... อุทธัจจกุกกุจจะ ... วิจิกิจฉา เป็นอุปกิเลสของจิตดังนี้แล้ว เมื่อนั้น ย่อมละเสียได้ อริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็นผู้มีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่นเป็นผู้เห็นทาง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา นี้เรียกว่า ปัญญาสัมปทา ดูกรคฤหบดี ธรรม ๔ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ธรรม ๔ ประการนี้แล อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ฯ

ดูกรคฤหบดี อริยสาวกนี้แล ย่อมเป็นผู้กระทำกรรมอันสมควร ๔ ประการ ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรมได้มาแล้วโดยธรรม กรรม ๔ ประการ เป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมเลี้ยงตนให้เป็นสุข เอิบอิ่มบริหารให้เป็นสุขโดยชอบ เลี้ยงมารดา บิดา ให้เป็นสุข เอิบอิ่มบริหารให้เป็นสุขได้โดยชอบ เลี้ยงบุตร ภรรยา คนใช้ คนงาน และบริวารให้เป็นสุขเอิบอิ่ม บริหารให้เป็นสุขได้โดยชอบ เลี้ยงมิตรและอำมาตย์ให้เป็นสุข เอิบอิ่มบริหารให้เป็นสุขได้โดยชอบด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร ฯลฯ นี้เป็นฐานะข้อที่ ๑ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึงแล้ว คือ ถึงโดยควรแก่เหตุ ได้บริโภคแล้วโดยควร อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมป้องกันอันตรายทั้งหลายที่เกิดแต่ไฟ แต่น้ำ แต่พระราชา แต่โจร หรือแต่ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักเห็นปานนั้น ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรม ได้มาแล้วโดยธรรม กระทำตนให้สวัสดี นี้เป็นฐานะข้อที่ ๒ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึงแล้ว

คือ ถึงโดยควรแก่เหตุ ได้บริโภคแล้วโดยควร อีกประการหนึ่ง อริยสาวกเป็นผู้ทำพลี ๕ ประการคือ ญาติพลี อติถิพลี ปุพพเปตพลี ราชพลี เทวตาพลี ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัวประกอบในธรรม ได้มาโดยธรรมนี้เป็นฐานะข้อที่ ๓ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึงแล้วคือ ถึงแล้วโดยควรแก่เหตุ ได้บริโภคแล้วโดยควร

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมยังทักษิณาอันมีผลในเบื้องบน ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นวิบากเป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ให้ตั้งไว้เฉพาะในสมณพราหมณ์ผู้งดเว้นจากความประมาทมัวเมาผู้ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกฝนตนผู้เดียว ยังตนผู้เดียวให้สงบ ยังตนผู้เดียวให้ดับกิเลส เห็นปานนั้น

ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรสั่งสมด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรมได้มาโดยธรรม นี้เป็นฐานะข้อที่ ๔ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึงแล้ว คือ ถึงโดยควรแก่เหตุได้บริโภคแล้วโดยควร ดูกรคฤหบดี อริยสาวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้กระทำกรรมอันสมควร ๔ ประการนี้ ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขนมีเหงื่อโทรมตัวประกอบในธรรม ได้มาโดยธรรม ดูกรคฤหบดี โภคทรัพย์ ของใครๆ ถึงความสิ้นไป นอกจากกรรมอันสมควร ๔ ประการนี้ เราเรียกว่าสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ สิ้นเปลืองไปโดยไม่สมควร

ใช้สอยโดยไม่สมควรแก่เหตุส่วนโภคทรัพย์ของใครๆ ถึงความสิ้นไปด้วยกรรมอันสมควร๔ ประการนี้ เราเรียกว่า สิ้นเปลืองไปโดยเหตุอันควร สิ้นเปลืองไปโดยสถานที่ควร ใช้สอยโดยสมควรแก่เหตุ

โภคทรัพย์ทั้งหลายเราได้บริโภคแล้ว คนที่ควรเลี้ยง เรา

ได้ เลี้ยงแล้ว เราได้ข้ามพ้นอันตรายทั้งหลายไปแล้ว

ทักษิณามีผลอันเลิศ เราได้ให้แล้ว อนึ่ง พลีกรรม

๕ ประการ เรา ได้กระทำแล้ว ท่านผู้มีศีล สำรวมอินทรีย์

ประพฤติพรหมจรรย์ เราได้บำรุงแล้ว บัณฑิตอยู่ครอบ

ครองเรือน พึงปรารถนาโภคทรัพย์ เพื่อประโยชน์ใด

ประโยชน์นั้นเราได้บรรลุแล้ว โดยลำดับ กรรมที่ไม่

เดือดร้อนในภายหลังเราได้กระทำแล้วนรชนผู้มีอันจะตาย

เป็นสภาพ เมื่อคำนึงถึงเหตุนี้ เป็นผู้ตั้ง อยู่แล้วในธรรม

ของพระอริยะ บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญ เขาในโลก

นี้ทีเดียว ครั้นเขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงใน โลกสวรรค์ ฯ

จบสูตรที่ ๑

อันนนาถสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรค อันนนาถสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

อถโข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อนาถปิณฺฑิกํ คหปตึ ภควา เอตทโวจ จตฺตารีมานิ คหปติ สุขานิ อธิคมนียานิ คิหินา กามโภคินา กาเลน กาลํ สมเยน สมยํ อุปาทาย กตมานิ จตฺตาริ อตฺถิสุขํ โภคสุขํ อนณสุขํ ๑ อนวชฺชสุขํ กตมญฺจ คหปติ อตฺถิสุขํ อิธ คหปติ กุลปุตฺตสฺส โภคา โหนฺติ อุฏฺฐานวิริยาธิคตา พาหาพลปริจิตา เสทาวกฺขิตฺตา ธมฺมิกา ธมฺมลทฺธา โส โภคา เม อตฺถิ อุฏฺฐานวิริยาธิคตา พาหาพลปริจิตา เสทาวกฺขิตฺตา ธมฺมิกา ธมฺมลทฺธาติ อธิคจฺฉติ สุขํ อธิคจฺฉติ โสมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ คหปติ อตฺถิสุขํ ฯ

กตมญฺจ คหปติ โภคสุขํ อิธ คหปติ กุลปุตฺโต อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ โภเค ๒ จ ๓ ภุญฺชติ ปุญฺญานิ จ กโรติ โส อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ โภเค จ ภุญฺชามิ ปุญฺญานิ จ กโรมีติ อธิคจฺฉติ สุขํ อธิคจฺฉติ โสมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ คหปติ โภคสุขํ ฯ กตมญฺจ คหปติ อนณสุขํ อิธ คหปติ กุลปุตฺโต น กสฺสจิ กิญฺจิ ธาเรติ อปฺปํ วา พหุํ วา โส น กสฺสจิ กิญฺจิ ธาเรมิ อปฺปํ วา พหุํ วาติ อธิคจฺฉติ สุขํ อธิคจฺฉติ โสมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ คหปติ อนณสุขํ ฯ กตมญฺจ คหปติ อนวชฺชสุขํ อิธ คหปติ อริยสาวโก อนวชฺเชน กายกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อนวชฺเชน วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อนวชฺเชน มโนกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ โส อนวชฺเชนมฺหิ กายกมฺเมน สมนฺนาคโต อนวชฺเชน วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต อนวชฺเชน มโนกมฺเมน สมนฺนาคโตติ อธิคจฺฉติ สุขํ อธิคจฺฉติ โสมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ คหปติ อนวชฺชสุขํ ฯ อิมานิ โข คหปติ จตฺตาริ สุขานิ อธิคมนียานิ คิหินา กามโภคินา กาเลน กาลํ สมเยน สมยํ อุปาทายาติ ฯ

อนณํ สุขํ ญตฺวาน อโถ อตฺถิสุขํ สเร

ภุญฺชํ โภคํ สุขํ มจฺโจ อโถ ปญฺญา วิปสฺสติ

วิปสฺสมาโน ชานาติ อุโภ ภาเค สุเมธโส

อนวชฺชสุขสฺเสตํ กลํ นาคฺฆติ โสฬสินฺติ ฯ

๑ ม. อาณญฺญสุขํ ฯ ๒-๓ ม. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดี สุข ๔ประการนี้ อันคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามพึงได้รับตามกาลตามสมัย สุข ๔ ประการเป็นไฉน คือสุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ ๑ สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค ๑ สุขเกิดแต่ความไม่เป็นหนี้ ๑ สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ๑ ดูกรคฤหบดี ก็สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์เป็นไฉนโภคทรัพย์ของกุลบุตรในโลกนี้ เป็นของที่เขาหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรสั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน

มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรม ได้มาโดยธรรมเขาย่อมได้รับความสุขโสมนัสว่า โภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรสั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรม

ได้มาโดยธรรมของเรามีอยู่ นี้เรียกว่า สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ ดูกรคฤหบดี ก็สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภคเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ ย่อมใช้สอยโภคทรัพย์ และย่อมกระทำบุญทั้งหลายด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัวประกอบในธรรม ได้มาโดยธรรม เขาย่อมได้รับความสุขโสมนัสว่า เราย่อมใช้สอยโภคทรัพย์และย่อมกระทำบุญทั้งหลายด้วยโภค ดูกรคฤหบดี ก็สุขเกิดแต่ความไม่เป็นหนี้เป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ ย่อมไม่เป็นหนี้อะไรๆของใครๆ น้อยก็ตาม มากก็ตาม เขาย่อมได้รับความสุขโสมนัสว่า เราไม่เป็นหนี้อะไรๆ ของใครๆ น้อยก็ตาม มากก็ตาม นี้เรียกว่า สุขเกิดแต่ความไม่เป็นหนี้ ดูกรคฤหบดี ก็สุขเกิดแต่การประกอบการงานที่ปราศจากโทษเป็นไฉนอริยสาวกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษมิได้ เขาย่อมได้รับความสุขโสมนัสว่า เราประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมมโนกรรม อันหาโทษมิได้ นี้เรียกว่า สุขเกิดแต่การประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ดูกรคฤหบดี สุข ๔ ประการนี้แล อันคฤหบดีผู้บริโภคกามพึงได้รับตามกาลตามสมัย ฯ

นรชนผู้มีอันจะตายเป็นสภาพ รู้ความไม่เป็นหนี้ว่าเป็น

สุขแล้ว พึงระลึกถึงสุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ เมื่อใช้สอย

โภคะเป็นสุข อยู่ ย่อมเห็นแจ้งด้วยปัญญา ผู้มีเมธาดี

เมื่อเห็นแจ้ง ย่อมรู้ ส่วนทั้ง ๒ ว่า สุขแม้ทั้ง ๓ อย่างนี้

ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อัน จำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง ของสุขเกิด

แต่การประกอบการงานที่ ปราศจากโทษ ฯ

จบสูตรที่ ๒

สพรหมสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรค สพรหมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺรหฺมกานิ ภิกฺขเว ตานิ กุลานิ เยสํ ปุตฺตานํ มาตาปิตโร อชฺฌาคาเร ปูชิตา โหนฺติ สปุพฺพาจริยกานิ ภิกฺขเว ตานิ กุลานิ เยสํ ปุตฺตานํ มาตาปิตโร อชฺฌาคาเร ปูชิตา โหนฺติ สปุพฺพเทวานิ ๑ ภิกฺขเว ตานิ กุลานิ เยสํ ปุตฺตานํ มาตาปิตโร อชฺฌาคาเร ปูชิตา โหนฺติ สาหุเนยฺยกานิ ภิกฺขเว ตานิ กุลานิ เยสํ ปุตฺตานํ มาตาปิตโร อชฺฌาคาเร ปูชิตา โหนฺติ พฺรหฺมาติ ภิกฺขเว มาตาปิตูนํ เอตํ อธิวจนํ ปุพฺพาจริยาติ ภิกฺขเว มาตาปิตูนํ เอตํ อธิวจนํ ปุพฺพเทวาติ ๑ ภิกฺขเว มาตาปิตูนํ เอตํ อธิวจนํ อาหุเนยฺยาติ ภิกฺขเว มาตาปิตูนํ เอตํ อธิวจนํ ตํ กิสฺส เหตุ พหุการา ภิกฺขเว มาตาปิตโร ปุตฺตานํ อาปาทกา โปสกา อิมสฺส โลกสฺส ทสฺเสตาโรติ ฯ

พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร

อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ ปชาย อนุกมฺปกา ฯ

ตสฺมา หิ เน นมสฺเสยฺย สกฺกเรยฺยาถ ๒ ปณฺฑิโต

อนฺเนน อโถ ปาเนน วตฺเถน สยเนน จ

อุจฺฉาทเนน นฺหาปเนน ปาทานํ โธวเนน จ

ตาย นํ ปาริจริยาย มาตาปิตูสุ ปณฺฑิตา

อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ

๑ ม. สปุพฺพเทวตานิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาและบิดา เป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้น ชื่อว่ามีพรหม มารดาและบิดา เป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีบุรพาจารย์ มารดาและบิดา เป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีบุรพเทพ มารดาและบิดาเป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีอาหุเนยยบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าพรหมบุรพาจารย์ บุรพเทพอาหุเนยยบุคคล นี้เป็นชื่อของมารดาและบิดา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาและบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้ประคบประหงมเลี้ยงดูบุตร เป็นผู้แสดงโลกนี้ แก่บุตร ฯ

มารดาและบิดาผู้อนุเคราะห์แก่บุตร ท่านเรียกว่า พรหม

บุรพาจารย์ และอาหุเนยยบุคคลของบุตรทั้งหลาย เพราะ

เหตุนั้นแหละ บุตรผู้เป็นบัณฑิตพึงนอบน้อม พึงสักการะ

ท่านด้วยข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ที่นอน ที่นั่ง อบกาย ให้อาบน้ำ

และชำระเท้า เพราะเหตุที่บุตรผู้เป็นบัณฑิตได้บำรุงบำเรอ

ใน มารดาและบิดา บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขา

ครั้นเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในโลกสวรรค์ ฯ

จบสูตรที่ ๓

นิรยสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรค นิรยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ จตูหิ ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ มุสาวาที โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเยติ ฯ

ปาณาติปาโต อทินฺนาทานํ มุสาวาโท จ วุจฺจติ

ปรทารคมนญฺจาปิ นปฺปสํสนฺติ ปณฺฑิตาติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรก เหมือนถูกนำมาโยนลง ฯ

การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การคบหาภรรยาของผู้อื่น การ

พูดเท็จ เรากล่าวว่า เป็นกรรมกิเลส บัณฑิตทั้งหลาย

ย่อมไม่สรรเสริญเลย ฯ

จบสูตรที่ ๔

รูปสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรค รูปสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร รูปปฺปมาโณ รูปปฺปสนฺโน โฆสปฺปมาโณ โฆสปฺปสนฺโน ลูขปฺปมาโณ ลูขปฺปสนฺโน ธมฺมปฺปมาโณ ธมฺมปฺปสนฺโน อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

เย ๑ จ รูเปน ปามึสุ เย จ โฆเสน อนฺวคู

ฉนฺทราควสูเปตา น ๒ เต ชานนฺติ ตญฺชนํ

อชฺฌตฺตญฺจ น ชานาติ พหิทฺธา จ น ปสฺสติ

สมนฺตาวรโณ พาโล ส เว โฆเสน วุยฺหติ ฯ

อชฺฌตฺตญฺจ น ชานาติ พหิทฺธา จ วิปสฺสติ

พหิทฺธา ผลทสฺสาวี โสปิ โฆเสน วุยฺหติ ฯ

อชฺฌตฺตญฺจ ปชานาติ พหิทฺธา จ วิปสฺสติ

(เอวํ) วินีวรณทสฺสาวี น โส โฆเสน วุยฺหตีติ ฯ

๑ โป. ม. ปุพฺพเทวตาติ ฯ ๒ ม. สกฺกเรยฺย จ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉนคือ ผู้ถือประมาณในรูป เลื่อมใสในรูป ๑ ผู้ถือประมาณในเสียง เลื่อมใสในเสียง ๑ ผู้ถือประมาณในความเศร้าหมอง เลื่อมใสในความเศร้าหมอง ๑ผู้ถือประมาณในธรรม เลื่อมใสในธรรม ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลกนี้ ฯ

ก็ชนเหล่าใด ถือประมาณในรูป และชนเหล่าใด คล้อย

ไป ตามเสียง ชนเหล่านั้น เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของฉันท

ราคะ ย่อมไม่รู้จักชนนั้น คือ ย่อมไม่รู้คุณภายในของเขา

และ ไม่เห็นข้อปฏิบัติภายนอกของเขา บุคคลนั้นแล เป็น

คน เขลา ถูกห้อมล้อมไว้โดยรอบ อันเสียงย่อมพัดไป

อนึ่ง บุคคลไม่รู้คุณภายใน และไม่เห็นข้อปฏิบัติภายนอก

ของเขา แม้บุคคลนั้นเห็นผลในภายนอก ก็ยังถูกเสียงพัด

ไป ส่วนบุคคลรู้ทั่วถึงคุณภายในของเขา และเห็นแจ้ง

ข้อปฏิบัติภาย นอกของเขา บุคคลนั้นเป็นผู้เห็นธรรม

อันปราศจากเครื่องกั้น ย่อมไม่ถูกเสียงพัดไป ฯ

จบสูตรที่ ๕

สราคสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรค สราคสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร สราโค สโทโส สโมโห สมาโน อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

สารตฺตา รชนีเยสุ ปิยรูปาภินนฺทิโน

โมเหน อธมสตฺตา ๓ พทฺธา วฑฺเฒนฺติ พนฺธนํ ฯ

ราคชํ โทสชญฺจาปิ โมหชํ วาปิ อวิทฺทสู ๔

กโรนฺติ อกุสลํ กมฺมํ สวิฆาตํ ทุกฺขุทฺทยํ ๕

อวิชฺชานิวุตา โปสา อนฺธภูตา อจกฺขุกา

ยถา ธมฺมา ตถา สนฺตา น ตสฺเสวนฺติ มญฺญเรติ ฯ

๑ ม. เย จ รูเป ปมาณึสุ ฯ ๒ ม. นาภิชานนฺติ เต ชนา ฯ ๓ โป. ม. อาวุตา

สตฺตา ฯ ๔ ม. จาปวิทฺทสู ฯ ๕ ม. ทุกฺขุทฺรยํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉนคือ บุคคลผู้มีราคะ ๑ มีโทสะ ๑ มีโมหะ ๑ มีมานะ ๑บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ชนทั้งหลาย กำหนัดนักในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความ

กำหนัด เพลิดเพลินในรูปที่น่ารัก เป็นสัตว์เลวทราม อันโมหะ

ผูกไว้ ย่อมยังเครื่องผูกให้เจริญ เป็นผู้ไม่ฉลาด ย่อมกระทำ

อกุศล กรรมอันเกิดแต่ราคะบ้าง เกิดแต่โทสะบ้าง เกิดแต่โมหะบ้างมีความคับแค้น ให้ทุกข์ต่อไป สัตว์

ทั้งหลายอันอวิชชาหุ้ม ห่อแล้ว เป็นผู้มืดมน ไม่มีจักษุ

พวกเขาย่อมไม่สำคัญ ว่าเราเป็นผู้มีสภาพเหมือนธรรม ๓

ทั้งหลาย ฯ

จบสูตรที่ ๖

อหิสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรค อหิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน สาวตฺถิยํ อญฺญตโร ภิกฺขุ อหินา ทฏฺโฐ กาลกโต โหติ ฯ อถโข สมฺพหุลา ภิกฺขู เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อิธ ภนฺเต สาวตฺถิยํ อญฺญตโร ภิกฺขุ อหินา ทฏฺโฐ กาลกโตติ ฯ นห ๑ นูน โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ จตฺตาริ อหิราชกุลานิ เมตฺเตน จิตฺเตน ผริ สเจ หิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ จตฺตาริ อหิราชกุลานิ เมตฺเตน จิตฺเตน ผเรยฺย น หิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ อหินา ทฏฺโฐ กาลํ กเรยฺย กตมานิ จตฺตาริ [๒] วิรูปกฺขํ อหิราชกุลํ เอราปถํ อหิราชกุลํ ฉพฺยาปุตฺตํ อหิราชกุลํ กณฺหาโคตมกํ อหิราชกุลํ นห นูน โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิมานิ จตฺตาริ อหิราชกุลานิ เมตฺเตน จิตฺเตน ผริ สเจ หิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิมานิ จตฺตาริ อหิราชกุลานิ เมตฺเตน จิตฺเตน ผเรยฺย น หิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ อหินา ทฏฺโฐ กาลํ กเรยฺย อนุชานามิ ภิกฺขเว อิมานิ จตฺตาริ อหิราชกุลานิ เมตฺเตน จิตฺเตน ผริตุํ อตฺตคุตฺติยา อตฺตรกฺขาย อตฺตปริตฺตายาติ ฯ

วิรูปกฺเขหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ เอราปเถหิ เม

ฉพฺยาปุตฺเตหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ กณฺหาโคตมเกหิ จ

อปาทเกหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ ทิปาทเกหิ เม

จตุปฺปเทหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ พหุปฺปเทหิ เม ฯ

มา มํ อปาทโก หึสิ มา มํ หึสิ ทิปาทโก

มา มํ จตุปฺปโท หึสิ มา มํ หึสิ พหุปฺปโท ฯ

สพฺเพ สตฺตา สพฺเพ ปาณา สพฺเพ ภูตา จ เกวลา

สพฺเพ ภทฺรานิ ปสฺสนฺตุ มา กิญฺจิ ๑ ปาปมาคมา ฯ

อปฺปมาโณ พุทฺโธ อปฺปมาโณ ธมฺโม อปฺปมาโณ สงฺโฆ ปมาณวนฺตานิ สิรึสปานิ ๒ อหิ วิจฺฉิกา สตปที อุณฺณานาภี สรพู มูสิกา กตา เม รกฺขา กตา เม ปริตฺตา ปฏิกฺกมนฺตุ ภูตานิ โสหํ นโม ภควโต นโม สตฺตนฺนํ สมฺมาสมฺพุทฺธานนฺติ ฯ

๑ ม. นหิ นูน ฯ ๒ โป. ยุ. อหิราชกุลานิ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งในกรุงสาวัตถีถูกงูกัด

ทำกาละแล้ว ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภิกษุรูปหนึ่งในเมืองสาวัตถีนี้ถูกงูกัด ทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุนั้นชะรอยจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางูทั้ง ๔ เป็นแน่ ก็ถ้าเธอพึงแผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางูทั้ง ๔ ไซร้ ก็ถ้าเธอพึงแผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางูทั้ง ๔ ไซร้ เธอก็ไม่พึงถูกงูกัดทำกาละ ตระกูลพญางู ๔เป็นไฉน คือ ตระกูลพญางูชื่อวิรูปักข์ ๑ ตระกูลพญางูชื่อเอราปถะ ๑ตระกูลพญางูชื่อฉัพยาปุตตะ ๑ ตระกูลพญางูชื่อกัณหาโคตมกะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นชะรอยจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางู ๔ จำพวกนี้เป็นแน่ ก็ถ้าเธอพึงแผ่เมตตาไปยังตระกูลพญางูทั้ง ๔ นี้ไซร้ เธอก็ไม่พึงถูกงูกัดทำกาละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางู ๔ จำพวกนี้เพื่อคุ้มครองตน เพื่อรักษาตน เพื่อป้องกันตน ฯ

ความเป็นมิตร ของเรา จงมีกับ สกุลพญางู ทั้งหลาย ชื่อวิรูปักข์

ความเป็นมิตรของเราจงมีกับ สกุลพญางู ทั้งหลาย

ชื่อเอราปถะ ความเป็นมิตร ของเราจงมีกับ สกุลพญางู

ทั้งหลายชื่อฉัพยา ปุตตะ ความเป็นมิตรของเราจงมีกับ

สกุลพญางูทั้งหลายชื่อ กัณหาโคตมกะ ความเป็นมิตรของ

เราจงมีกับสัตว์ทั้งหลายที่ ไม่มีเท้า ความเป็นมิตรของเรา

จงมีกับสัตว์จำพวก ๒ เท้า ความเป็นมิตรของเราจงมีกับ

สัตว์จำพวก ๔ เท้า ความเป็น มิตรของเราจงมีกับสัตว์

จำพวกมีเท้ามาก สัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียดเบียนเรา

สัตว์ ๒ เท้าอย่าเบียดเบียนเรา สัตว์๔ เท้า อย่าเบียดเบียนเรา

สัตว์มีเท้ามากอย่าเบียดเบียนเรา ขอ สรรพสัตว์ทั้งปวงที่

มีลมปราณ มีชีวิตเป็นอยู่ จงได้พบเห็นความเจริญเถิด

อย่าได้มาถึงโทษอันลามกน้อยหนึ่งเลย ฯ

พระพุทธเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ พระธรรมมีคุณหาประมาณมิได้ พระสงฆ์มีคุณหาประมาณมิได้ สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย คือ งู แมลงป่องจะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแก หนูล้วนมีประมาณ ความรักษาอันเรากระทำแล้วความป้องกันอันเรากระทำแล้ว ขอหมู่สัตว์ทั้งหลายจงหลีกไปเสีย เรานั้นกำลังนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอยู่ กำลังนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๗พระองค์อยู่ ฯ

จบสูตรที่ ๗

เทวทัตตสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรค เทวทัตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต อจิรปกฺกนฺเต เทวทตฺเต ฯ ตตฺร โข ภควา เทวทตฺตํ อารพฺภ ภิกฺขู อามนฺเตสิ อตฺตวธาย ภิกฺขเว เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ ปราภวาย ภิกฺขเว เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กทลี อตฺตวธาย ผลํ เทติ ปราภวาย ผลํ เทติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อตฺตวธาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ ปราภวาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เวฬุ อตฺตวธาย ผลํ เทติ ปราภวาย ผลํ เทติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อตฺตวธาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ ปราภวาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว นโฬ อตฺตวธาย ผลํ เทติ ปราภวาย ผลํ เทติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อตฺตวธาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ ปราภวาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อสฺสตรี อตฺตวธาย คพฺภํ คณฺหาติ ปราภวาย คพฺภํ คณฺหาติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อตฺตวธาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ ปราภวาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทีติ ฯ

ผลํ เว กทลึ หนฺติ ผลํ เวฬฬ ผลํ นฬํ

สกฺกาโร กาปุริสํ หนฺติ คพฺโภ อสฺสตรึ ยถาติ ฯ

๑ ม. ยุ. กญฺจิ ฯ ๒ ม. สรึสปานิ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง เมื่อพระเทวทัตต์หลีกไปแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระเทวทัตต์ ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภ สักการะและการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตต์เพื่อฆ่าคน เพื่อความพินาศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นกล้วยย่อมเผล็ดผลเพื่อฆ่าตน เมื่อความพินาศ

แม้ฉันใด ลาภสักการะ และการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตต์เพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้ไผ่ย่อมตกขุยเพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศแม้ฉันใด ลาภสักการะ และการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตต์เพื่อฆ่าตนเพื่อความพินาศ ฉันนั้นเหมือนกันดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้อ้อย่อมผลิดอกเพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศ แม้ฉันใด ลาภ สักการะ และการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตต์เพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศ ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรภิกษุทั้งหลายแม่ม้าอัศดรย่อมตั้งครรภ์เพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศ แม้ฉันใด ลาภ สักการะ และการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตต์เพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ

ผลกล้วยย่อมฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่ ดอกอ้อ

ย่อมฆ่าต้นอ้อ ลูกม้าอัศดรย่อมฆ่าแม่ม้าอัศดร ฉันใด

สักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว ฉันนั้น ฯ

จบสูตรที่ ๘

ปธานสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรค ปธานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ปธานานิ กตมานิ จตฺตาริ สํวรปฺปธานํ ปหานปฺปธานํ ภาวนาปฺปธานํ อนุรกฺขนาปฺปธานํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว สํวรปฺปธานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สํวรปฺปธานํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว ปหานปฺปธานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปหานปฺปธานํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว ภาวนาปฺปธานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภาวนาปฺปธานํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อนุรกฺขนาปฺปธานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปริปูริยา ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อนุรกฺขนาปฺปธานํ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ ปธานานีติ ฯ

สํวโร จ ปหานญฺจ ภาวนา อนุรกฺขนา

เอเต ปธานา จตฺตาโร เทสิตาทิจฺจพนฺธุนา

เยหิ ภิกฺขุ อิธาตาปี ขยํ ทุกฺขสฺส ปาปุเณติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปธานคือความเพียร ๔ ประการนี้๔ ประการเป็นไฉน คือสังวรปธาน ๑ ปหานปธาน ๑ ภาวนาปธาน ๑อนุรักขนาปธาน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สังวรปธานเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียรประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อให้อกุศลบาปธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้นนี้เรียกว่า สังวรปธาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปหานธานเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม

ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้เพื่อละอกุศลบาปธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่าปหานปธาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภาวนาปธานเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิดพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อให้กุศลกรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ภาวนาปธาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนุรักขนาปธานเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียรประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อความดำรงอยู่ เพื่อไม่หลงลืม เพื่อความเจริญยิ่งขึ้นเพื่อความไพบูลย์ เพื่อเพิ่มพูน เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วนี้เรียกว่า อนุรักขนาปธาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปธานคือความเพียร ๔ ประการนี้แล ฯ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้มีความเพียร พึงถึงความสิ้นทุกข์

ได้ด้วย ปธานเหล่าใด ปธาน ๔ ประการเหล่านี้ คือ

สังวรปธาน ๑ ปหานปธาน ๑ ภาวนาปธาน ๑

อนุรักขนาปธาน ๑ อัน พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่ง

พระอาทิตย์ ทรงแสดง ไว้แล้ว ฯ

จบสูตรที่ ๙

ธรรมิกสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรค ธรรมิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย ราชาโน อธมฺมิกา โหนฺติ ราชยุตฺตาปิ ตสฺมึ สมเย อธมฺมิกา โหนฺติ ราชยุตฺเตสุ ภิกฺขเว อธมฺมิเกสุ พฺราหฺมณคหปติกาปิ ตสฺมึ สมเย อธมฺมิกา โหนฺติ พฺราหฺมณคหปติเกสุ อธมฺมิเกสุ เนคมชานปทาปิ ตสฺมึ สมเย อธมฺมิกา โหนฺติ เนคมชานปเทสุ อธมฺมิเกสุ วิสมํ จนฺทิมสุริยา ปริวตฺตนฺติ วิสมํ จนฺทิมสุริเยสุ ปริวตฺตนฺเตสุ วิสมํ นกฺขตฺตานิ ตารกรูปานิ ปริวตฺตนฺติ วิสมํ นกฺขตฺเตสุ ตารกรูเปสุ ปริวตฺตนฺเตสุ วิสมํ รนฺตินฺทิวา ปริวตฺตนฺติ วิสมํ รตฺตินฺทิเวสุ ปริวตฺตนฺเตสุ วิสมํ มาสฑฺฒมาสา ปริวตฺตนฺติ วิสมํ มาสฑฺฒมาเสสุ ปริวตฺตนฺเตสุ วิสมํ อุตุสํวจฺฉรา ปริวตฺตนฺติ วิสมํ

อุตุสํวจฺฉเรสุ ปริวตฺตนฺเตสุ วิสมํ วาตา วายนฺติ วิสมํ วาเตสุ วายนฺเตสุ วิสมา อปญฺชสา ปริวตฺตนฺติ วิสเมสุ อปญฺชเสสุ ปริวตฺตนฺเตสุ เทวตา ปริกุปิตา ภวนฺติ เทวตาสุ ปริกุปิตาสุ เทโว น สมฺมา ธารํ อนุปฺปเวจฺฉติ เทเว น สมฺมา ธารํ อนุปฺปเวจฺฉนฺเต วิสมปากีนิ ๑ สสฺสานิ ภวนฺติ วิสมปากีนิ ภิกฺขเว สสฺสานิ มนุสฺสา ปริภุญฺชนฺตา อปฺปายุกา จ โหนฺติ ทุพฺพณฺณา จ ทุพฺพลา จ พหฺวาพาธา จ ฯ

ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย ราชาโน ธมฺมิกา โหนฺติ ราชยุตฺตาปิ ตสฺมึ สมเย ธมฺมิกา โหนฺติ ราชยุตฺเตสุ ธมฺมิเกสุ พฺราหฺมณคหปติกาปิ ตสฺมึ สมเย ธมฺมิกา โหนฺติ พฺราหฺมณคหปติเกสุ ธมฺมิเกสุ เนคมชานปทาปิ ตสฺมึ สมเย ธมฺมิกา โหนฺติ เนคมชานปเทสุ ธมฺมิเกสุ สมํ จนฺทิมสุริยา ปริวตฺตนฺติ สมํ จนฺทิมสุริเยสุ ปริวตฺตนฺเตสุ สมํ นกฺขตฺตานิ ตารกรูปานิ ปริวตฺตนฺติ สมํ นกฺขตฺเตสุ ตารกรูเปสุ ปริวตฺตนฺเตสุ สมํ รตฺตินฺทิวา ปริวตฺตนฺติ สมํ รตฺตินฺทิเวสุ ปริวตฺตนฺเตสุ สมํ มาสฑฺฒมาสา ปริวตฺตนฺติ สมํ มาสฑฺฒมาเสสุ ปริวตฺตนฺเตสุ สมํ อุตุสํวจฺฉรา ปริวตฺตนฺติ สมํ อุตุสํวจฺฉเรสุ ปริวตฺตนฺเตสุ สมํ วาตา วายนฺติ สมํ วาเตสุ วายนฺเตสุ สมา ๑ ปญฺชสา ปริวตฺตนฺติ สเมสุ ปญฺชเสสุ ปริวตฺตนฺเตสุ เทวตา อปริกุปิตา ภวนฺติ เทวตาสุ อปริกุปิตาสุ เทโว สมฺมา ธารํ อนุปฺปเวจฺฉติ เทเว สมฺมา ธารํ อนุปฺปเวจฺฉนฺเต สมปากีนิ สสฺสานิ ภวนฺติ สมปากีนิ ภิกฺขเว สสฺสานิ มนุสฺสา ปริภุญฺชนฺตา ทีฆายุกา จ โหนฺติ วณฺณวนฺโต จ พลวนฺโต จ อปฺปาพาธา จาติ ฯ

คุนฺนญฺเจ ตรมานานํ ชิมฺหํ คจฺฉติ ปุงฺคโว

สพฺพา ตา ชิมฺหํ คจฺฉนฺติ เนตฺเต ชิมฺหํ คเต สติ

เอวเมว มนุสฺเสสุ โย โหติ เสฏฺฐสมฺมโต

โส เจ อธมฺมํ จรติ ปเคว อิตรา ปชา

สพฺพํ รฏฺฐํ ทุกฺขํ เสติ ราชา เจ โหตฺยธมฺมิโก ฯ

คุนฺนญฺเจ ตรมานานํ อุชุํ คจฺฉติ ปุงฺคโว

สพฺพา ตา อุชุํ คจฺฉนฺติ เนตฺเต อุชุํ คเต สติ

เอวเมว มนุสฺเสสุ โย โหติ เสฏฺฐสมฺมโต

โส เจ ๑ ธมฺมํ จรติ ปเคว อิตรา ปชา

สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ เสติ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโกติ ฯ

ปตฺตกมฺมวคฺโค ทุติโย ฯ

ตสฺสุทฺทานํ

ปตฺตกมฺมํ อนฺนนาโถ สพฺรหฺมนิรยา รูเปน ปญฺจมํ

สราคอหินา เทวทตฺโต ปธานํ ธมฺมิเกน จาติ ฯ

___________________

อปณฺณกวคฺโค ตติโย

๑ ม. วิสมปากานิ ฯ

๑ โป. ยุ. สมํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พระราชาเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้พวกข้าราชการ ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพวกข้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้พราหมณ์และคฤหบดี ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้ชาวนิคมและชาวชนบท ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ

เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอเมื่อคืนและวันหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ ฤดูและปีก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอเมื่อฤดูและปีหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ ลมย่อมพัดไม่สม่ำเสมอ เมื่อลมพัดไม่สม่ำเสมอ ลมก็เดินผิดทางไม่สม่ำเสมอย่อมพัดเวียนไป เมื่อลมเดินผิดทางไม่สม่ำเสมอพัดเวียนไป เทวดาย่อมกำเริบ เมื่อเทวดากำเริบฝนย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาลเมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไม่เสมอกัน ดูกรภิกษุทั้งหลายมนุษย์ผู้บริโภคข้าวที่สุกไม่เสมอกัน ย่อมเป็นผู้มีอายุน้อย มีผิวพรรณเศร้าหมองมีกำลังน้อย มีอาพาธมาก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้นแม้ข้าราชการก็ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อข้าราชการตั้งอยู่ในธรรมสมัยนั้น แม้พราหมณ์และคฤหบดีก็เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้ชาวนิคมและชาวชนบท ก็ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียนสม่ำเสมอกัน

หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เมื่อหมู่ดาวนักษัตรหมุนเวียนสม่ำเสมอ คืนและวันก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เมื่อคืนและวันย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอกัน เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนหมุนเวียนสม่ำเสมอ ฤดูและปีก็ย่อมหมุนเวียนไปสม่ำเสมอ เมื่อฤดูและปีหมุนเวียนไปสม่ำเสมอกัน ลมย่อมพัดสม่ำเสมอ เมื่อลมพัดสม่ำเสมอ ลมย่อมพัดไปถูกทาง เมื่อลมพัดไปถูกทาง เทวดาย่อมไม่กำเริบ ฝนย่อมตกต้องตามฤดูกาล เมื่อฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าก็สุกเสมอกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ผู้บริโภคข้าวกล้าที่สุกเสมอกันย่อมมีอายุยืน มีผิวพรรณดี มีกำลัง และมีอาพาธน้อย ฯ

เมื่อฝูงโคข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงไปคด โคเหล่านั้นย่อม

ไปคดทั้งหมด ในเมื่อโคผู้นำไปคด ในมนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นผู้นำ ถ้าผู้นั้นประพฤติอธรรม

ประชาชนนอกนี้ก็จะประพฤติอธรรมเหมือนกัน แว่นแคว้น

ทั้งหมดจะได้ประสบความทุกข์ ถ้าพระราชาเป็นผู้ไม่ตั้ง

อยู่ ในธรรม เมื่อฝูงโคข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงไปตรง

โคเหล่า นั้นย่อมไปตรงทั้งหมด ในเมื่อโคผู้นำไปตรง ใน

หมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นผู้นำ

ถ้าผู้นั้นประพฤติ ธรรม ประชาชนนอกนี้ย่อมประพฤติธรรม

เหมือนกัน แว่นแคว้นทั้งหมดย่อมได้ประสบความสุข

ถ้าพระราชาเป็นผู้ ตั้งอยู่ในธรรม ฯ

จบสูตรที่ ๑๐

จบปัตตกรรมวรรคที่ ๒

__________________

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ปัตตกรรมสูตร ๒. อันนนาถสูตร ๓. สพรหมกสูตร ๔. นิรยสูตร ๕. รูปสูตร๖. สราคสูตร ๗. อหิสูตร ๘. เทวทัตตสูตร ๙. ปธานสูตร ๑๐. ธรรมิกสูตร ฯ

จบ ปัตตกรรมวรรค