พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · ยักขสังยุต
๗. ปุนัพพสุสูตร เล่ม ๑๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๒๒–๘๒๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๒ ในยักขสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปุนัพพสุสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๓๕๓–๓๕๕
เราจะร้องบอกแก่ใครเล่าว่า ‘ขอท่านจงช่วยกัน ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน’ เพราะว่าสิ่งของที่ขนออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ได้แล้ว ลูกกลับต้องการจะเผามันเสียอีก
๖. ปิยังกรสูตร
ว่าด้วยปฏิบัติที่จะให้พ้นจากกำเนิดปีศาจ
{๘๑๙} [๒๔๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรีแล้วสวดบทธรรมอยู่{๘๒๐} ขณะนั้นแล นางยักษิณีผู้เป็นมารดาของปิยังกระได้ปลอบลูกน้อยอย่างนี้ว่า
ลูกปิยังกระ เจ้าอย่าส่งเสียงดังไป ภิกษุท่านกำลังสวดบทธรรมอยู่ เออก็เรารู้แจ้งบทธรรมแล้วปฏิบัติตาม ข้อนั้นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา{๘๒๑} พวกเราสำรวมในเหล่าสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ไม่กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ สำเหนียกถึงความที่ตนมีศีลดี นั้นแหละพวกเราจึงจะพ้นจากกำเนิดปีศาจ ได้
๗. ปุนัพพสุสูตร
ว่าด้วยนางยักษิณีสอนลูกให้ฟังธรรม
{๘๒๒} [๒๔๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มี
- ๑กำเนิดปีศาจ ในที่นี้หมายถึงภูมิกำเนิดของยักษ์ที่คล้ายเปรตคือมีอาหารฝืดเคือง (สํ.ส.อ. ๒๙๓)
พระภาคเจ้าทรงชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงอยู่ด้วยธรรมีกถาอันเกี่ยวด้วยพระนิพพาน ภิกษุเหล่านั้นต่างก็ใส่ใจ ทำให้เป็นประโยชน์ กำหนดไว้ด้วยจิต เงี่ยโสตลงฟังธรรมอยู่{๘๒๓} ครั้งนั้นแล นางยักษิณีผู้เป็นมารดาของปุนัพพสุได้ปลอบพวกลูกน้อยอย่างนี้ว่า
นิ่งเสียเถิด ลูกอุตตรา นิ่งเสียเถิด ลูกปุนัพพสุ จนกว่าแม่จะฟังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐผู้เป็นพระศาสดาจบ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรื่องพระนิพพานอันเป็นเครื่องเปลื้องตนเสียจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ความปรารถนาในธรรมนี้ของแม่จะล่วงเลยเวลาไปเสียลูกของตนเป็นที่รักในโลก ผัวของตนก็เป็นที่รักในโลก แต่ความปรารถนาในธรรมนี้เป็นที่รักของแม่ยิ่งกว่าลูกและผัวนั้น
ด้วยว่าลูกหรือผัวซึ่งเป็นที่รักจะปลดเปลื้องแม่จากทุกข์เหมือนอย่างการฟังธรรมซึ่งปลดเปลื้องเหล่าสัตว์ทั้งหลาย จากทุกข์หาได้ไม่
ในเมื่อโลกซึ่งประกอบด้วยชราและมรณะถูกทุกข์ครอบงำไว้ แม่จึงปรารถนาจะฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้วเพื่อพ้นจากชราและมรณะ เจ้าจงนิ่งเสียเถิด ลูกปุนัพพสุ{๘๒๔} ปุนัพพสุกล่าวว่า
แม่จ๋า ฉันจักไม่พูด น้องอุตตราก็จะนิ่ง เชิญคุณแม่ฟังธรรมนั่นแหละ การฟังพระสัทธรรมนำความสุขมาให้แม่จ๋า เพราะพวกเราไม่รู้พระสัทธรรมจึงได้เที่ยวไปอย่างลำบากพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ทรงเป็นผู้ส่องแสงสว่างให้แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ลุ่มหลง มีพระสรีระเป็นครั้งสุดท้าย มีพระปัญญาจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่{๘๒๕} ยักษิณีกล่าวว่า
น่าชื่นชมนัก ที่ลูกผู้นอนบนอกของแม่เป็นคนฉลาด ลูกของแม่ก็รักธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเช่นกัน
ดูก่อนปุนัพพสุ เจ้าจงมีความสุขเถิด วันนี้แม่ได้อยู่สูงในพระศาสนาแล้ว แม่และเจ้าได้เห็นอริยสัจแล้ว แม้แม่อุตราก็จงฟังคำของแม่
๘. สุทัตตสูตร
ว่าด้วยสุทัตตเศรษฐีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
{๘๒๖} [๒๔๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สีตวัน ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีได้ไปยังพระนครราชคฤห์ด้วยกรณียกิจบางอย่างท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีได้สดับข่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก จึงในขณะนั้นเอง ก็ปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นมาทันที
จบ ๗. ปุนัพพสุสูตร