arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โกสลสังยุตต์ · ปฐมวรรค

๑. ทหรสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒๒–๓๒๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในปฐมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ปฐมํ ทหรสุตฺตํ

โกสลสังยุตต์

ปฐมวรรคที่ ๑

ทหรสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรค ทหรสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิโกสโล เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิก

เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค

ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงได้ทรงปราศรัยกับ พระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึง

กันไปแล้ว จึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ราชา ปเสนทิโกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ ภวํปิ โน โคตโม อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ ปฏิชานาตีติ ๑ ฯ ยํ หิ ตํ มหาราช สมฺมา วทมาโน วเทยฺย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ มมนฺตํ ๒ สมฺมา วทมาโน วเทยฺย อหํ หิ มหาราช อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ ฯ

ฉบับหลวง

พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ ทูลถาม

พระผู้มีพระภาคว่า แม้พระโคดมผู้เจริญย่อมทรงปฏิญาณบ้างหรือไม่ว่า เราได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยม

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรมหาบพิตร ก็พระองค์เมื่อจะตรัสโดย ชอบก็พึงตรัสถึงอาตมภาพว่า ตถาคตได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอด เยี่ยม ดูกรมหาบพิตร เพราะว่าอาตมภาพได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เยปิ เต โภ โคตม สมณพฺราหฺมณา สงฺฆิโน คณิโน คณาจริยา ญาตา ยสสฺสิโน ติตฺถกรา สาธุสมฺมตา พหุชนสฺส เสยฺยถีทํ ปูรโณ กสฺสโป มกฺขลิ โคสาโล นิคนฺโถ นาฏปุตฺโต สญฺชโย เวลฏฺฐปุตฺโต ปกุโธ ๓ กจฺจายโน อชิโต เกสกมฺพโล ๔ เตปิ มยา อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ ปฏิชานาถาติ ปุฏฺฐาฝ สมานา น อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ ปฏิชานนฺติ กึ ปน ภวํ โคตโม ทหโร เจว ชาติยา นโว จ ปพฺพชฺชายาติ ฯ

๑ สี. อิติ ปฏิชานาตีติ ปาฐทฺวยํ น ปญฺญายติ ฯ ๒ ม. มเมว ตํ ฯ

๓ สี. ยุ. กกุโธ ฯ ๔ สี. เกสกมฺพลี ฯ

ฉบับหลวง

พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ แม้

สมณพราหมณ์บางพวก เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มี ชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้า

ลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี คือ ปูรณะกัสสปมักขลิโคศาล นิครนถ์ นาฏบุตร สัญชัย

เวลัฏฐบุตร ปกุธะ กัจจายนะ อชิต เกสกัมพล ฯ

สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น เมื่อถูกหม่อมฉันถามว่า ท่านทั้งหลายย่อม ปฏิญาณได้หรือว่า

เราได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณดังนี้ ก็ยังไม่ปฏิญาณ ตนได้ว่า ได้ตรัสรู้พระอนุตตร

สัมมาสัมโพธิญาณ ส่วนพระโคดมผู้เจริญยังทรง เป็นหนุ่มโดยกำเนิดและยังทรงเป็นผู้ใหม่โดยบรรพชา ไฉนจึงปฏิญาณได้เล่า ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโร โขเม มหาราช ทหราติ น อุญฺญาตพฺพา ทหราติ น ปริโภตพฺพา กตเม จตฺตาโร ขตฺติโย โข มหาราช ทหโรติ น อุญฺญาตพฺโพ ทหโรติ น ปริโภตพฺโพ อุรโค โข มหาราช ทหโรติ น อุญฺญาตพฺโพ ทหโรติ น ปริโภตพฺโพ อคฺคิ โข มหาราช ทหโรติ น อุญฺญาตพฺโพ ทหโรติ น ปริโภตพฺโพ ภิกฺขุ โข มหาราช ทหโรติ น อุญฺญาตพฺโพ ทหโรติ น ปริโภตพฺโพ อิเม โข มหาราช จตฺตาโร ทหราติ น อุญฺญาตพฺพา ทหราติ น ปริโภตพฺพาติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรมหาบพิตร ของ ๔ อย่างเหล่านี้ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย ๔ อย่างเป็นไฉน ของ ๔ อย่างคือ

๑. กษัตริย์ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังทรงพระเยาว์

๒. งู ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าตัวเล็ก

๓. ไฟ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย

๔. ภิกษุ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังหนุ่ม

ดูกรมหาบพิตร ของ ๔ อย่างเหล่านี้ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

ขตฺติยํ ชาติสมฺปนฺนํ อภิชาตํ ยสสฺสินํ

ทหโรติ นาวชาเนยฺย น นํ ปริภเว นโร

ฐานมฺหิ โส มนุสฺสินฺโท รชฺชํ ลทฺธาน ขตฺติโย

โส กุทฺโธ ราชทณฺเฑน ตสฺมึ ปกฺกมเต ภุสํ

ตสฺมา ตํ ปริวชฺเชยฺย รกฺขํ ชีวิตมตฺตโน

คาเม วา ยทิ วารญฺเญ ยตฺถ ปสฺเส ภุชงฺคมํ

ทหโรติ นาวชาเนยฺย น นํ ปริภเว นโร

อุจฺจาวเจหิ วณฺเณหิ อุรโค จรติ เตชสี

โส อาสชฺช ฑํเส พาลํ นรํ นาริญฺจ เอกทา

ตสฺมา ตํ ปริวชฺเชยฺย รกฺขํ ชีวิตมตฺตโน

ปหูตภกฺขํ ชาลินํ ปาวกํ กณฺหวตฺตนึ

ทหโรติ นาวชาเนยฺย น นํ ปริภเว นโร

ลทฺธา หิ โส อุปาทานํ มหา หุตฺวาน ปาวโก

โส อาสชฺช ฑเห พาลํ นรํ นาริญฺจ เอกทา

ตสฺมา ตํ ปริวชฺเชยฺย รกฺขํ ชีวิตมตฺตโน

วนํ ยทคฺคิ ฑหติ ปาวโก กณฺหวตฺตนี

ชายนฺติ ตตฺถ ปาโรหา อโหรตฺตานมจฺจเย

ยญฺจ โข สีลสมฺปนฺโน ภิกฺขุ ฑหติ เตชสา

น ตสฺส ปุตฺตา ปสโว ทายาทา วินฺทเร ธนํ

อนปจฺจา อทายาทา ตาลวตฺถุ ภวนฺติ เต

ตสฺมา หิ ปณฺฑิโต โปโส สมฺปสฺสํ ภยมตฺตโน ๑

ภุชงฺคมํ ปาวกญฺจ ขตฺติยญฺจ ยสสฺสินํ

ภิกฺขุญฺจ สีลสมฺปนฺนํ สมฺมเทว สมาจเรติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

นรชนไม่พึงดูถูกดูหมิ่น กษัตริย์ผู้ถึงพร้อมด้วยพระชาติ มีพระชาติสูงผู้ทรงพระยศว่ายังทรงพระเยาว์ เพราะเหตุว่าพระองค์เป็นมนุษย์ชั้นสูง

ได้เสวยราชสมบัติแล้ว ทรงพระพิโรธขึ้น ย่อมทรงลงพระราชอาชญาอย่างหนักแก่เขาได้ฉะนั้น ผู้รักษาชีวิตของตน พึงงดเว้นการสบประมาทกษัตริย์นั้นเสีย ฯ

นรชนเห็นงูที่บ้านหรือที่ป่าก็ตาม ไม่พึงดูถูกดูหมิ่นว่าตัวเล็ก(เพราะเหตุว่า) งูเป็นสัตว์มีพิษ (เดช) ย่อมเที่ยวไปด้วย รูปร่างต่างๆ งูนั้นพึงมากัด ชายหญิงผู้พลั้งเผลอในบางคราวฉะนั้น ผู้รักษาชีวิตของตน

พึงงดเว้นการสบประมาทงูนั้นเสีย ฯ

นรชนไม่พึงดูถูกดูหมิ่นไฟที่กินเชื้อมาก ลุกเป็นเปลว มีทางดำ (ที่ๆไฟไหม้ไปดำ) ว่าเล็กน้อย เพราะว่าไฟนั้นได้เชื้อแล้วก็เป็นกองไฟใหญ่พึงลามไหม้ชายหญิงผู้พลั้งเผลอในบางคราว ฉะนั้น ผู้รักษาชีวิตของตนพึงงดเว้นการสบประมาทไฟนั้นเสีย ฯ

(แต่ว่า) ป่าใดที่ถูกไฟไหม้จนดำไปแล้ว เมื่อวันคืนล่วงไปๆพรรณหญ้าหรือต้นไม้ยังงอกขึ้นที่ป่านั้นได้ ส่วนผู้ใดถูกภิกษุผู้มีศีลแผดเผา ด้วยเดช บุตรธิดาและปศุสัตว์ของผู้นั้นย่อมพินาศ ทายาทของเขาก็ย่อมไม่ได้รับทรัพย์มรดก เขาเป็นผู้ไม่มีเผ่าพันธุ์ ย่อมเป็นเหมือนตาลยอดด้วน ฯ

ฉะนั้นแลบุคคลผู้เป็นบัณฑิต พิจารณาเห็นงู ไฟ กษัตริย์ผู้ทรงยศและภิกษุผู้มีศีล ว่าเป็นภัยแก่ตน พึงประพฤติต่อโดยชอบทีเดียว ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอวํ วุตฺเต ราชา ปเสนทิโกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เสยฺยถาปิ ภนฺเต นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมว ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ [๑]- ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ

๑ อตฺถมตฺตโนติปิ ปาเฐน ภวิตพฺพํ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสจบลงแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ กราบทูลพระผู้มี

พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก บุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทาง

แก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจะได้เห็นรูป ฉันใด พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมโดยปริยายเป็นอันมากก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งเป็นที่ระลึก ขอพระผู้มี

พระภาคจงทรงจำ ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณคมน์จนตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

จบ ๑. ทหรสูตร