พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โกสลสังยุตต์ · ปฐมวรรค
๑. ทหรสูตร เล่ม ๑๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒๒–๓๒๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในปฐมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรค ทหรสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๑๒๖–๑๒๙
๓. โกสลสังยุต
๑. ปฐมวรรค
๑. ทหรสูตร
ว่าด้วยของ ๔ อย่างที่ไม่ควรดูหมิ่น
{๓๒๒} [๑๑๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทรงปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “แม้พระโคดมผู้เจริญก็ทรงปฏิญาณได้ไหมว่าเราได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนมหาบพิตร ก็เมื่อจะตรัสถาม ให้ถูกก็พึงตรัสถามว่า ‘พระตถาคตได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วหรือ’ จึงเมื่อจะตอบให้ถูกก็พึงตอบว่า ‘ดูก่อนมหาบพิตร อาตมาได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว”
{๓๒๔} พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ แม้สมณพราหมณ์บางพวกซึ่งเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คนส่วนมากยกย่องว่าเป็นสาธุ คือปูรณกัสสปะ มักขลิโคสาล นิครนถนาฏบุตร สัญชัยเวลัฏฐบุตร ปกุธกัจจายนะ อชิตเกสกัมพล เมื่อถูกหม่อมฉันถามว่า ‘ท่านทั้งหลายปฏิญาณได้ไหมว่า ‘เราได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว’ ดังนี้ ก็ยังไม่ปฏิญาณตนว่า
ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ส่วนพระโคดมผู้เจริญยังทรงเป็น หนุ่มโดยกำเนิด และยังทรงเป็นผู้ใหม่โดยบรรพชา ไฉนจึงได้ทรงปฏิญาณเล่า”
{๓๒๕} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนมหาบพิตร ของ ๔ อย่างเหล่านี้ บุคคลไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนว่าเป็นของเล็กน้อย ของ ๔ อย่างคืออะไรบ้าง คือ
๑. กษัตริย์ บุคคลไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนว่ายังทรงพระเยาว์
๒. งู บุคคลไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนว่าตัวเล็ก
๓. ไฟ บุคคลไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนว่าเล็กน้อย
๔. ภิกษุ บุคคลไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนว่ายังหนุ่ม
ดูก่อนมหาบพิตร ของ ๔ อย่างเหล่านี้บุคคลไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนว่า เป็นของเล็กน้อย”
{๓๒๖} พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
กษัตริย์ผู้ถึงพร้อมด้วยพระชาติ มีพระชาติสูง มีพระเกียรติยศ นรชนไม่พึงดูหมิ่นไม่พึงดูแคลนว่ายังทรงพระเยาว์ เพราะว่ากษัตริย์นั้นได้เสวยราชสมบัติเป็นจอมคนแล้ว หากทรงพิโรธขึ้นมา ย่อมทรงลงพระราชอาญาอย่างหนักแก่เขาได้ ฉะนั้น ผู้เมื่อจะรักษาชีวิตของตน พึงงดเว้นการสบประมาทกษัตริย์นั้นเสียนรชนเห็นงูในที่ใด จะเป็นที่บ้านหรือที่ป่าก็ตาม ไม่พึงดูหมิ่นไม่พึงดูแคลนงูนั้นว่าตัวเล็ก เพราะว่างูที่มีฤทธิ์เดชย่อมท่องเที่ยวไปด้วยรูปร่างต่าง ๆ ได้บางครั้งงูนั้นกระทบถูกเข้า พึงขบกัดชายและหญิงได้ ฉะนั้น ผู้เมื่อจะรักษาชีวิตของตนพึงงดเว้นการสบประมาทงูนั้นเสีย
ไฟที่กินเชื้อมาก ลุกเป็นเปลว มีทางเดินสีดำ นรชนก็ไม่พึงดูหมิ่นไม่พึงดูแคลนว่าเล็กน้อย เพราะว่าไฟนั้นได้เชื้อเข้าแล้วก็ลุกลามเป็นกองไฟใหญ่ บางครั้งไฟนั้น กระทบถูกเข้าพึงไหม้ชายและหญิงได้ ฉะนั้น ผู้เมื่อจะรักษาชีวิตของตนพึงงดเว้นการสบประมาทไฟนั้นเสีย
ไฟซึ่งมีทางเดินสีดำไหม้ป่าใด เมื่อวันคืนล่วงไป ๆ ต้นหญ้าและต้นไม้ในป่านั้นย่อมงอกขึ้นใหม่ได้
แต่ว่าภิกษุผู้มีศีลสมบูรณ์แผดเผาบุคคลใดด้วยเดชแห่งศีล บุตรธิดาและปศุสัตว์ของบุคคลนั้นย่อมพินาศไป ทายาทของเขาย่อมไม่ได้รับทรัพย์มรดก พวกเขาจะเป็นผู้ไม่มีเผ่าพันธุ์ ไม่มีทายาท ย่อมเป็นเหมือนตาลยอดด้วน
เพราะเหตุนั้นแล บุคคลผู้เป็นบัณฑิต เมื่อมองเห็น ภัยแก่ตัว พึงประพฤติให้รอบคอบทีเดียวต่องู ไฟ กษัตริย์ผู้ทรงยศ และภิกษุผู้มีศีล
{๓๒๗} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจบแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของ ที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีสายตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป
๒. ปุริสสูตร
ว่าด้วยธรรมของคน ๓ อย่าง
{๓๒๘} [๑๑๓] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีธรรมของคนกี่อย่างที่เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก”{๓๒๙} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนมหาบพิตร มีธรรมของคนอยู่ ๓ อย่างแลที่เมื่อเกิดขึ้นภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ธรรมของคน ๓ อย่างคืออะไรบ้าง คือ๑. ธรรมของคนคือโลภะ เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความ
ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก
๒. ธรรมของคนคือโทสะ เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความ
ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก
๓. ธรรมของคนคือโมหะ เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความ
ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก
ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมของคน ๓ อย่างนี้แล ที่เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก”
{๓๓๐} พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
โลภะ โทสะ และโมหะซึ่งเกิดขึ้นแล้วในตน ย่อมเบียดเบียนบุคคลผู้มีใจบาป ดุจขุยไผ่เบียดเบียนต้นไผ่ฉะนั้น
จบ ๑. ทหรสูตร