พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โกสลสังยุตต์ · ทุติยวรรค
๕. ทุติยสังคามวัตถุสูตร เล่ม ๑๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๗๒–๓๗๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในทุติยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรค ทุติยสังคามวัตถุสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๑๕๐–๑๕๒
๕. ทุติยสังคามวัตถุสูตร
ว่าด้วยความแพ้และความชนะ
{๓๗๒} [๑๒๖] ครั้งนั้นแล พระเจ้าอชาตศัตรูพระเจ้าแผ่นดินมคธผู้เป็นพระโอรสของพระนางเวเทหิทรงตระเตรียมจตุรงคินีเสนายกไปรุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงแคว้นกาสี
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับข่าวว่าพระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรพระเจ้าแผ่นดินมคธ ทรงตระเตรียมจตุรงคินีเสนายกมารุกรานเราถึงแคว้นกาสี ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงจัดจตุรงคินีเสนายกออกไปประจัญหน้ากับพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรูเวเทหิบุตรที่แคว้นกาสีเอง
{๓๗๓} ครั้งนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรกับพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทำสงครามกันแล้ว ก็แลในสงครามครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชนะพระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตร และทรงจับพระพระเจ้าอชาตศัตรูได้ทั้งเป็น
ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้มีพระดำริว่า “ถึงแม้พระเจ้าอชาศัตรูเวเทหิบุตรนี้จะประทุษร้ายเราผู้มิได้ประทุษร้าย แต่เธอก็ยังเป็นพระภาคิไนยของเรา อย่ากระนั้นเลย เราควรยึดพลช้าง พลม้า พลรถ และพลราบของเธอไว้ทั้งหมดแล้วปล่อยเธอไปทั้งเป็น”
ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยึดพลช้าง พลม้า พลรถ และพลราบของพระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรไว้ทั้งหมดแล้วทรงปล่อยพระองค์ไปทั้งเป็น
{๓๗๔} ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นจำนวนมากครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตในเวลาภายหลังฉันภัตตาหารแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลเล่าเรื่องแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส พระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรทรงตระเตรียม
จตุรงคินีเสนายกมารุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงแคว้นกาสี พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับข่าวว่าพระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรทรงตระเตรียมจตุรงคินีเสนา ยกมารุกรานถึงแคว้นกาสี ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงจัดจตุรงคินีเสนายกออกไปประจัญหน้ากับพระเจ้าแผ่นดินอชาตศัตรูเวเทหิบุตรที่แคว้นกาสีเอง ครั้งนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรกับพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทำสงครามกันแล้ว ก็แลในสงครามครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชนะพระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรและทรงจับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ทั้งเป็น ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้มีพระดำริว่า ‘ถึงแม้พระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรนี้จะประทุษร้ายเราผู้มิได้ประทุษร้าย แต่เธอก็เป็นพระภาคิไนยของเรา อย่ากระนั้นเลยเราควรยึดพลช้าง พลม้า พลรถ และพลราบของเธอไว้ทั้งหมดแล้วปล่อยเธอไปทั้งเป็น’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนที่โกศลทรงยึดพลช้าง พลม้า พลรถ และพลราบของพระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรไว้ทั้งหมดแล้วทรงปล่อยพระเจ้าชาตศัตรูไปทั้งเป็น”{๓๗๕} ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า
นรชนชื่อว่าปล้นเขาชั่วขณะที่ปล้นสำเร็จ แต่เมื่อใดคนอื่นเขามาปล้นบ้าง เมื่อนั้น นรชนนั้นก็จะถูกปล้นเอาบ้าง
เพราะคนเขลาย่อมสำคัญเหตุผลผิดไป ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล แต่พอบาปให้ผลเมื่อใด คนเขลาย่อม ประสพทุกข์เมื่อนั้น
ผู้ฆ่าย่อมได้รับการฆ่าตอบ ผู้ชนะย่อมได้รับการชนะตอบ ผู้ด่าย่อมได้รับการด่าตอบ ผู้โกรธเกรี้ยวย่อมได้รับความโกรธเกรี้ยวตอบ ดังนั้น ผู้ปล้นเขาจึงถูกเขาปล้นเอาบ้างตามวงเวียนแห่งกรรม
๖. มัลลิกาสูตร
ว่าด้วยแม่ดีย่อมมีลูกดี
{๓๗๖} [๑๒๗] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
ขณะนั้น ราชบุรุษคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กระซิบกราบทูลว่า “ขอเดชะ พระนางมัลลิกาเทวีมีพระประสูติกาลเป็นพระธิดา พระพุทธเจ้าข้า”
เมื่อราชบุรุษกระซิบจบแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรู้สึกไม่พอพระทัยแล้ว
{๓๗๗} ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลไม่พอพระทัย จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า
ดูก่อนมหาบพิตรผู้ใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน แท้จริง สตรีบางคนก็เป็นผู้ประเสริฐได้ ขอมหาบพิตรทรงชุบเลี้ยงไว้เถิด สตรีที่มีปัญญา มีศีล ปฏิบัติแม่ผัวพ่อผัวดังเทวดาปรนนิบัติสามีดี บุตรที่เกิดจากสตรีนั้นย่อมเป็นคนแกล้วกล้า เป็นเจ้าแห่งทิศได้ บุตรของภรรยาผู้มีคุณสมบัติเช่นนี้แม้ราชสมบัติก็ครอบครองได้
- ๑สตรีบางคนก็เป็นผู้ประเสริฐได้ หมายความว่า การมีธิดาบางคนก็ยังประเสริฐคือดีกว่าการมีบุตรที่มีปัญญาทึบ หูหนวก หรือเป็นบ้าใบ้ เป็นต้น (สํ.ส.อ. ๑๔๘)
- ๒เป็นเจ้าแห่งทิศ หมายถึงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในที่ทุกสถาน (สํ.ส.อ. ๑๔๘)
จบ ๕. ทุติยสังคามวัตถุสูตร