arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มารสังยุต · ตติยวรรค

๓. โคธิกสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๘๘–๔๙๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๕ ในตติยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรค โคธิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๒๐๖–๒๐๙

หน้า ๒๐๖

๓. โคธิกสูตร

ว่าด้วยพระโคธิกะกระทำอัตตวินิบาตปรินิพพาน

{๔๘๘} [๑๕๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มัพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันอันเป็นสถานที่พระราชทานเหยี่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้น ท่านพระโคธิกะอยู่ที่กาลศิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ{๔๘๙} ครั้งนั้นแล ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ ได้สัมผัสเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะ แล้ว ภายหลังท่านพระโคธิกะได้เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์นั้นแม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ ก็ได้สัมผัสเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะอีก แม้ในครั้งที่ ๒ ก็เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะนั้นแม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ ก็ได้สัมผัสเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะอีก แม้ในครั้งที่ ๓ ก็เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะนั้นแม้ครั้งที่ ๔ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ ก็ได้สัมผัสเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะอีก แม้ในครั้งที่ ๔ ก็เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะ (สามายิกเจโตวิมุตติ ความหลุดพ้นแห่งจิตชั่วครั้งชั่วคราว) หมายถึง ภาวะที่จิตหลุดพ้นจากปัจจนีกธรรมทั้งหลาย (นิวรณ์ ๕) ในขณะจิตเข้าอัปปนาสมาธิ (สมาธิขั้นฌาน) และน้อมอยู่ในอารมณ์นั้น กล่าวคือการบรรลุรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ซึ่งเป็นความหลุดพ้นกิเลสชั่วคราวด้วยอำนาจฌาน หรือเรียกว่าโลกิยสมาบัติ (ม.อุ.อ. ๑๑๔, สํ.ส.อ. ๑๗๔)
หน้า ๒๐๗

แม้ครั้งที่ ๕ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ ก็ได้สัมผัสเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะอีก แม้ในครั้งที่ ๕ ก็เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะนั้น

แม้ครั้งที่ ๖ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ ก็ได้สัมผัสเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะอีก แม้ในครั้งที่ ๖ ก็เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะนั้น

แม้ครั้งที่ ๗ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ ก็ได้สัมผัสเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะอีก จึงครั้งนั้น ท่านพระโคธิกะได้มีความนึกคิดอย่างนี้ว่า “เราได้เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกิยะถึง ๖ ครั้งแล้ว ถ้ากระไรเราพึงใช้ศัสตราฆ่าตัวตายดีกว่า”{๔๙๐} ลำดับนั้นแล มารผู้มีใจบาปทราบความนึกคิดของท่านพระโคธิกะ ด้วยจิตแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาทั้งหลายว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ มีความเพียรใหญ่ มีปัญญามาก รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์และยศ ก้าวล่วงเวรและภัยทั้งปวงได้แล้ว ข้าพเจ้าขอไหว้เท้าพระองค์ละ

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรใหญ่ สาวกของพระองค์ ถูกมรณะครอบงำแล้ว กำลังคิดจำนงหวังความตายอยู่ ขอพระองค์ช่วยห้ามสาวกรูปนั้นทีเถอะ ท่านผู้ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปรากฏในหมู่ชน สาวกของพระองค์ผู้ยินดีในพระศาสนายังไม่ได้บรรลุพระอรหัตอันตัดเสียซึ่งมานะ ยังเป็นพระเสขะอยู่ ไฉนจะพึงทำกาละเสียเล่า

หน้า ๒๐๘

ก็เวลานั้น ท่านพระโคธิกะได้ใช้ศัสตราฆ่าตัวตายเสร็จแล้ว ครั้งนั้นแล {๔๙๑} พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า “ผู้นี้เป็นมารผู้มีใจบาป” จึงได้ตรัสกะมารผู้มีใจบาปนั้นด้วยพระคาถาว่า

ปราชญ์ทั้งหลายย่อมทำอย่างนี้แล ย่อมไม่หวงใยชีวิต โคธิกภิกษุถอนตัณหาพร้อมด้วยรากได้นิพพานไปแล้ว

{๔๙๒} ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเรามาไปยังกาลศิลาข้างภูเขาอิสิคิลิอันเป็นที่โคธิกกุลบุตร ใช้ศัสตราฆ่าตัวตายกันเถอะ” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุหลายรูปได้เข้าไปยังกาลศิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นโคธิกะนอนหงายคอพับอยู่บนเตียงแต่ไกล และขณะนั้นเอง หมอกควันมืดครึ้มพลุ่งไปสู่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเฉียง

{๔๙๓} ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นหมอกควันมืดครึ้มพลุ่งไปสู่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องตํ่า และทิศเฉียงนั้นกันไหม” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลรับพระดำรัสแล้ว จึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่นคือมารผู้มีใจบาปเที่ยวแสวงหาวิญญาณของโคธิกกุลบุตรอยู่เพื่อรู้ว่าวิญญาณของโคธิกกุลบุตรอยู่ที่ไหน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โคธิกกุลบุตรปราศจากวิญญาณปรินิพพานแล้ว”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ท่านพระโคธิกะในขณะจะสิ้นชีวิตก็พลันสิ้นอาสวกิเลสพร้อม ๆ กัน สำเร็จเป็นพระอรหันต์ซึ่งเรียกว่า ชีวิตสมสีสีบุคคล (สํ.ส.อ. ๑๗๕)
หน้า ๒๐๙

{๔๙๔} ครั้งนั้นแล มารผู้มีใจบาปถือพิณมีสีเหลืองเหมือนลูกมะตูมสุก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า

ข้าพเจ้าได้ค้นหาวิญญาณของโคธิกกุลบุตร ทั้งในทิศเบื้องบน ทั้งทิศเบื้องตํ่า ทั้งทิศขวาง ทั้งทิศใหญ่ ทั้งทิศเฉียงจนทั้วแล้ว ก็มิได้พบ โคธิกะนั้นไปอยู่ที่ไหน

{๔๙๕} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

โคธิกะนั้นเป็นปราชญ์ สมบูรณ์ด้วยความเพียร มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีแล้วในฌานทุกเมื่อ ประกอบความเพียรทั้งวันทั้งคืน ไม่มีความอาลัยในชีวิต ชนะเสนาของมัจจุราชได้แล้ว ไม่กลับมาเกิดอีก ถอนตัณหาพร้อมด้วยรากได้ปรินิพพานไปแล้ว

มารนั้นมีความเสียใจมากจนพิณพลัดตกจากรักแร้ เพราะเหตุนั้น มารนั้นยิ่งเสียใจหนักขึ้น ได้อันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง

๔. สัตตวัสสานุพันธสูตร

ว่าด้วยมารติดตามทำลายพระพุทธเจ้ามา ๗ ปี

{๔๙๖} [๑๖๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล มารผู้มีใจบาปติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าคอยหาช่องทางมาตลอด ๗ ปี ก็ยังไม่ได้ช่องทาง {๔๙๗} ภายหลังมารผู้มีใจบาปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า

จบ ๓. โคธิกสูตร