arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อภิสมัยสังยุตต์ · กฬารขัตติยวรรค

๕. อวิชชาปัจจยสูตร ที่ ๑ เล่ม ๑๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๘–๑๓๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในกฬารขัตติยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๕. อวิชชาปัจจยสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ กฬารขัตติยวรรค อวิชชาปัจจยสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)

บาลี (สยามรัฐ)

สาวตฺถิยํ วิหรติ ... อวิชฺชาปจฺจยา ภิกฺขเว สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก

เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กตมํ นุ โข ภนฺเต ชรามรณํ กสฺส จ ปนิทํ ชรามรณนฺติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ กตมํ ชรามรณํ กสฺส จ ปนิทํ ชรามรณนฺติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อญฺญํ ชรามรณํ อญฺญสฺส จ ปนิทํ ชรามรณนฺติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อุภยเมตํ เอกตฺถํ พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ ฯ เอเต เต ภิกฺขุ อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชรามรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุ ผู้ใดพึงกล่าวว่า ชรามรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่าชรามรณะเป็นอย่างอื่น และชรามรณะนี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้นมีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี หรือว่าเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่งสรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้นดังนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา นุ โข ภนฺเต ชาติ กสฺส จ ปนายํ ชาตีติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ กตมา ชาติ กสฺส จ ปนายํ ชาตีติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อญฺญา ชาติ อญฺญสฺส จ ปนายํ ชาตีติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อุภยเมตํ เอกตฺถํ พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ ฯ เอเต เต ภิกฺขุ อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ ภวปจฺจยา ชาตีติ ฯ

ฉบับหลวง

ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาติเป็นไฉนและชาตินี้เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุ ผู้ใดพึงกล่าวว่าชาติเป็นไฉน และชาตินี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า ชาติเป็นอย่างอื่น และชาตินี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มีหรือว่าเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มีดูกรภิกษุ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม นุ โข ภนฺเต ภโว กสฺส จ ปนายํ ภโวติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ กตโม ภโว กสฺส จ ปนายํ ภโวติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อญฺโญ ภโว อญฺญสฺส จ ปนายํ ภโวติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อุภยเมตํ เอกตฺถํ พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ ฯ เอเต เต ภิกฺขุ อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ อุปาทาน- ปจฺจยา ภโวติ ฯเปฯ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺติ ... เวทนา- ปจฺจยา ตณฺหาติ ... ผสฺสปจฺจยา เวทนาติ ... สฬายตนปจฺจยา ผสฺโสติ ... นามรูปปจฺจยา สฬายตนนฺติ ... วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ ... สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภพเป็นไฉนและภพนี้เป็น

ของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุผู้ใดพึงกล่าวว่า ภพเป็นไฉนและภพนี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า ภพเป็นอย่างอื่น และภพนี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้นสรีระก็อันนั้นความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี หรือเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่งสรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ...

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ... เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ... เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ ... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ... เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเม นุ โข ภนฺเต สงฺขารา กสฺส จ ปนิเม สงฺขาราติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ กตเม สงฺขารา กสฺส จ ปนิเม สงฺขาราติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อญฺเญ สงฺขารา อญฺญสฺส จ ปนิเม สงฺขาราติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อุภยเมตํ เอกตฺถํ พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ ฯ เอเต เต ภิกฺขุ อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ ฯ

ฉบับหลวง

ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สังขารเป็นไฉนและสังขารนี้เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูกดูกรภิกษุ ผู้ใดพึงกล่าวว่าสังขารเป็นไฉน และสังขารนี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า สังขารเป็นอย่างอื่น และสังขารนี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้นดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มีหรือเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มีดูกรภิกษุ ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้นดังนี้ว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อวิชฺชาย เตฺวว ภิกฺขุ อเสสวิราคนิโรธา ยานิสฺส ตานิ ๑ วิสูกายิตานิ วิเสวิตานิ วิปฺผนฺทิตานิ กานิจิ กานิจิ กตมํ ชรามรณํ กสฺส จ ปนิทํ ชรามรณํ อิติ วา อญฺญํ ชรามรณํ อญฺญสฺส จ ปนิทํ ชรามรณํ อิติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อิติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ อิติ วา สพฺพานิสฺส ตานิ ๒ ปหีนานิ ภวนฺติ อุจฺฉินฺนมูลานิ ตาลาวตฺถุกตานิ อนภาวงฺคตานิ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมานิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคลเสพผิด

ส่ายหาไปว่า ชราและมรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้เป็นของใครหรือว่าชรามรณะเป็นของผู้อื่น และชรามรณะเป็นของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่งสรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อวิชฺชาย เตฺวว ภิกฺขุ อเสสวิราคนิโรธา ยานิสฺส ตานิ วิสูกายิตานิ วิเสวิตานิ วิปฺผนฺทิตานิ กานิจิ กานิจิ กตมา ชาติ กสฺส จ ปนายํ ชาติ อิติ วา อญฺญา ชาติ อญฺญสฺส จ ปนายํ ชาติ อิติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อิติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ อิติ วา สพฺพานิสฺส ตานิ ปหีนานิ ภวนฺติ อุจฺฉินฺนมูลานิ ตาลาวตฺถุกตานิ อนภาวงฺคตานิ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมานิ ฯ

๑ ยุ. ยานิสฺสิตานิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ยุ. สพฺพานิสฺสิตานิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคลเสพผิด

ส่ายหาไปว่า ชาติเป็นไฉน และชาตินี้เป็นของใคร หรือว่าชาติเป็นอย่างอื่น และชาตินี้เป็นของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วนถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่มีเหลือ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อวิชฺชาย เตฺวว ภิกฺขุ อเสสวิราคนิโรธา ยานิสฺส ตานิ วิสูกายิตานิ วิเสวิตานิ วิปฺผนฺทิตานิ กานิจิ กานิจิ กตโม ภโว ฯเปฯ กตมํ อุปาทานํ ... กตมา ตณฺหา ... กตมา เวทนา ... กตโม ผสฺโส ... กตมํ สฬายตนํ ... กตมํ นามรูปํ ... กตมํ วิญฺญาณํ ... ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคลเสพผิด

ส่ายหาไปว่า ภพเป็นไฉน และภพนี้เป็นของใคร หรือว่าภพเป็นอย่างอื่น และภพนี้เป็นของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ... อุปาทานเป็นไฉน ...ตัณหาเป็นไฉน ... เวทนาเป็นไฉน ... ผัสสะเป็นไฉน ... สฬายตนะเป็นไฉน ...

นามรูปเป็นไฉน ... วิญญาณเป็นไฉน ... ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อวิชฺชาย เตฺวว ภิกฺขุ อเสสวิราคนิโรธา ยานิสฺส ตานิ วิสูกายิตานิ วิเสวิตานิ วิปฺผนฺทิตานิ กานิจิ กานิจิ กตเม สงฺขารา กสฺส จ ปนิเม สงฺขารา อิติ วา อญฺเญ สงฺขารา อญฺญสฺส จ ปนิเม สงฺขารา อิติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อิติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ อิติ วา สพฺพานิสฺส ตานิ ปหีนานิ ภวนฺติ อุจฺฉินฺนมูลานิ ตาลาวตฺถุกตานิ อนภาวงฺคตานิ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมานีติ ฯ ปญฺจมํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคลเสพผิด ส่าย

หาไปว่า สังขารเป็นไฉน และสังขารนี้เป็นของใคร หรือว่าสังขารเป็นอย่างอื่น และสังขารนี้เป็นของผู้อื่นว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่งทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้วตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ฯ

จบ สูตรที่ ๕

จบ ๕. อวิชชาปัจจยสูตร ที่ ๑