พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ · อุปายวรรค
๑. อุปายสูตร เล่ม ๑๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในอุปายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรค อุปายสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๗๒–๗๓
๒. มัชฌิมปัณณาสก์
๑. อุปยวรรค
๑. อุปยสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นความหลุดพ้นและไม่หลุดพ้น
{๑๐๕} [๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเข้าถึงเป็นความไม่หลุดพ้น ความไม่เข้าถึงเป็นความหลุดพ้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงรูป เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้วิญญาณที่เข้าถึงเวทนา ...
วิญญาณที่เข้าถึงสัญญา ...
วิญญาณที่เข้าถึงสังขาร เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ วิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราจักบัญญัติการมา การไป การจุติ การอุบัติ หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ เว้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้า
- ๑การเข้าถึง ในที่นี้หมายถึงเบญจขันธ์ด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิ (สํ.ข.อ. ๒๙๘)
- ๒วิญญาณ ในที่นี้หมายถึงกรรมวิญญาณ วิญญาณคือกรรม (สํ.ข.อ. ๒๙๘)
ภิกษุละราคะในรูปธาตุได้แล้วไซร้ เพราะละราคะเสียได้ อารมณ์ย่อมจะขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมจะไม่มี ถ้าภิกษุละราคะในเวทนาธาตุ ... ในสัญญาธาตุ ... ในสังขารธาตุ ... ในวิญญาณธาตุได้แล้วไซร้ เพราะละราคะ เสียได้ อารมณ์ย่อมจะขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมจะไม่มี วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้งย่อมจะไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไป จิตจึงมั่นคงอยู่ เพราะมั่นคงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับสนิทเฉพาะตนทีเดียว ภิกษุนั้นย่อมทราบชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้”
๒.พีชสูตร
ว่าด้วยอุปมาวิญญาณด้วยพืช ๕ ชนิด
{๑๐๖} [๕๔] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชมี ๕ ชนิดนี้ ๕ ชนิดคืออะไรบ้าง คือ พืชที่เกิดจากเหง้า ๑ พืชที่เกิดจากลำต้น ๑ พืชที่เกิดจากข้อ ๑ พืชที่เกิดจากยอด ๑ พืชที่เกิดจากเมล็ด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็พืช ๕ ชนิดนี้ซึ่งมิได้ถูกทำลาย ไม่เน่าเสีย ไม่ถูกลมแดดทำให้เสีย ยังเพาะขึ้น ถูกเก็บไว้ดี แต่ไม่มีดิน ไม่มีนํ้า พืช ๕ ชนิดนี้จะพึงถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ได้ไหม’
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้อนั้นไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืช ๕ ชนิดนี้ซึ่งมิได้ถูกทำลาย ... ถูกเก็บไว้ดี และมีดิน มีนํ้า พืช ๕ ชนิดนี้จะพึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ไหม”
“ได้ พระพุทธเจ้าข้า”
จบ ๑. อุปายสูตร