arnon.world

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ · อุปายวรรค

๒. พีชสูตร เล่ม ๑๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๖–๑๐๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในอุปายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรค พีชสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๗๓–๗๕

หน้า ๗๓

ภิกษุละราคะในรูปธาตุได้แล้วไซร้ เพราะละราคะเสียได้ อารมณ์ย่อมจะขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมจะไม่มี ถ้าภิกษุละราคะในเวทนาธาตุ ... ในสัญญาธาตุ ... ในสังขารธาตุ ... ในวิญญาณธาตุได้แล้วไซร้ เพราะละราคะ เสียได้ อารมณ์ย่อมจะขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมจะไม่มี วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้งย่อมจะไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไป จิตจึงมั่นคงอยู่ เพราะมั่นคงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับสนิทเฉพาะตนทีเดียว ภิกษุนั้นย่อมทราบชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้”

๒.พีชสูตร

ว่าด้วยอุปมาวิญญาณด้วยพืช ๕ ชนิด

{๑๐๖} [๕๔] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชมี ๕ ชนิดนี้ ๕ ชนิดคืออะไรบ้าง คือ พืชที่เกิดจากเหง้า ๑ พืชที่เกิดจากลำต้น ๑ พืชที่เกิดจากข้อ ๑ พืชที่เกิดจากยอด ๑ พืชที่เกิดจากเมล็ด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็พืช ๕ ชนิดนี้ซึ่งมิได้ถูกทำลาย ไม่เน่าเสีย ไม่ถูกลมแดดทำให้เสีย ยังเพาะขึ้น ถูกเก็บไว้ดี แต่ไม่มีดิน ไม่มีนํ้า พืช ๕ ชนิดนี้จะพึงถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ได้ไหม’

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้อนั้นไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืช ๕ ชนิดนี้ซึ่งมิได้ถูกทำลาย ... ถูกเก็บไว้ดี และมีดิน มีนํ้า พืช ๕ ชนิดนี้จะพึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ไหม”

“ได้ พระพุทธเจ้าข้า”

หน้า ๗๔

{๑๐๗} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเห็นวิญญาณฐิติ ๔ เหมือนปฐวีธาตุ พึงเห็นความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลินเหมือนอาโปธาตุ พึงเห็นวิญญาณพร้อมด้วยอาหารเหมือนพืช ๕ ชนิด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงรูป เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ ตั้งอยู่ในรูป มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้

วิญญาณที่เข้าถึงเวทนา ...

วิญญาณที่เข้าถึงสัญญา ...

วิญญาณที่เข้าถึงสังขาร เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ วิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ ตั้งอยู่ในสังขาร มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราจักบัญญัติการมา การไป การจุติ การอุบัติ หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ นอกจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุละราคะในรูปธาตุได้แล้วไซร้ เพราะละราคะเสียได้ อารมณ์ย่อมจะขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมจะไม่มี ถ้าภิกษุละราคะในเวทนาธาตุ ... ในสัญญาธาตุ ...ในสังขารธาตุ ... ในวิญญาณธาตุได้แล้วไซร้ เพราะละราคะเสียได้ อารมณ์ย่อมจะขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมจะไม่มี วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้งย่อมจะไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไป จิตจึงมั่นคงอยู่ เพราะมั่นคงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับสนิทเฉพาะตนทีเดียว ภิกษุนั้นย่อมทราบชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑วิญญาณฐิติ ๔ ในที่นี้ได้แก่ ขันธ์ ๔ คือ รูป เวทนา สัญญา และสังขาร (สํ.ข.อ. ๒๙๙)
  2. ๒วิญญาณพร้อมด้วยอาหาร หมายถึงกรรมวิญญาณพร้อมด้วยปัจจัย (สํ.ข.อ. ๒๙๙)
หน้า ๗๕

๓. อุทานสูตร

ว่าด้วยการตัดสังโยชน์และความสิ้นอาสวะ

{๑๐๘} [๕๕] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า “ภิกษุน้อมใจไปอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเราไม่มี บริขารของเราก็จะไม่มี ถ้ากัมมาภิสังขารจักไม่มี ขันธปัญจกของเราก็จักไม่มี’ ดังนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้”

{๑๐๙} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุน้อมใจไปอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเราไม่มี บริขารของเราก็จะไม่มี ถ้ากัมมาภิสังขารจักไม่มี ขันธปัญจกของเราก็จักไม่มี’ ดังนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้อย่างไร”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ผู้ไม่ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตามีรูป ๑ ย่อมเห็นรูปในอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตาในรูป ๑ ย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา ๑ ... ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตา ๑ ... ย่อมเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นอัตตา ๑ ... ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตามีวิญญาณ ๑ ย่อมเห็น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กัมมาภิสังขาร สังขารคือกรรมที่เป็นตัวการปรุงแต่ง อันเป็นปัจจัยแห่งขันธ์ที่เกิดในภพใหม่เพราะเกิดและท่องเที่ยวไปในชาติต่าง ๆ (นัย ม.มู.อ. ๒I๒๒)
  2. ๒ขันธปัญจก หมวด ๕ แห่งขันธ์ หมายถึงเบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
  3. ๓โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพ) เบื้องต่ำ ๕ คือ (๑) สักกายทฏิฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจศีลพรต (๔) กามฉันทะ ความพอใจในกาม (๕) พยาบาท ความคิดแก้แค้นผู้อื่น {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒, ม.มู.อ. ๒/๒๒}

จบ ๒. พีชสูตร