arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ · ปุปผวรรค

๓. เผณปิณฑสูตร เล่ม ๑๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๒–๒๔๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในปุปผวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรค เผณปิณฑสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๑๘๕–๑๘๘

หน้า ๑๘๕

{๒๔๑} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบลก็ดี ปทุมก็ดี บุณฑริกก็ดี เกิดแล้วในนํ้า เจริญแล้วในนํ้า ขึ้นพ้นจากนํ้าแล้วตั้งอยู่ แต่นํ้าก็จับไม่ติด แม้ฉันใด ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดแล้วในโลก เจริญแล้วในโลก ครอบงำโลกอยู่ แต่โลกก็ฉาบทาไม่ติด”

๓. เผณปิณฑูปมสูตร

ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕ เหมือนฟองนํ้า

{๒๔๒} [๙๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้อยุชฌบุรี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคานี้พาก้อนฟองน้ำขนาดใหญ่มาด้วย บุรุษผู้มีตาดีพึงเพ่งพินิจพิจารณาดูก้อนฟองน้ำใหญ่นั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้น เพ่งพินิจพิจารณาดูอยู่โดยแยบคาย ก้อนฟองน้ำนั้นพึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย สาระในก้อนฟองน้ำจะพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี… อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ดี ภิกษุเพ่งพินิจพิจารณาดูรูปนั้นโดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเพ่งพินิจพิจารณาดูอยู่โดยแยบคาย

รูปนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในรูปจะพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน{๒๔๓} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกอยู่ในสารทสมัย ฟองน้ำในนํ้าย่อมเกิดขึ้นและดับไป บุรุษผู้มีสายตาดีเพ่งพินิจพิจารณาดูฟองน้ำนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเพ่งพินิจพิจารณาดูอยู่โดยแยบคาย ฟองน้ำนั้นพึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย สาระในฟองนํ้านั้นจะพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี… อยู่ในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ดี ภิกษุเพ่งพินิจพิจารณาดูอยู่โดยแยบคาย เวทนานั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในเวทนาจะพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน

หน้า ๑๘๖

{๒๔๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเดือนท้ายแห่งฤดูแล้งซึ่งยังคงอยู่ พยับแดดย่อมเต้นระยิบระยับในเวลาเที่ยง บุรุษผู้มีตาดีเพ่งพินิจพิจารณาดูพยับแดดนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเพ่งพินิจพิจารณาดูอยู่โดยแยบคาย พยับแดดนั้นพึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย สาระในพยับแดดจะพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง… ฉันนั้นเหมือนกันแล

{๒๔๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้มีความต้องการด้วยแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวแสวงหาแก่นไม้อยู่ จึงถือเอาจอบที่คมเข้าป่าไป บุรุษนั้นเห็นต้นกล้วยขนาดใหญ่ ลำต้นตรง กำลังรุ่น ยังไม่เกิดปลีในป่านั้นเข้า จึงตัดโคนต้นกล้วยนั้นแล้วจึงตัดปลาย แล้วก็ลอกกาบใบออก เมื่อเขาลอกกาบใบออก แม้กระพี้ก็มิได้พบ จะพึงได้พบแก่นแต่ที่ไหน บุรุษที่มีสายตาดีเพ่งพินิจพิจารณาดูอยู่โดยแยบคายซึ่งต้นกล้วยขนาดใหญ่นั้น เมื่อบุรุษนั้นเพ่งพินิจพิจารณาดูอยู่โดยแยบคาย ต้นกล้วยขนาดใหญ่นั้นพึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาแก่นมิได้ แก่นในต้นกล้วยจะพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอดีตก็ดี

อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ... อยู่ในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ดี ภิกษุเพ่งพินิจพิจารณาดูสังขารนั้นโดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเพ่งพินิจพิจารณาดูอยู่โดยแยบคาย สังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในสังขารทั้งหลายจะพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกันแล{๒๔๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นักเล่นกลหรือลูกมือนักเล่นกลพึงแสดงกลที่สี่แยก ทางใหญ่ บุรุษผู้มีตาดีเพ่งพินิจพิจารณาดูกลนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเพ่งพินิจพิจารณาดูอยู่โดยแยบคาย กลนั้นพึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในกลจะพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี… อยู่ในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ดี ภิกษุเพ่งพินิจพิจารณาดูอยู่โดยแยบคาย เมื่อภิกษุเพ่งพินิจพิจารณาดูวิญญาณนั้นอยู่โดยแยบคาย วิญญาณนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในวิญญาณจะพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกันแล

หน้า ๑๘๗

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า… กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้{๒๔๗} พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์อื่นต่อไปอีกว่า

พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ทรงแสดงไว้ว่า รูปอุปมาด้วยก้อนฟองนํ้า เวทนาอุปมาด้วยฟองน้ำ สัญญาอุปมาด้วยพยับแดด สังขารอุปมาด้วยต้นกล้วย และวิญญาณอุปมาด้วยมายากล

ภิกษุเพ่งพินิจพิจารณาเบญจขันธ์นั้นโดยแยบคายด้วยประการใด ๆ เบญจขันธ์นั้นย่อมปรากฏเป็นของว่าง เป็นของเปล่าด้วยประการนั้น ๆ แก่ผู้เห็นเบญจขันธ์นั้น

ก็การละธรรม ๓ อย่างอันพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ทรงปรารภกายนี้แสดงไว้แล้ว ท่านทั้งหลายจงดูรูปที่ถูกละทิ้งแล้ว

อายุ ไออุ่น และวิญญาณละทิ้งกายนี้ไปเมื่อใด เมื่อนั้นกายที่ถูกทอดทิ้งแล้วนี้ย่อมเป็นเหยื่อของสัตว์อื่น หาเจตนามิได้ นอนทับถมแผ่นดินอยู่

นี้เป็นความสืบต่อเช่นนี้ นี้เป็นกลสำหรับหลอกลวงคนโง่ ขันธ์แต่ละขันธ์เรากล่าวไว้แล้วว่าเป็นเพชฌฆาต สาระย่อมไม่มีในขันธ์นี้

หน้า ๑๘๘

ภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว มีสติ มีสัมปชัญญะ พึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน

ภิกษุเมื่อปรารถนาบทอันไม่มีจุติ พึงละสังโยชน์ทั้งปวง พึงทำที่พึ่งแก่ตน พึงประพฤติดุจบุคคลผู้มีศีรษะ ถูกไฟไหม้

๔. โคมยปิณฑสูตร

ว่าด้วยทรงอุปมาการได้ขันธ์ ๕ เหมือนกับโคมัย

{๒๔๘} [๙๖] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ … ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “มีบ้างไหม พระพุทธเจ้าข้า รูปบางอย่างที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น มีบ้างไหม เวทนาบางอย่าง… สัญญาบางอย่าง ... สังขารทั้งหลายบางอย่าง… วิญญาณบางอย่างที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ไม่มีดอก ภิกษุ รูปบางอย่างที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น ไม่มีดอก เวทนาบางอย่าง… สัญญาบางอย่าง … สังขารบางอย่าง … วิญญาณบางอย่างที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น”

{๒๔๙} ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหยิบมูลโคก้อนเล็กๆขึ้นมาแล้วได้ตรัสกะภิกษุนั้นว่า “ดูก่อนภิกษุ การได้อัตภาพแม้มีประมาณเท่านี้ที่เที่ยง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑บทอันไม่จุติ หมายถึงพระนิพพาน (สํ.ข.อ. ๓๕๓)

จบ ๓. เผณปิณฑสูตร