พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ราธสังยุต · ปฐมวรรค
๒. สัตตสูตร เล่ม ๑๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๖๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในปฐมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ปฐมวรรค สัตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๒๕๖–๒๕๘
“ดูก่อนราธะ ความเห็นถูกต้องมีประโยชน์ให้เบื่อหน่าย”
“ความเบื่อหน่ายเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนราธะ ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์ให้คลายกำหนัด”
“ก็ความคลายกำหนัดเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนราธะ ความคลายกำหนัดมีประโยชน์ให้หลุดพ้น”
“ความหลุดพ้นเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนราธะ ความหลุดพ้นมีประโยชน์เพื่อนิพพาน”
“นิพพานเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนราธะ เธอถามปัญหาเกินไปเสียแล้ว เธอไม่อาจจะกำหนดที่สุดของปัญหาได้ ดูก่อนราธะ ก็พรหมจรรย์ย่อมหยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่สุด อันกุลบุตรย่อมอยู่ประพฤติกันแล”
๒. สัตตสูตร
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าสัตว์
{๓๖๗} [๑๖๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีคำกล่าวกันว่า ‘สัตว์ สัตว์’ ดังนี้ ที่เรียกว่า สัตว์ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนราธะ เพราะเหตุที่ยังเกี่ยวข้องอยู่ ยังพัวพันอยู่ในความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูป ฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ เพราะเหตุที่ยังเกี่ยวข้องอยู่ ยังพัวพันอยู่ในความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณ ฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์
ดูก่อนราธะ เปรียบเหมือนเด็กชายหรือเด็กหญิงที่เล่นเรือนดินทรายกันอยู่ ยังเป็นผู้ไม่ปราศจากความยินดี ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความกระวนกระวาย ไม่ปราศจากความทะยานอยากในเรือนดินทรายเหล่านั้นอยู่เพียงใด ย่อมห่วงใย ย่อมอยากเล่น ย่อมหวงแหน ย่อมยึดถือเรือนดินทรายเหล่านั้นอยู่เพียงนั้น ดูก่อนราธะ แต่เมื่อใดเด็กชายหรือเด็กหญิงเป็นผู้ปราศจากความยินดี ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความกระวนกระวาย ปราศจากความทะยานอยากในเรือนดินทรายเหล่านั้นแล้ว เมื่อนั้นแลเด็กชายหรือเด็กหญิงเหล่านั้นย่อมใช้มือบ้าง เท้าบ้างพังกระจาย
รื้อ ทำลายเรือนดินทรายเหล่านั้น ทำจนให้เล่นไม่ได้ต่อไป ฉันใดดูก่อนราธะ แม้เธอทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงพังกระจาย จงรื้อ จงทำลายรูปเสีย จงทำจนให้เล่นต่อไปไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงพังกระจาย จงรื้อ จงทำลายเวทนาเสีย จงทำจนให้เล่นต่อไปไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงพังกระจาย จงรื้อ จงทำลายสัญญาเสีย จงทำจนให้เล่นต่อไปไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงพังกระจาย จงรื้อ จงทำลายสังขารทั้งหลายเสีย จงทำจนให้เล่นต่อไปไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงพังกระจาย จงรื้อ จงทำลายวิญญาณเสีย จงทำจนให้เล่นต่อไปไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา ดูก่อนราธะ ความสิ้นไปแห่งตัณหาแลเป็นนิพพาน”
๓. ภวเนตติสูตร
ว่าด้วยกิเลสที่นำไปสู่ภพ
{๓๖๘} [๑๖๒] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ท่านพระราธะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีคำที่กล่าวกันว่า ‘กิเลสเป็นเหตุนำไปสู่ภพๆ’ ดังนี้ กิเลสเป็นเหตุนำไปสู่ภพเป็นไฉน ความดับกิเลสเป็นเหตุนำไปสู่ภพเป็นไฉน”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนราธะ ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่นอันเป็นที่ตั้ง ที่อยู่อาศัย ที่นอนแนบแห่งจิตในรูปอันใด นี้เรากล่าวว่า ‘กิเลสเป็นเหตุนำไปสู่ภพ’ เพราะกิเลสเหล่านั้นดับสนิท เรากล่าวว่า ‘ความดับแห่งกิเลสเป็นเหตุนำไปสู่ภพ’ ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่นอันเป็นที่ตั้ง ที่อยู่อาศัย ที่นอนแนบแห่งจิต ในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณอันใด นี้เรากล่าวว่า ‘กิเลสเป็นเหตุนำไปสู่ภพ’ เพราะกิเลสเหล่านั้นดับสนิท เรากล่าวว่า ‘ความดับแห่งกิเลสเป็นเหตุนำไปสู่ภพ”
๔. ปริญเญยยสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้
{๓๖๙} [๑๖๓] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระราธะว่า “ดูก่อนราธะ เราจักแสดงปริญเญยยธรรมคือธรรมอันบุคคลควรกำหนดรู้ ปริญญาคือความกำหนดรู้ และ
จบ ๒. สัตตสูตร