พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ · นกุลปิตวรรค
๕. สมาธิสูตร เล่ม ๑๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๗–๒๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๑ ในนกุลปิตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรค สมาธิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๑๙–๒๑
๕. สมาธิสูตร
ว่าด้วยสมาธิเป็นเหตุเกิดปัญญา
{๒๗} [๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ก็ภิกษุย่อมรู้ชัดอะไรตามความเป็นจริง ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป ความเกิดและความดับแห่งเวทนา ความเกิดและความดับแห่งสัญญา ความเกิดและความดับแห่งสังขาร ความเกิดและความดับแห่งวิญญาณ
{๒๘} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นความเกิดแห่งรูป อะไรเป็นความเกิดแห่งเวทนา อะไรเป็นความเกิดแห่งสัญญา อะไรเป็นความเกิดแห่งสังขาร อะไรเป็นความเกิดแห่งวิญญาณ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลในโลกนี้ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำถึงอยู่ ก็บุคคลย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำถึงอะไรอยู่ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำถึงรูปอยู่ เมื่อเธอเพลิดเพลิน พรํ่าถึง ดื่มด่ำถึงรูปอยู่ ความยินดีก็เกิดขึ้น ความยินดีในรูปอันใด อันนั้นเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมเกิดมีขึ้นได้ด้วยอาการอย่างนี้
บุคคลย่อมเพลิดเพลิน พร่ำถึง ดื่มดํ่าถึงเวทนา ...สัญญา ...สังขาร ...วิญญาณอยู่ เมื่อเธอเพลิดเพลิน พรํ่าถึง ดื่มดํ่าถึงเวทนา ...สัญญา ...สังขาร ...วิญญาณอยู่ ความยินดีย่อมเกิดขึ้น ความยินดีในเวทนา ...สัญญา ...สังขาร ...วิญญาณอันใด อันนั้นเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมเกิดมีขึ้นได้ด้วยอาการอย่างนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความเกิดแห่งรูป นี้เป็นความเกิดแห่งเวทนา นี้เป็นความเกิดแห่งสัญญา นี้เป็นความเกิดแห่งสังขาร นี้เป็นความเกิดแห่งวิญญาณ
{๒๙} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นความดับแห่งรูป อะไรเป็นความดับแห่งเวทนา อะไรเป็นความดับแห่งสัญญา อะไรเป็นความดับแห่งสังขาร อะไรเป็นความดับแห่งวิญญาณ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พรํ่าถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำถึงอยู่ ก็ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำถึงอะไรอยู่ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พรํ่าถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำถึงรูปอยู่ เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ดื่มดํ่าถึงรูปอยู่ ความยินดีในรูปย่อมดับไป เพราะความยินดีของภิกษุนั้นดับไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พรํ่าถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำถึงเวทนา ...สัญญา ...สังขาร ...วิญญาณอยู่ เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ดื่มดํ่าถึงเวทนา ...สัญญา ...สังขาร ...วิญญาณอยู่ ความยินดีในเวทนา ...สัญญา ...สังขาร ...วิญญาณย่อมดับไป เพราะความยินดีของภิกษุนั้นดับไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความดับแห่งรูป นี้เป็นความดับแห่งเวทนา นี้เป็นความดับแห่งสัญญา นี้เป็นความดับแห่งสังขาร นี้เป็นความดับแห่งวิญญาณ”
๖. ปฏิสัลลานสูตร
ว่าด้วยการหลีกเร้นเป็นเหตุเกิดปัญญา
{๓๐} [๖] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงประกอบความเพียรในการหลีกเร้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้หลีกเร้นอยู่ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ก็ภิกษุย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงอย่างไร คือ ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป ...แห่งเวทนา ...แห่งสัญญา ...แห่งสังขาร ... แห่งวิญญาณ”
(พึงขยายความให้พิสดารเหมือนในสูตรที่ ๕)
๗. อุปาทานปริตัสสนาสูตร
ว่าด้วยอุปาทานทำให้เกิดความสะดุ้งและไม่สะดุ้ง
{๓๑} [๗] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความสะดุ้งเพราะอุปาทานและความไม่สะดุ้งเพราะความไม่มีอุปาทานแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง”ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
จบ ๕. สมาธิสูตร