พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ · ธัมมกถิกวรรค
๕. พันธนสูตร เล่ม ๑๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๐๔–๓๐๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๓ ในธัมมกถิกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค พันธนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๒๑๔–๒๑๕
๔. ทุติยธัมมกถิกสูตร
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าพระธรรมกถึก สูตรที่ ๒
{๓๐๓} [๑๑๖] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ภิกษุนั้นนั่งแล้ว ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีคำที่กล่าวกันว่า ‘พระธรรมกถึก พระธรรมกถึก’ ดังนี้ ภิกษุชื่อว่าเป็นพระธรรมกถึกด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไร ชื่อว่าเป็นผู้ได้บรรลุพระนิพพานในปัจจุบันด้วยเหตุเพียงเท่าไร”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ หากว่าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ‘ภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึก’ หากว่าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ‘ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม’ หากว่าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ‘ภิกษุผู้ได้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน”
๕. พันธนสูตร
ว่าด้วยเครื่องจองจำคือขันธ์ ๕
{๓๐๔} [๑๑๗] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ... ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง ย่อมเห็นอัตตามีรูปบ้าง
ย่อมเห็นรูปในอัตตาบ้าง ย่อมเห็นอัตตาในรูปบ้าง ย่อมเห็นเวทนา... ย่อมเห็นสัญญา... ย่อมเห็นสังขาร... ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง ย่อมเห็นอัตตามีวิญญาณบ้าง ย่อมเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง ย่อมเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วนี้เรียกว่าเป็นผู้ถูกเครื่องจองจำคือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจองจำไว้แล้ว เป็นผู้ถูกเครื่องจองจำทั้งภายในทั้งภายนอกจองจำไว้แล้ว เป็นผู้มองไม่เห็นฝั่งนี้ เป็นผู้มองไม่เห็นฝั่งโน้น ย่อมแก่ทั้งๆ ที่ถูกจองจำ ย่อมตายทั้งๆ ที่ถูกจองจำ ย่อมไปจากโลกนี้สู่โลกหน้าทั้งๆ ที่ถูกจองจำ{๓๐๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ... ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เห็นอัตตามีรูปบ้าง ไม่เห็นรูปในอัตตาบ้าง ไม่เห็นอัตตาในรูปบ้าง ย่อมไม่เห็นเวทนา... ย่อมไม่เห็นสัญญา... ย่อมไม่เห็นสังขาร... ย่อมไม่เห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เห็นอัตตามีวิญญาณบ้าง ไม่เห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง ไม่เห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วนี้เรียกว่าไม่เป็นผู้ถูกเครื่องจองจำคือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจองจำไว้ ไม่เป็นผู้ถูกเครื่องจองจำทั้งภายในและภายนอกจองจำไว้ เป็นผู้มองเห็นฝั่งนี้ เป็นผู้มองเห็นฝั่งโน้น เรากล่าวว่า ‘ภิกษุนั้นหลุดพ้นแล้วจากทุกข์”
๖. ปริปุจฉิตสูตร
ว่าด้วยการเห็นขันธ์ ๕ เพื่อความหลุดพ้น
{๓๐๖} [๑๑๘] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
- ๑ฝั่งนี้ หมายถึงสังสารวัฏหรือวัฏฏทุกข์ ฝั่งโน้น หมายถึงพระนิพพาน (สํ.ข.อ. ๓๖๓)
จบ ๕. พันธนสูตร