พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ · ธัมมกถิกวรรค
๖. ปริมุจจิตสูตร ที่ ๑ เล่ม ๑๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๐๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๓ ในธัมมกถิกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค ปริมุจจิตสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๒๑๕–๒๑๖
ย่อมเห็นรูปในอัตตาบ้าง ย่อมเห็นอัตตาในรูปบ้าง ย่อมเห็นเวทนา... ย่อมเห็นสัญญา... ย่อมเห็นสังขาร... ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง ย่อมเห็นอัตตามีวิญญาณบ้าง ย่อมเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง ย่อมเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วนี้เรียกว่าเป็นผู้ถูกเครื่องจองจำคือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจองจำไว้แล้ว เป็นผู้ถูกเครื่องจองจำทั้งภายในทั้งภายนอกจองจำไว้แล้ว เป็นผู้มองไม่เห็นฝั่งนี้ เป็นผู้มองไม่เห็นฝั่งโน้น ย่อมแก่ทั้งๆ ที่ถูกจองจำ ย่อมตายทั้งๆ ที่ถูกจองจำ ย่อมไปจากโลกนี้สู่โลกหน้าทั้งๆ ที่ถูกจองจำ{๓๐๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ... ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เห็นอัตตามีรูปบ้าง ไม่เห็นรูปในอัตตาบ้าง ไม่เห็นอัตตาในรูปบ้าง ย่อมไม่เห็นเวทนา... ย่อมไม่เห็นสัญญา... ย่อมไม่เห็นสังขาร... ย่อมไม่เห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เห็นอัตตามีวิญญาณบ้าง ไม่เห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง ไม่เห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วนี้เรียกว่าไม่เป็นผู้ถูกเครื่องจองจำคือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจองจำไว้ ไม่เป็นผู้ถูกเครื่องจองจำทั้งภายในและภายนอกจองจำไว้ เป็นผู้มองเห็นฝั่งนี้ เป็นผู้มองเห็นฝั่งโน้น เรากล่าวว่า ‘ภิกษุนั้นหลุดพ้นแล้วจากทุกข์”
๖. ปริปุจฉิตสูตร
ว่าด้วยการเห็นขันธ์ ๕ เพื่อความหลุดพ้น
{๓๐๖} [๑๑๘] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
- ๑ฝั่งนี้ หมายถึงสังสารวัฏหรือวัฏฏทุกข์ ฝั่งโน้น หมายถึงพระนิพพาน (สํ.ข.อ. ๓๖๓)
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอทั้งหลายย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ ดังนี้หรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ... ย่อมรู้ชัดว่า ...กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้”
๗. ทุติยปริปุจฉิตสูตร
ว่าด้วยการเห็นขันธ์ ๕ เพื่อความหลุดพ้น สูตรที่ ๒
{๓๐๗} [๑๑๙] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอทั้งหลายย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ดังนี้หรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ... ย่อมรู้ชัดว่า ... กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้”
จบ ๖. ปริมุจจิตสูตร ที่ ๑