พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ · ธัมมกถิกวรรค
๔. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๒ เล่ม ๑๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๐๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๓ ในธัมมกถิกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค ธัมมกถิกสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๒๑๔–๒๑๔
๔. ทุติยธัมมกถิกสูตร
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าพระธรรมกถึก สูตรที่ ๒
{๓๐๓} [๑๑๖] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ภิกษุนั้นนั่งแล้ว ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีคำที่กล่าวกันว่า ‘พระธรรมกถึก พระธรรมกถึก’ ดังนี้ ภิกษุชื่อว่าเป็นพระธรรมกถึกด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไร ชื่อว่าเป็นผู้ได้บรรลุพระนิพพานในปัจจุบันด้วยเหตุเพียงเท่าไร”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ หากว่าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ‘ภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึก’ หากว่าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ‘ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม’ หากว่าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ‘ภิกษุผู้ได้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน”
๕. พันธนสูตร
ว่าด้วยเครื่องจองจำคือขันธ์ ๕
{๓๐๔} [๑๑๗] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ... ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง ย่อมเห็นอัตตามีรูปบ้าง
จบ ๔. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๒