arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · เทวทหวรรค

๗. คณกโมคคัลลานสูตร เล่ม ๑๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๓–๑๐๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในเทวทหวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค คณกโมคคัลลานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๔ หน้า ๘๖–๙๓

หน้า ๘๖

๗. คณกโมคคัลลานสูตร

ว่าด้วยคณกโมคคัลลานพราหมณ์

การศึกษาและการปฏิบัติตามลำดับ

{๙๓} [๗๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา ในปุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชื่อคณกโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า

“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เปรียบเหมือนปราสาทของมิคารมารดาหลังนี้ ย่อมปรากฏว่ามีการศึกษามาโดยลำดับ มีการกระทำมาโดยลำดับ มีการปฏิบัติมาโดยลำดับ คือจนถึงเรื่องโครงสร้างบันไดชั้นหลังสุด แม้พวกพราหมณ์ เหล่านี้ก็ปรากฏว่ามีการศึกษามาโดยลำดับ มีการกระทำมาโดยลำดับ มีการปฏิบัติมาโดยลำดับ คือในเรื่องการเล่าเรียน แม้พวกนักรบเหล่านี้ก็ปรากฏว่ามีการศึกษามาโดยลำดับ มีการกระทำมาโดยลำดับ มีการปฏิบัติมาโดยลำดับ คือในเรื่องการใช้อาวุธ แม้แต่พวกข้าพเจ้าผู้เป็นนักคำนวณ มีอาชีพในทางคำนวณ ก็ปรากฏว่ามีการศึกษามาโดยลำดับ มีการกระทำมาโดยลำดับ มีการปฏิบัติมาโดยลำดับ คือในเรื่องนับจำนวน เพราะพวกข้าพเจ้าได้ลูกศิษย์แล้ว เริ่มต้นก็จะให้นับอย่างนี้ว่า ‘หนึ่ง หมวดหนึ่ง สอง หมวดสอง สาม หมวดสาม สี่ หมวดสี่ ห้า หมวดห้า หก หมวดหก เจ็ด หมวดเจ็ด แปด หมวดแปด เก้า หมวดเก้า สิบ หมวดสิบ’ จะให้นับไปถึงจำนวนร้อย ท่านพระโคดม พระองค์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มิคารมารดา นางวิสาขามหาอุบาสิกาได้ชื่อว่ามิคารมารดา เพราะเศรษฐีชื่อว่ามิคาระยกย่อง (ในทางคุณธรรม)ให้อยู่ในฐานเป็นมารดาของตน (ม.มู.อ. ๒/๗๔)
หน้า ๘๗

จะอาจไหมหนอ ที่จะบัญญัติการศึกษาโดยลำดับ การกระทำโดยลำดับ การปฏิบัติโดยลำดับไว้แม้ในธรรมวินัยให้เหมือนอย่างนั้น”

{๙๔} [๗๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนพราหมณ์ เราอาจที่จะบัญญัติการศึกษาโดยลำดับ การกระทำโดยลำดับ การปฏิบัติโดยลำดับไว้ในธรรมวินัยนี้ได้ เปรียบเหมือนคนฝึกม้าผู้มีทักษะได้ม้าอาชาไนยตัวงามมาแล้ว เริ่มต้นทีเดียว ก็จะฝึกให้คุ้นกับการใส่บังเหียน ต่อจากนั้นจึงฝึกให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ฉันใด ก็ฉันนั้นแล พราหมณ์ ตถาคตได้บุรุษที่ควรฝึกแล้ว เริ่มต้นก็จะแนะนำอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ภิกษุ เธอจงเป็นผู้มีศีล จงเป็นผู้สำรวมในปาติโมกขสังวร เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่ จงเป็นผู้เห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด’

{๙๕} ดูก่อนพราหมณ์ ในเมื่อภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่ เป็นผู้เห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘มาเถิด ภิกษุ เธอจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย คือ เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว จงอย่ารวบถือรวมๆ อย่าแยกถือเป็นส่วนๆ เธอจงปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้บาปธรรม อันเป็นอกุศล คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จงรักษาจักขุนทรีย์ สำรวมในจักขุนทรีย์เถิด เธอได้ยินเสียงด้วยโสตะแล้ว... เธอสูดดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว... เธอลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว... เธอสัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว... เธอรับรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว จงอย่ารวบถือรวมๆ อย่าแยกถือเป็นส่วนๆ เธอจงปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้บาปธรรมอันเป็นอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จงรักษามนินทรีย์ สำรวมในมนินทรีย์เถิด{๙๖} ดูก่อนพราหมณ์ในเมื่อภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘มาเถิด ภิกษุ เธอจงเป็นผู้รู้จัก

หน้า ๘๘

ประมาณในโภชนะ คือ พิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉันอาหาร มิใช่เพื่อจะเล่น เพื่อจะมัวเมา เพื่อความผ่องใส เพื่อความงดงาม แต่บริโภคเพียงเพื่อความดำรงอยู่แห่งกายนี้ เพื่อให้กายนี้เป็นไปได้ เพื่อเว้นการเบียดเบียนตน เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยคิดว่า ‘จักกำจัดเวทนาเก่าเสีย ทั้งจักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งอิริยาบถ ความเป็นผู้ไม่มีโทษ และความอยู่เป็นผาสุกจักมีแก่เราด้วยประการฉะนี้’

{๙๗} ดูก่อนพราหมณ์ ในเมื่อภิกษุเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘มาเถิด ภิกษุ เธอพึงเป็นผู้ประกอบความเพียร อันเป็นเครื่องตื่นอยู่ คือ ในตอนกลางวัน จงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมอันกั้นจิตทั้งหลายด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่ง ในตอนปฐมยามแห่งราตรี จงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมอันกั้นจิตทั้งหลาย ด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่ง ในตอนมัชฌิมยามแห่งราตรี จงสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้า เหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ มนสิการสัญญาที่จะลุกขึ้น ในตอนปัจฉิมยามแห่งราตรี จงรีบลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมอันกั้นจิตทั้งหลายด้วยการเดิน ด้วยการนั่งเถิด’{๙๘}

ดูก่อนพราหมณ์ ในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่เนืองๆ แล้ว ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘มาเถิด ภิกษุเธอจงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ คือ ทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่งเถิด’{๙๙} ดูก่อนพราหมณ์ ในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘มาเถิด ภิกษุ เธอจงเสพอาศัย เสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง

หน้า ๘๙

ลอมฟางเถิด’ เธอจึงเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอกลับจากบิณฑบาตหลังฉันภัตตาหารแล้วนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอละอภิชฌาความเพ่งเล็งในโลกแล้ว ย่อมมีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้ ละความประทุษร้ายคือพยาบาทแล้ว ย่อมไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว ย่อมเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบในภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้ ไม่มีความคลางแคลง ในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้’{๑๐๐} [๗๖] เธอละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต เป็นเครื่องทอนกำลังปัญญาได้แล้ว สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน ที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

เธอบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่

เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่

เธอบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่

ดูก่อนพราหมณ์ ในพวกภิกษุที่ยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัตตมรรค ยังปรารถนาธรรมที่เกษมจากโยคะอันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้อยู่นั้น เรามีคำ

หน้า ๙๐

สั่งสอนอย่างนี้ สำหรับภิกษุพวกที่เป็นอรหันตขีณาสพ ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ แล้วมีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสังโยชน์ในภพแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบนั้น ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่สบายในปัจจุบันและเพื่อสติสัมปชัญญะ”

เหตุผลที่มีผู้บรรลุธรรมบ้าง ไม่บรรลุบ้าง

{๑๐๑} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ พราหมณ์คณกโมคคัลลานะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “สาวกของพระโคดมผู้เจริญที่พระโคดมโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้ย่อมบรรลุนิพพานอันมีความสำเร็จเป็นที่สุดทุกรูปทีเดียวหรือหนอ หรือว่าบางพวกก็ไม่บรรลุ”

“ดูก่อนพราหมณ์ สาวกของเราที่เราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้บางพวกก็บรรลุนิพพานอันมีความสำเร็จเป็นที่สุด บางพวกไม่ได้บรรลุ”

“ข้าแต่ท่านพระโคดม อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัย ในเมื่อนิพพานก็ยังดำรงอยู่ ทางให้ถึงนิพพานก็ยังดำรงอยู่ ท่านพระโคดมผู้ชักชวนก็ยังดำรงอยู่ แต่สาวกของท่านพระโคดมที่พระโคดมโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้ บางพวกก็บรรลุนิพพานอันมีความสำเร็จเป็นที่สุด บางพวกก็ไม่ได้บรรลุ”{๑๐๒} [๗๗] “ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้ ท่านชอบใจอย่างไร ก็พึงตอบอย่างนั้น ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านชำนาญทางไปพระนครราชคฤห์มิใช่หรือ”

“อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ”

“ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน มีบุรุษผู้ปรารถนาจะไปยังพระนครราชคฤห์เดินทางมา เข้ามาหาท่านแล้วพูดอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปยังพระนครราชคฤห์ ขอท่านช่วยชี้ทางไปยังพระนครราชคฤห์ให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด’ ท่านจึงบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า ‘พ่อคุณมาเถิด ทางนี้ไปพระนครราชคฤห์ ท่านจงไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่ง จักเห็น

หน้า ๙๑

หมู่บ้านชื่อโน้น ไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว จักเห็นนิคมชื่อโน้น ไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว จักเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ สวนป่าที่น่ารื่นรมย์ ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ของพระนครราชคฤห์’ บุรุษที่ท่านแนะนำพร่ำบอกอยู่อย่างนี้นั้น กลับจำทางผิด เดินไปเสียตรงกันข้าม

ต่อมา มีบุรุษคนที่ ๒ ปรารถนาจะไปยังพระนครราชคฤห์เดินทางมา เข้ามาหาท่านแล้วพูดอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปยังพระนครราชคฤห์ ขอท่านช่วยชี้ทางไปยังพระนครราชคฤห์ให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด’ ท่านจึงบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า ‘พ่อคุณ มาเถิด ทางนี้ไปพระนครราชคฤห์ ท่านจงไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่ง จักเห็นหมู่บ้านชื่อโน้น ไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว จักเห็นนิคมชื่อโน้น ไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว จักเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ สวนป่าที่น่ารื่นรมย์ ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ ของพระนครราชคฤห์’ บุรุษที่ท่านแนะนำพร่ำบอกอยู่อย่างนี้นั้น ก็ไปถึงพระนครราชคฤห์ได้โดยสวัสดีดูก่อนพราหมณ์ อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัย ในเมื่อพระนครราชคฤห์ก็ยังดำรงอยู่ ทางไปยังพระนครราชคฤห์ก็ยังดำรงอยู่ ท่านผู้ชี้บอกก็ยังดำรงอยู่ แต่บุรุษที่ท่านแนะนำพร่ำบอกอย่างนี้ คนหนึ่งจำทางผิด จึงเดินไปทางตรงกันข้าม คนหนึ่งไปถึงพระนครราชคฤหได้โดยสวัสดี”

“ท่านพระโคดม ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรได้ ข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้บอกทางให้”

{๑๐๓} “ดูก่อนพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล ในเมื่อนิพพานก็ดำรงอยู่ ทางไปนิพพานก็ดำรงอยู่ เราผู้ชักชวนก็ยังดำรงอยู่ แต่สาวกของเราที่เราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้บางพวกย่อมบรรลุนิพพานอันมีความสำเร็จเป็นที่สุด บางพวกก็ไม่ได้บรรลุ ดูก่อนพราหมณ์ ในเรื่องนี้ เราจะทำอย่างไรได้ ตถาคตก็เป็นแต่ผู้บอกทางให้”

{๑๐๔} [๗๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์คณก

หน้า ๙๒

โมคคัลลานะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดมพวกบุคคลที่ไม่มีศรัทธามุ่งแต่จะเลี้ยงชีวิตจึงออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มักโอ้อวด เจ้ามายา หลอกลวง ฟุ้งซ่าน ถือตัว กลับกลอก ปากกล้า มีวาจาเคลือบแคลง ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียร ไม่มีความเพ่งเล็งในสามัญญคุณ ไม่มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา เป็นผู้มักมาก ย่อหย่อน เป็นผู้นำในการท้อถอย ทอดธุระในความสงัด เกียจคร้าน มีความเพียรต่ำ มีสติฟั่นเฟือน ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด ด้อยปัญญา เป็นดังคนใบ้ ท่านพระโคดมย่อมอยู่ร่วมกับบุคคลจำพวกนั้นไม่ได้ส่วนพวกกุลบุตรที่มีศรัทธาออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต

ไม่เป็นคนโอ้อวด ไม่มีมายา ไม่หลอกลวง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่ปากกล้า ไม่มีวาจาเคลือบแคลง คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียร มีความเพ่งเล็งในสามัญญคุณ มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา ไม่เป็นผู้มักมาก ไม่ย่อหย่อน ทอดธุระในการท้อถอย เป็นผู้นำในความสงัด ปรารภความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพาน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตมั่นคง มีจิตแน่วแน่ มีปัญญา ไม่เป็นดุจคนใบ้ ท่านพระโคดมย่อมอยู่ร่วมกับกุลบุตรพวกนั้นได้ท่านพระโคดม เปรียบเหมือนบรรดาไม้ที่มีรากหอม เขายกย่องกฤษณาว่าเป็นเลิศ บรรดาไม้ที่มีแก่นหอม เขายกย่องแก่นจันทน์แดงว่าเป็นเลิศ บรรดาไม้ที่มีดอกหอม เขายกย่องดอกมะลิว่าเป็นเลิศ ฉันใด โอวาทของท่านพระโคดมก็ฉันนั้นเหมือนกันแล นับว่าเป็นเยี่ยมในบรรดาธรรมของ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ไม่มีความเพ่งเล็งในสามัญญคุณ หมายถึงไม่สนใจในสมณธรรม คือเป็นผู้เว้นจากการปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม (ม.มู.อ. ๑/๑๖๔)
  2. ๒เป็นผู้นำในการท้อถอย (โอกฺกมเน ปุพฺพงฺคมา) หมายถึงเป็นผู้ริเริ่มในการปล่อยจิตให้ถูกนิวรณ์ ๕ ครอบงำ คือทำให้ท้อถอยในการบำเพ็ญสมณธรรม (ม.มู.อ. ๑/๑๑๐-๑๑๑)
หน้า ๙๓

ครูที่เรียกว่าอัชชธรรม

ท่านพระโคดม พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดม พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมได้โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”

จบ คณกโมคคัลลานสูฅรที่ ๗

๘. โคปกโมคคัลลานสูตร

ว่าด้วยพราหมณ์โคปกโมคคัลลานะ

{๑๐๕} [๗๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้วไม่นาน ท่านพระอานนท์อยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ สมัยนั้นแล พระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรราชามคธรัฐ ทรงระแวงพระเจ้าปัชโชต จึงรับสั่งให้ซ่อมแซมพระนครราชคฤห์

ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ ขณะนั้นท่านมีความดำริดังนี้ว่า “ยังเช้านักที่จะเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ก่อน อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปหาพราหมณ์โคปกโมคคัลลานะยังที่ทำงานเถิด”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อัชชธรรมหมายถึงธรรมที่เผยแผ่กันอยู่ในทุกวันนี้ หรือธรรมที่มีอยู่ในยุคนี้(ซึ่งในสมัยพุทธกาล) ได้แก่ ธรรมคือหลักลัทธิของครูทั้ง ๖ มีครูปูรณกัสสปะเป็นต้น ชื่อว่าอัชชธรรม (ม.อุ.อ. ๔๗)

จบ ๗. คณกโมคคัลลานสูตร