พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · เทวทหวรรค
๑๐. จูฬปุณณมสูตร เล่ม ๑๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๐–๑๕๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในเทวทหวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
จูฬปุณฺณมสุตฺตํ
๑๐. จูฬปุณณมสูตร (๑๑๐)
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค จูฬปุณณมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๔)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส ปุณฺณาย ปุณฺณมาย รตฺติยา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต อพฺโภกาเส นิสินฺโน โหติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกา วิสาขามิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่งกลางแจ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ฯ
อถ โข ภควา ตุณฺหีภูตํ ๑ ภิกฺขุสงฺฆํ อนุวิโลเกตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ชาเนยฺย นุ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสํ อสปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว อฏฺฐานเมตํ ภิกฺขเว อนวกาโส ยํ อสปฺปุริโส อสปฺปุริสํ ชาเนยฺย อสปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ชาเนยฺย ปน ภิกฺขเว อสปฺปุริโส สปฺปุริสํ สปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว เอตมฺปิ ๒ ภิกฺขเว อฏฺฐานํ อนวกาโส ยํ อสปฺปุริโส สปฺปุริสํ ชาเนยฺย สปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ จึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษหรือไม่หนอ ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละ ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษนั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษไหมเล่า ฯ
ภิ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละ แม้ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นสัตบุรุษนั่นก็ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส ฯ
อสปฺปุริโส ภิกฺขเว อสทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ อสปฺปุริสภตฺตี โหติ อสปฺปุริสจินฺตี โหติ อสปฺปุริสมนฺตี โหติ อสปฺปุริสวาโจ โหติ อสปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ อสปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ อสปฺปุริสทานํ เทติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษ ภักดีต่ออสัตบุรุษ มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ มี ถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ มีการงานอย่างอสัตบุรุษ มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ ย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสทฺโธ โหติ อหิริโก โหติ อโนตฺตปฺปี โหติ อปฺปสฺสุโต โหติ กุสีโต โหติ มุฏฺฐสฺสตี โหติ ทุปฺปญฺโญ โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ ฯ
๑ ม. ยุ. ตุณฺหีภูตํ ตุณฺหีภูตํ ฯ ๒ ม. ยุ. เอตมฺปิ โข ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อสัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัต บุรุษอย่างไร คืออสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ มีสุตะน้อย เกียจคร้าน มีสติหลงลืม มีปัญญาทราม ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสภตฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริสสฺส เย เต สมณพฺราหฺมณา อสทฺธา อหิริกา อโนตฺตปฺปิโน อปฺปสฺสุตา กุสีตา มุฏฺฐสฺสติโน ทุปฺปญฺญา ตฺยสฺส มิตฺตา โหนฺติ เต สหายา เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสภตฺตี โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ มีสมณพราหมณ์ชนิดที่ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะมีสุตะน้อย เกียจคร้านมีสติหลงลืม มีปัญญาทราม เป็นมิตร เป็นสหาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสจินฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อตฺตพฺยาพาธายปิ เจเตติ ปรพฺยาพาธายปิ เจเตติ อุภยพฺยาพาธายปิ เจเตติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสจินฺตี โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมคิดเบียดเบียนตนเองบ้าง คิดเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง คิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสมนฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อตฺตพฺยาพาธายปิ มนฺเตติ ปรพฺยาพาธายปิ มนฺเตติ อุภยพฺยาพาธายปิ มนฺเตติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสมนฺตี โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้างรู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้รู้อย่างอสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสวาโจ โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส มุสาวาที โหติ ปิสุณวาโจ โหติ ผรุสวาโจ โหติ สมฺผปฺปลาปี โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสวาโจ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มักพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ เจรจาเพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลอสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี โหติ กาเมสุมิจฺฉาจารี โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ มักเป็นผู้ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็น ผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส เอวํทิฏฺฐิโก ๑ โหติ นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ อย่างไร คืออสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผลยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผลสังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ
ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลายอย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสทานํ เทติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสกฺกจฺจํ ทานํ เทติ อสหตฺถา ทานํ เทติ อจิตฺตึ กตฺวา ทานํ เทติ อปวิฏฺฐํ ทานํ เทติ อนาคมนทิฏฺฐิโก/ ทานํ เทติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสทานํ เทติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมให้ทานโดยไม่เคารพ ให้ทานไม่ใช่ด้วยมือของตน ทำความไม่อ่อนน้อมให้ทานให้ทานอย่างไม่เข้าใจ เป็นผู้มีความเห็นว่าไร้ผล ให้ทานดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ ฯ
ส ๒ โข โส ภิกฺขเว อสปฺปุริโส เอวํ อสทฺธมฺมสมนฺนาคโต เอวํ อสปฺปุริสภตฺตี เอวํ อสปฺปุริสจินฺตี เอวํ อสปฺปุริสมนฺตี เอวํ อสปฺปุริสวาโจ เอวํ อสปฺปุริสกมฺมนฺโต เอวํ อสปฺปุริสทิฏฺฐี เอวํ อสปฺปุริสทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ยา อสปฺปุริสานํ คติ ตตฺถ อุปฺปชฺชติ ฯ กา จ ภิกฺขเว อสปฺปุริสานํ คติ นิรโย วา ติรจฺฉานโยนิ วา ฯ
๑ ม. ยุ. เอวํทิฏฺฐี ฯ ๒ ม. ส โขติ นตฺถิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษนั่นแหละ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษอย่างนี้ ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างนี้ มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ ให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว เมื่อตายไป ย่อมบังเกิดในคติของอสัตบุรุษดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คติของอสัตบุรุษคืออะไร คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน ฯ
ชาเนยฺย นุ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสํ สปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว ฐานเมตํ ภิกฺขเว วิชฺชติ ยํ สปฺปุริโส สปฺปุริสํ ชาเนยฺย สปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ชาเนยฺย ปน ภิกฺขเว สปฺปุริโส อสปฺปุริสํ อสปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว เอตมฺปิ โข ภิกฺขเว ฐานํ วิชฺชติ ยํ สปฺปุริโส อสปฺปุริสํ ชาเนยฺย อสปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ หรือไม่หนอ ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า รู้ พระพุทธเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละ ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นอสัตบุรุษไหมเล่า ฯ
ภิ. รู้ พระพุทธเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละ แม้ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษนั่นก็เป็นฐานะที่มีได้ ฯ
สปฺปุริโส ภิกฺขเว สทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ สปฺปุริสภตฺตี โหติ สปฺปุริสจินฺตี โหติ สปฺปุริสมนฺตี โหติ สปฺปุริสวาโจ โหติ สปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ สปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ สปฺปุริสทานํ เทติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ ภักดีต่อสัตบุรุษ มีความคิดอย่างสัตบุรุษ มีความรู้อย่างสัตบุรุษ มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ มีการงานอย่างสัตบุรุษ มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สทฺโธ โหติ หิริมา โหติ โอตฺตปฺปี โหติ พหุสฺสุโต โหติ อารทฺธวิริโย โหติ อุปฏฺฐิตสตี โหติ ปญฺญวา โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ อย่างไร คือสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว
มีสติตั้งมั่น มีปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสภตฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริสสฺส เย เต สมณพฺราหฺมณา สทฺธา หิริมนฺโต โอตฺตปฺปิโน พหุสฺสุตา อารทฺธวิริยา อุปฏฺฐิตสติโน ปญฺญวนฺโต ตฺยสฺส มิตฺตา โหนฺติ เต สหายา เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสภตฺตี โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างไร คือ สัตบุรุษในโลกนี้มีสมณพราหมณ์ชนิดที่มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว มีสติตั้งมั่น มีปัญญา เป็นมิตร เป็นสหาย ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสจินฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส เนวตฺตพฺยาพาธาย เจเตติ น ปรพฺยาพาธาย เจเตติ น อุภยพฺยาพาธาย เจเตติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสจินฺตี โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ สัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสมนฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส เนวตฺตพฺยาพาธาย มนฺเตติ น ปรพฺยาพาธาย มนฺเตติ น อุภยพฺยาพาธาย มนฺเตติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสมนฺตี โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ สัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นไม่รู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสวาโจ โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสวาโจ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ สัตบุรุษ
ในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากคำพูดส่อเสียด งดเว้นจากคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุมิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ สัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีการงาน อย่างสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส เอวํ ทิฏฺฐิโก โหติ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ สัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีอยู่โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามีสัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้
โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่า เป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสทานํ เทติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สกฺกจฺจํ ทานํ เทติ ๑ จิตฺตึ กตฺวา ทานํ เทติ ปริสุทฺธํ ๒ ทานํ เทติ อาคมนทิฏฺฐิโก ทานํ เทติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสทานํ เทติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างไร คือสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ทำความอ่อนน้อมให้ทาน ให้ทานอย่างบริสุทธิ์ เป็นผู้มีความเห็นว่ามีผล จึงให้ทาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ ฯ
ส โข โส ภิกฺขเว สปฺปุริโส เอวํ สทฺธมฺมสมนฺนาคโต เอวํ สปฺปุริสภตฺตี เอวํ สปฺปุริสจินฺตี เอวํ สปฺปุริสมนฺตี เอวํ สปฺปุริสวาโจ เอวํ สปฺปุริสกมฺมนฺโต เอวํ สปฺปุริสทิฏฺฐี เอวํ สปฺปุริสทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ยา สปฺปุริสานํ คติ ตตฺถ อุปฺปชฺชติ กา จ ภิกฺขเว สปฺปุริสานํ คติ เทวมหตฺตตา วา มนุสฺสมหตฺตตา วาติ ฯ
อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ
จูฬปุณฺณมสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทสมํ ฯ
เทวทหวคฺโค ปฐโม ฯ
________
ตสฺสุทฺทานํ
เทวทหปญฺจตฺตยกินฺติ
นิคนฺโถ อญฺญเวยฺยากรโณ
กุรุคณกโคปกํ ปุณฺณมโย
เทวทหคฺคโม ปฐโม ปวโร ฯ
๑ โป. ม. สหตฺถา ทานํ เทติ ฯ ๒ ม. อนุปวิฏฺฐํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษนั่นแหละ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษอย่างนี้ ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างนี้ มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างนี้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว เมื่อตายไป ย่อมบังเกิดในคติของสัตบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็คติของสัตบุรุษคืออะไร คือ ความเป็นผู้มีตนควรบูชาในเทวดา หรือความเป็นผู้มีตนควรบูชาในมนุษย์ ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ
จบ จูฬปุณณมสูตร ที่ ๑๐
จบ เทวทหวรรค ที่ ๑
________________________________________
หัวข้อเรื่องของเทวทหวรรคนั้น ดังนี้
๑. เรื่องเทวทหะ ๒. เรื่องปัญจัตตยะ ๓. เรื่องสำคัญอย่างไร ๔. เรื่องนิครนถ์๕. เรื่องพยากรณ์อรหัตตผล ๖. เรื่องแคว้นกุรุ ๗. เรื่อง พราหมณ์คณกะ ๘. เรื่องพราหมณ์โคปกะ ๙. และ ๑๐. เรื่องวันเพ็ญสอง วัน รวมเป็นวรรคสำคัญชื่อเทวทหวรรค ที่ ๑ ฯ
_____________________________________________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เทวทหสูตร ๒. ปัญจัตตยสูตร
๓. กินติสูตร ๔. สามคามสูตร
๕. สุนักขัตตสูตร ๖. อาเนญชสัปปายสูตร
๗. คณกโมคคัลลานสูตร ๘. โคปกโมคคัลลานสูตร
๙. มหาปุณณมสูตร ๑๐. จูฬปุณณมสูตร
จบ ๑๐. จูฬปุณณมสูตร