พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · สฬายตนวรรค
๖. ฉฉักกสูตร เล่ม ๑๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๑๐–๘๒๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในสฬายตนวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค ฉฉักกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๔ หน้า ๕๑๖–๕๒๙
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระราหุลยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
{๘๐๙} ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของท่านพระราหุลได้หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น และเทวดานับพัน นั้นได้เกิดดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีหมดมลทินว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” ดังนี้
จบ จูฬราหุโลวาทสูตรที่ ๕
๖. ฉฉักกสูตร
ว่าด้วยธรรมหมวด ๖ รวม ๖ หมวด
{๘๑๐} [๔๒๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดู ก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบ
- ๑ดวงตาเห็นธรรม (ธรรมจักษุ) ในที่นี้หมายถึงมรรค ๔ และผล ๔ เพราะเทวดานับพันเหล่านั้นมีทั้งที่สำเร็จเป็นโสดาบัน เป็นสกทาคามี เป็นอนาคามี และเป็นขีณาสพ (ม.อุ.อ. ๒๕๐)
ถ้วนแก่เธอทั้งหลาย คือ ธรรมหมวด ๖ รวม ๖ หมวด พวกเธอจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พร้อมแล้ว พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสดังนี้ว่า{๘๑๑} “พวกเธอพึงทราบอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ หมวดวิญญาณ ๖ หมวดผัสสะ ๖ หมวดเวทนา ๖ หมวดตัณหา ๖
หมวดอายตนะภายใน ๖
{๘๑๒} [๔๒๑] ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบอายตนะภายใน ๖’ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว คือ อาศัยอายตนะภายใน ๖ ได้แก่
๑. อายตนะคือจักษุ ๒. อายตนะคือโสตะ
๓. อายตนะคือฆานะ ๔. อายตนะคือชิวหา
๕. อายตนะคือกาย ๖. อายตนะคือมโน
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบอายตนะภายใน๖’ นั่นเราอาศัยอายตนะดังนี้กล่าวแล้ว
นี้คือธรรมหมวด ๖ หมวดที่ ๑
หมวดอายตนะภายนอก ๖
ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบอายตนะภายนอก ๖’ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว คือ อาศัยอายตนะภายนอก ๖ ได้แก่
๑. อายตนะคือรูป ๒. อายตนะคือเสียง
๓. อายตนะคือกลิ่น ๔. อายตนะคือรส
๕. อายตนะคือโผฏฐัพพะ ๖. อายตนะคือธรรมารมณ์
{๘๑๓} ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบอายตนะภายนอก ๖’ นั่นเราอาศัยอายตนะดังนี้กล่าวแล้ว
นี้คือธรรมหมวด ๖ หมวดที่ ๒
หมวดวิญญาณ ๖
{๘๑๔} ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบหมวดวิญญาณ ๖’ นั่นเราอาศัย อะไรกล่าวแล้ว คือ
๑. เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักษุวิญญาณ
๒. เพราะอาศัยโสตะและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ
๓. เพราะอาศัยฆานะและกลิ่น จึงเกิดฆานวิญญาณ
๔. เพราะอาศัยชิวหาและรส จึงเกิดชิวหาวิญญาณ
๕. เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ จึงเกิดกายวิญญาณ
๖. เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ จึงเกิดมโนวิญญาณ
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบหมวดวิญญาณ ๖’ นั่นเราอาศัยวิญญาณดังนี้กล่าวแล้ว
นี้คือธรรมหมวด ๖ หมวดที่ ๓
หมวดผัสสะ ๖
{๘๑๕} ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบหมวดผัสสะ ๖’ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว คือ๑. เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักษุวิญญาณ ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ๒. เพราะอาศัยโสตะและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณขึ้น ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ๓. เพราะอาศัยฆานะและกลิ่น จึงเกิดฆานวิญญาณขึ้น ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ๔. เพราะอาศัยชิวหาและรส จึงเกิดชิวหาวิญญาณขึ้น ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ
๕. เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ จึงเกิดกายวิญญาณขึ้น ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ๖. เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ จึงเกิดมโนวิญญาณขึ้น ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบหมวดผัสสะ ๖’ นั่นเราอาศัยผัสสะ ดังนี้กล่าวแล้ว
นี้คือธรรมหมวด ๖ หมวดที่ ๔
หมวดเวทนา ๖
{๘๑๖} ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบหมวดเวทนา ๖’ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว คือ
๑. เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักษุวิญญาณขึ้น ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
๒. เพราะอาศัยโสตะและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ...
๓. เพราะอาศัยฆานะและกลิ่น จึงเกิดฆานวิญญาณ...
๔. เพราะอาศัยชิวหาและรส จึงเกิดชิวหาวิญญาณ...
๕. เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ จึงเกิดกายวิญญาณ...
๖. เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนาข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบหมวดเวทนา ๖’ นั่นเราอาศัยเวทนาดังนี้กล่าวแล้ว
นี้คือธรรมหมวด ๖ หมวดที่ ๕
หมวดตัณหา ๖
{๘๑๗} ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบหมวดตัณหา ๖’ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว คือ
๑. เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักษุวิญญาณ ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา๒. เพราะอาศัยโสตะและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ ...
๓. เพราะอาศัยฆานะและกลิ่น จึงเกิดฆานวิญญาณ ...
๔. เพราะอาศัยชิวหาและรส จึงเกิดชิวหาวิญญาณ...
๕. เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ จึงเกิดกายวิญญาณ...
๖. เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึง เกิดตัณหาข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบหมวดตัณหา ๖’ นั่นเราอาศัยตัณหาดังนี้กล่าวแล้ว
นี้คือธรรมหมวด ๖ หมวดที่ ๖
ทรงวินิจฉัยเรื่องอัตตาและอนัตตา
{๘๑๘} [๔๒๒] ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ‘จักษุเป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก จักษุย่อมปรากฏทั้งความเกิด ทั้งความเสื่อม ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป” เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘จักษุเป็นอัตตา’ นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ จักษุจึงเป็นอนัตตา
ผู้ใดกล่าวว่า ‘รูปเป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก รูปย่อมปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป’ เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘รูปเป็นอัตตา’ นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ จักษุจึงเป็นอนัตตา รูปจึงเป็นอนัตตาผู้ใดกล่าวว่า ‘จักษุวิญญาณเป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก จักษุวิญญาณย่อมปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป’ เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘จักษุวิญญาณเป็นอัตตา’
นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ จักษุจึงเป็นอนัตตา รูปจึงเป็นอนัตตา จักษุวิญญาณจึงเป็นอนัตตาผู้ใดกล่าวว่า ‘จักษุสัมผัสเป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก จักษุสัมผัสย่อมปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป’ เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘จักษุสัมผัสเป็นอัตตา’ นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ จักษุจึงเป็นอนัตตา รูปจึงเป็นอนัตตา จักษุวิญญาณจึงเป็นอนัตตา จักษุสัมผัสจึงเป็นอนัตตาผู้ใดกล่าวว่า ‘เวทนาเป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก เวทนาย่อมปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม
ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป’ เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘เวทนาเป็นอัตตา’ นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ จักษุจึงเป็นอนัตตา รูปจึงเป็นอนัตตา จักษุวิญญาณจึงเป็นอนัตตา จักษุสัมผัสจึงเป็นอนัตตา เวทนาจึงเป็นอนัตตาผู้ใดกล่าวว่า ‘ตัณหาเป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก ตัณหาย่อมปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป’
เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘ตัณหาเป็นอัตตา’ นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ จักษุจึงเป็นอนัตตา รูปจึงเป็นอนัตตา จักษุวิญญาณจึงเป็นอนัตตา จักษุสัมผัสจึงเป็นอนัตตา เวทนาจึงเป็นอนัตตา ตัณหาจึงเป็นอนัตตา
{๘๑๙} [๔๒๓] ผู้ใดกล่าวว่า ‘โสตะเป็นอัตตา’ ...
ผู้ใดกล่าวว่า ‘ฆานะเป็นอัตตา’ ...
ผู้ใดกล่าวว่า ‘ชิวหาเป็นอัตตา’ ...
ผู้ใดกล่าวว่า ‘กายเป็นอัตตา’ ...
ผู้ใดกล่าวว่า ‘มโนเป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก มโนย่อมปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป’ เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘มโนเป็นอัตตา’ นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ มโนจึงเป็นอนัตตาผู้ใดกล่าวว่า ‘ธรรมารมณ์เป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก ธรรมารมณ์ย่อมปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป’ เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘ธรรมารมณ์เป็นอัตตา’ นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ มโนจึงเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์จึงเป็นอนัตตาผู้ใดกล่าวว่า ‘มโนวิญญาณเป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก มโนวิญญาณย่อมปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป’ เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘มโนวิญญาณเป็นอัตตา’ นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ มโนจึงเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์จึงเป็นอนัตตา มโนวิญญาณจึงเป็นอนัตตา
ผู้ใดกล่าวว่า ‘มโนสัมผัสเป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก มโนสัมผัสย่อมปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป’ เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘มโนสัมผัสเป็นอัตตา’ นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ มโนจึงเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์จึงเป็นอนัตตา มโนวิญญาณจึงเป็นอนัตตา มโนสัมผัสจึงเป็นอนัตตาผู้ใดกล่าวว่า ‘เวทนาเป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก เวทนาย่อมปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป’
เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘เวทนาเป็นอัตตา’ นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ มโนจึงเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์จึงเป็นอนัตตา มโนวิญญาณจึงเป็นอนัตตา มโนสัมผัสจึงเป็นอนัตตา เวทนาจึงเป็นอนัตตาผู้ใดกล่าวว่า ‘ตัณหาเป็นอัตตา’ คำของผู้นั้นไม่ถูก ตัณหาย่อมปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม ก็สิ่งใดแลปรากฏทั้งความเกิดทั้งความเสื่อม สิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเราย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป’ เพราะฉะนั้น คำของผู้ที่กล่าวว่า ‘ตัณหาเป็นอัตตา’ นั้นจึงไม่ถูก ด้วยเหตุดังนี้ มโนจึงเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์จึงเป็นอนัตตา มโนวิญญาณจึงเป็นอนัตตา มโนสัมผัสจึงเป็นอนัตตา เวทนาจึงเป็นอนัตตา ตัณหาจึงเป็นอนัตตา
ปฏิปทาที่ทำให้ถึงความเกิดขึ้นแห่งสักกายะ
{๘๒๐} [๔๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาที่ดำเนินไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งการถือตัวตนมีดังต่อไปนี้แล คือ
บุคคลเล็งเห็นจักษุว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’
เล็งเห็นรูปว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’
เล็งเห็นจักษุวิญญาณว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’
เล็งเห็นจักษุสัมผัสว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’เล็งเห็นเวทนาว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’
เล็งเห็นตัณหาว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’
เล็งเห็นโสตะว่า ‘นั่นของเรา...
เล็งเห็นฆานะว่า ‘นั่นของเรา...
เล็งเห็นชิวหาว่า ‘นั่นของเรา...
เล็งเห็นกายว่า ‘นั่นของเรา...
เล็งเห็นมโนว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’
เล็งเห็นธรรมารมณ์ว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’เล็งเห็นมโนวิญญาณว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’เล็งเห็นมโนสัมผัสว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’เล็งเห็นเวทนาว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’
เล็งเห็นตัณหาว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’
{๘๒๑} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาที่ดำเนินไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งการถือตัวตนมีดังต่อไปนี้แล คือบุคคลเล็งเห็นจักษุว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’เล็งเห็นรูปว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’เล็งเห็นจักษุวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’เล็งเห็นจักษุสัมผัสว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
เล็งเห็นเวทนาว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’เล็งเห็นตัณหาว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’เล็งเห็นโสตะว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา...
เล็งเห็นฆานะว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา...
‘เล็งเห็นชิวหาว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา...
เล็งเห็นกายว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา...
เล็งเห็นมโนว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’เล็งเห็นธรรมารมณ์ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’เล็งเห็นมโนวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’เล็งเห็นมโนสัมผัสว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’เล็งเห็นเวทนาว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’เล็งเห็นตัณหาว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
ฐานะที่เป็นไปไม่ใด้
{๘๒๒} [๔๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักษุวิญญาณ ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
จึงเกิดเวทนา เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง เขาสัมผัสสุขเวทนาอยู่ ก็ย่อมจะเพลิดเพลิน พรํ่าถึง หมกมุ่น ราคานุสัยของเขาจึงนอนเนื่องอยู่ เขาสัมผัสทุกขเวทนาอยู่ ก็ย่อมจะเศร้าโศก ลำบาก ร้องไห้ คร่ำครวญ ทุบอกชกตัว หลงใหลไป ปฏิฆานุสัยจึงนอนเนื่องอยู่ เขาสัมผัสอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็ย่อมจะไม่ทราบชัดถึงความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษ และการสสัดออกแห่งเวทนานั้นตามความเป็นจริง อวิชชานุสัยจึงนอนเนื่องอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่บุคคลนั้นยังละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาไม่ได้ ยังบรรเทาปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนาไม่ได้ ยังถอนอวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้ ยังทำวิชชาให้เกิดขึ้นไม่ได้เพราะละอวิชชายังไม่ได้ จักเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้ นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยโสตะและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยฆานะและกลิ่น จึงเกิดฆานวิญญาณ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยชิวหาและรส จึงเกิดชิวหาวิญญาณ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะจึงเกิดกายวิญญาณ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง เขาสัมผัสสุขเวทนาอยู่ ก็ย่อมจะเพลิดเพลิน พร่ำถึง หมกมุ่น ราคานุสัย ของเขาจึงนอนเนื่องอยู่ เขาสัมผัสทุกขเวทนาอยู่ ก็ย่อมจะเศร้าโศก ลำบาก ร้องไห้คร่ำครวญ ทุบอกชกตัว หลงใหลไป ปฏิฆานุสัยจึงนอนเนื่องอยู่ เขาสัมผัสอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็ย่อมจะไม่ทราบชัดถึงความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษ และการสสัดออกแห่งเวทนานั้นตามความเป็นจริง อวิชชานุสัยจึงนอนเนื่องอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่บุคคลนั้นยังละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาไม่ได้ ยังบรรเทาปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนาไม่ได้ ยังถอนอวิชชานุสัย
เพราะอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้ ยังทำวิชชาให้เกิดขึ้นไม่ได้เพราะละอวิชชายังไม่ได้ จักเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้ นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้
ฐานะที่เป็นไปได้
{๘๒๓} [๔๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักษุวิญญาณ ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง เขาสัมผัสสุขเวทนาอยู่ ก็ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่หมกมุ่น ราคานุสัยของเขาจึงไม่นอนเนื่องอยู่ เขาสัมผัสทุกขเวทนาอยู่ ก็ไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่ร้องไห้ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกชกตัว ไม่หลงใหลไป ปฏิฆานุสัยจึงไม่นอนเนื่องอยู่ เขาสัมผัสอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็ทราบชัดถึงความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษ และการสลัดออกแห่งเวทนานั้นตามความเป็นจริง อวิชชานุสัยจึงไม่นอนเนื่องอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่บุคคลนั้นละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาได้ บรรเทาปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนาได้ ถอนอวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาได้ ทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้เพราะละอวิชชาได้ จักเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้ นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยโสตะและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยฆานะและกลิ่น จึงเกิดฆานวิญญาณ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยชิวหาและรส จึงเกิดชิวหาวิญญาณ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ จึงเกิดกายวิญญาณ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ อย่างเกิดเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง เขาสัมผัสสุขเวทนาอยู่ ก็ไม่เพลิดเพลิน ไม่พรํ่าถึง ไม่หมกมุ่น ราคานุสัยของเขาจึงไม่นอนเนื่องอยู่ เขาสัมผัสทุกขเวทนาอยู่ ก็ไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก
ไม่ร้องไห้ ไม่ครํ่าครวญ ไม่ทุบอกชกตัว ไม่หลงใหลไป ปฎิฆานุสัยจึงไม่นอนเนื่องอยู่ เขาสัมผัสอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็ทราบชัดถึงความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษ และการสลัดออกแห่งเวทนานั้นตามความเป็นจริง อวิชชานุสัยจึงไม่นอนเนื่องอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่บุคคลนั้นละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาได้ บรรเทาปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนาได้ ถอนอวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาได้ ทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้เพราะละอวิชชาได้ จักเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้ นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้{๘๒๔} [๔๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในตัณหา
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในโสตะ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเสียง...
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในกลิ่น...
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรส...
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในกาย ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในโผฏฐัพพะ...
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในมโน ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในธรรมารมณ์ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในมโนวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในมโนสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในตัณหา
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุประมาณ ๖๐ รูปได้หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นแล้วแล
จบ ฉฉักกสูตรที่ ๖
๗. สฬายตนวิภังคสูตร
ว่าด้วยธรรมที่แกี่ยวนื่องด้วยอายตนะ ๖
{๘๒๕} [๔๒๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมบรรยายที่เกี่ยวเนื่องด้วยอายตนะ ๖ เป็นอันมากแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พร้อมแล้ว พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสดังนี้ว่า
{๘๒๖} [๔๒๙] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ไม่เห็นจักษุตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นรูปตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นจักษุวิญญาณตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นจักษุสัมผัสตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นเวทนาที่เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ซึ่งเกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยตามความเป็นจริง ย่อมยินดีนักในจักษุ ย่อมยินดีนักในรูป ย่อมยินดีนักในจักษุวิญญาณ ย่อมยินดีนักในจักษุสัมผัส ตลอดจนในเวทนาที่เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ซึ่งเกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย
จบ ๖. ฉฉักกสูตร