พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · สฬายตนวรรค
๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร เล่ม ๑๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๓๗–๘๕๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในสฬายตนวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ปิณฺฑปาตปาริสุทฺธิสุตฺตํ
๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร (๑๕๑)
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๔)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ภควา เอตทโวจ วิปฺปสนฺนานิ โข เต สารีปุตฺต อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต กตเมน [๑] ตฺวํ สารีปุตฺต วิหาเรน เอตรหิ พหุลํ วิหรสีติ ฯ สุญฺญตาวิหาเรน โข อหํ ภนฺเต เอตรหิ พหุลํ วิหรามีติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเคยเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เธอมีอินทรีย์ผ่องใสมีผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง เธออยู่ด้วยวิหารธรรมอะไรเป็นส่วนมากในบัดนี้ ฯ
ท่านพระสารีบุตรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อยู่ด้วยวิหารธรรมคือสุญญตสมาบัติแลเป็นส่วนมากในบัดนี้ ฯ
สาธุ สาธุ สารีปุตฺต มหาปุริสวิหาเรน กิร ตฺวํ สารีปุตฺต เอตรหิ พหุลํ วิหรสิ มหาปุริสวิหาโร เหส สารีปุตฺต ยทิทํ สุญฺญตา ฯ ตสฺมาติห สารีปุตฺต ภิกฺขุ สเจ อากงฺเขยฺย สุญฺญตาวิหาเรน [๒] พหุลํ วิหเรยฺยนฺติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ อตฺถิ นุ โข เม ตตฺถ จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ ฯ
สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ อตฺถิ เม ตตฺถ จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ นตฺถิ เม ตตฺถ จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน ๑ วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๑ ม. เอตฺถนฺตเร โขสทฺโท อตฺถิ ฯ ๒ ยุ. เอตฺถนฺตเร เอตรหิ อิติ ทิสฺสติ ฯ
พ. ดูกรสารีบุตร ดีละๆ เป็นอันว่าเธออยู่ด้วยวิหารธรรมของมหาบุรุษเป็นส่วนมากในบัดนี้ เพราะวิหารธรรมของมหาบุรุษนี้ก็คือสุญญต สมาบัติ เพราะฉะนั้นแลสารีบุตร ภิกษุถ้าหวังว่าจะอยู่ด้วยวิหารธรรมคือสุญญตสมาบัติเป็นส่วนมาก ภิกษุนั้นพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านทางใด เที่ยวบิณฑบาตไปในประเทศใด และกลับจากบิณฑบาตแต่บ้านทางใด ในทาง และประเทศนั้นๆ เรามีความพอใจ หรือความกำหนัด หรือความขัดเคือง หรือความลุ่มหลง หรือแม้ความกระทบกระทั่งทางใจในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุบ้างไหมดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านทางใด
เที่ยวบิณฑบาตไปในประเทศใด และกลับจากบิณฑบาตแต่บ้านทางใด ในทางและประเทศนั้นๆ เรามีความพอใจหรือความกำหนัด หรือความขัดเคือง หรือ ความลุ่มหลง หรือแม้ความกระทบกระทั่งทางใจในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุอยู่ ภิกษุนั้นพึงพยายามละอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้นเสีย ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุ พิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านทางใด เที่ยวบิณฑบาตไปในประเทศใดและกลับจากบิณฑบาตแต่บ้านทางใด ในทางและประเทศนั้นๆ เราไม่มีความพอใจหรือความกำหนัด หรือความขัดเคือง หรือความลุ่มหลงหรือแม้ความกระทบกระทั่งทางใจในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ ภิกษุนั้นพึงพยายามละอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้นเสีย
ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างน้ว่า เราเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านทางใด เที่ยวบิณฑบาตไปในประเทศใดและกลับขากบิณฑบาตแต่บ้านทางใด ในทางและประเทศนั้น ๆ เราไม่มีความพอใจ หรือความกำหนัด หรือความขัดเคือง หรือความลุ่มหลง หรือแม้ความกระทบกระทั่งทางใจในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ได้ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ อตฺถิ นุ โข เม ตตฺถ โสตวิญฺเญยฺเยสุ สทฺเทสุ ... ฆานวิญฺเญยฺเยสุ คนฺเธสุ ... ชิวฺหาวิญฺเญยฺเยสุ รเสสุ ... กายวิญฺเญยฺเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ... มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ ฯ
สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ อตฺถิ เม ตตฺถ มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ นตฺถิ เม ตตฺถ มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๑ ม. สพฺพตฺถ ปีติปาโมชฺเชน ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านทางใด เที่ยวบิณฑบาตไปในประเทศใด และกลับจาก บิณฑบาตแต่บ้านทางใด ในทางและประเทศนั้นๆ เรามีความพอใจ หรือความ กำหนัด หรือความขัดเคือง หรือความลุ่มหลง
หรือแม้ความกระทบกระทั่งทางใจในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต ... ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ ... ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา ...ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย ... ในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนบ้างไหม ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านทางใด เที่ยวบิณฑบาตไปในประเทศใด และกลับจากบิณฑบาตแต่บ้านทางใด ในทางและประเทศนั้นๆ เรามีความพอใจหรือความกำหนัด หรือความขัดเคือง หรือความลุ่มหลง หรือแม้ความกระทบกระทั่งทางใจในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนอยู่ ภิกษุนั้นพึงพยายามละอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้นเสีย ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ ว่า เราเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านทางใด เที่ยวบิณฑบาตไปในประเทศใด และกลับจากบิณฑบาตแต่บ้านทางใด ในทางและประเทศนั้นๆ เราไม่มีความพอใจหรือความกำหนัด หรือความขัดเคือง หรือความลุ่มหลง หรือแม้ความกระทบกระทั่งทางใจในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ปหีนา นุ โข เม ปญฺจ กามคุณาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อปฺปหีนา โข เม ปญฺจ กามคุณาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา ปญฺจนฺนํ กามคุณานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ปหีนา โข เม ปญฺจ กามคุณาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราละกามคุณ ๕ ได้แล้วหรือหนอ ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เรา ยังละกามคุณ ๕ ไม่ได้เลยภิกษุนั้นพึงพยายามละกามคุณ ๕ ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราละกามคุณ๕ ได้แล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั้นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ปหีนา นุ โข เม ปญฺจ นีวรณาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อปฺปหีนา โข เม ปญฺจ นีวรณาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา ปญฺจนฺนํ นีวรณานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ปหีนา โข เม ปญฺจ นีวรณาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราละนีวรณ์ ๕ ได้แล้วหรือหนอ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เรายังละนีวรณ์ ๕ ไม่ได้เลย ภิกษุนั้นพึงพยายามละนีวรณ์ ๕ ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราละนีวรณ์ ๕ ได้แล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ปริญฺญาตา นุ โข เม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อปริญฺญาตา โข เม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา ปญฺจนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ ปริญฺญาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ปริญฺญาตา โข เม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า เรากำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แล้วหรือหนอ ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เรายังกำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕ ไม่ได้เลย ภิกษุนั้นพึงพยายามกำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕ ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เรากำหนดรู้ อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆทั้งกลางวันและกลางคืนในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตา โข เม จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตา โข เม จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราเจริญสติปัฏฐาน ๔แล้วหรือหนอ ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่าเรายังไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เลยภิกษุนั้นพึงพยายามเจริญสติปัฏฐาน ๔ ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เราเจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม จตฺตาโร สมฺมปฺปธานาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตา โข เม จตฺตาโร สมฺมปฺปธานาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตา โข เม จตฺตาโร สมฺมปฺปธานาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราเจริญสัมมัปปธาน๔ แล้วหรือหนอ ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ ว่า เรายังไม่ได้เจริญสัมมัปปธาน ๔เลย ภิกษุนั้นพึงพยายามเจริญสัมมัปปธาน ๔ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่าเราเจริญสัมมัปปธาน ๔ แล้วภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม จตฺตาโร อิทฺธิปาทาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตา โข เม จตฺตาโร อิทฺธิปาทาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตา โข เม จตฺตาโร อิทฺธิปาทาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราเจริญอิทธิบาท ๔แล้วหรือหนอ ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เรายังไม่ได้เจริญอิทธิบาท ๔ เลยภิกษุนั้นพึงพยายามเจริญอิทธิบาท ๔ ดูกร สารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เราเจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม ปญฺจินฺทฺริยานีติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตานิ โข เม ปญฺจินฺทฺริยานีติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตานิ โข เม ปญฺจินฺทฺริยานีติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราเจริญอินทรีย์ ๕แล้วหรือหนอแล ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่าเรายังไม่ได้เจริญอินทรีย์ ๕ เลยภิกษุนั้นพึงพยายามเจริญอินทรีย์ ๕ ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เราเจริญอินทรีย์ ๕ แล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษา เนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตานิ นุ โข เม ปญฺจ พลานีติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตานิ โข เม ปญฺจ พลานีติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา ปญฺจนฺนํ พลานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯญ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตานิ โข เม ปญฺจ พลานีติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราเจริญพละ ๕แล้วหรือหนอ ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เรา ยังไม่ได้เจริญพละ ๕ เลยภิกษุนั้นพึงพยายามเจริญพละ ๕ ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เราเจริญพละ๕ แล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม สตฺต โพชฺฌงฺคาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตา โข เม สตฺต โพชฺฌงฺคาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตา โข เม สตฺต โพชฺฌงฺคาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราเจริญโพชฌงค์ ๗แล้วหรือหนอ ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เรายังไม่ได้เจริญโพชฌงค์ ๗ เลยภิกษุนั้นพึงพยายามเจริญโพชฌงค์ ๗ ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เราเจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิโต นุ โข เม อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิโต โข เม อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิโต โข เม อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่าเราเจริญอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐแล้วหรือหนอ ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เรายังไม่ได้เจริญอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐเลย ภิกษุนั้นพึงพยายามเจริญอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ ดูกรสารีบุตร
แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเจริญอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐแล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม สมโถ จ วิปสฺสนา จาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตา โข เม สมโถ จ วิปสฺสนา จาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา สมถวิปสฺสนานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตา โข เม สมโถ จ วิปสฺสนา จาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราเจริญสมถะและวิปัสสนาแล้วหรือหนอ ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เรายังไม่ได้เจริญสมถะและวิปัสสนาเลย ภิกษุนั้นพึงพยายามเจริญสมถะ และวิปัสสนา ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เราเจริญสมถะและวิปัสสนาแล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ สจฺฉิกตา นุ โข เม วิชฺชา จ วิมุตฺติ จาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อสจฺฉิกตา โข เม วิชฺชา จ วิมุตฺติ จาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา วิชฺชาย จ วิมุตฺติยา จ สจฺฉิกิริยาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ สจฺฉิกตา โข เม วิชฺชา จ วิมุตฺติ จาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรสารีบุตร ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่าเราทำวิชชาและวิมุตติให้แจ้งแล้วหรือหนอแล ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เรายังไม่ได้ทำวิชชาและวิมุตติให้แจ้งเลย ภิกษุนั้นพึงพยายามทำวิชชาและวิมุตติให้แจ้ง ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราทำวิชชา และวิมุตติให้แจ้งแล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆทั้งกลางวันและกลางคืนในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ
เย หิ เกจิ สารีปุตฺต อตีตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธสุํ สพฺเพ เต เอวเมว ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธสุํ ฯ เย ๑ หิ เกจิ สารีปุตฺต อนาคตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธสฺสนฺติ สพฺเพ เต เอวเมว ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธสฺสนฺติ ฯ เย ๒ หิ เกจิ สารีปุตฺต เอตรหิ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธนฺติ สพฺเพ เต เอวเมว ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธนฺติ ฯ ตสฺมาติห ๓ โว สารีปุตฺต สิกฺขิตพฺพํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธสฺสามาติ เอวญฺหิ โว สารีปุตฺต สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ
อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ
ปิณฺฑปาตปาริสุทฺธิสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ นวมํ ฯ
___________
๑-๒ ม. ยุ. เยปิ หิ เกจิ ฯ ๓ ยุ. เตนหิ โว สารีปุตฺต เอวํ สิกฺขิตพฺพํ ฯ
ม. ตสฺมาติห สารีปุตฺต ฯ
ดูกรสารีบุตร ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ผู้ทำบิณฑบาตให้
บริสุทธิ์แล้วในอดีตกาล ทั้งหมดนั้น พิจารณาแล้วๆ อย่างนี้เทียวจึงทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ได้
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ผู้จักทำ บิณฑบาตให้บริสุทธิ์ในอนาคตกาล ทั้งหมดนั้นต้องพิจารณาแล้วๆ อย่างนี้เทียวจึงจักทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ผู้กำลังทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์อยู่ในบัดนี้ ทั้งหมดนั้น ย่อมพิจารณาแล้วๆ อย่างนี้เทียวจึงทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงสำเหนียกว่า จักพิจารณาแล้วๆทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ ดูกรสารีบุตร พวกเธอพึงสำเหนียกไว้ อย่างนี้แล ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ
จบ ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร ที่ ๙
จบ ๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร