พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · สีหนาทวรรค
๗. วนปัตถสูตร เล่ม ๑๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๔–๒๔๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในสีหนาทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค วนปัตถสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๒๒๘–๒๓๔
๗. วนปัตถสูตร
ว่าด้วยการอยู่ป่า
{๒๓๔} [๑๙๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา จะแสดงธรรมบรรยายว่าด้วยการอยู่ป่าแก่เธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงฟัง ธรรมบรรยายนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้ มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์ดังนี้ว่า
ป่าที่ไม่ควรอยู่
{๒๓๕} [๑๙๑] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเข้าไปอาศัยป่า ทึบแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ เมื่อเธอเข้าไปอาศัยป่าทึบนั้นอยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏ ก็ไม่ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และภิกษุนั้นไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ทั้งปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นได้ โดยยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเข้ามา อาศัยป่าทึบนี้อยู่ เมื่อเราเข้ามาอาศัยป่าทึบนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และเราก็ไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ทั้งปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นได้โดย
ยาก’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรหลีกไปเสียจากป่าทึบนั้น ในเวลากลางคืนหรือในเวลากลางวัน ไม่ควรจะอยู่
{๒๓๖} [๑๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปอาศัยป่าทึบ แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ เมื่อเธอเข้าไปอาศัยป่าทึบนั้นอยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และภิกษุนั้นก็ไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ก็แลปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอย ก็เกิดขึ้นโดย ไม่ยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเข้ามาอาศัยป่าทึบนี้อยู่ เมื่อเราเข้ามาอาศัยป่าทึบนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ
จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และเราก็ไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ก็แลปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นโดยไม่ยากแต่ว่าเราไม่ได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตเพราะเหตุแห่งจีวร เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เพราะเหตุแห่ง คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ก็ครั้นเป็นเช่นนั้น เมื่อเราเข้ามาอาศัยป่าทึบนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และเราก็ไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพิจารณาเห็นแล้ว ควรหลีกไปเสียจากป่าทึบนั้น ไม่ควรจะอยู่
ป่าที่ควรอยู่
{๒๓๗} [๑๙๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปอาศัยป่าทึบแห่ง ใดแห่งหนึ่งอยู่ เมื่อเธอเข้าไปอาศัยป่าทึบนั้นอยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏ
จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ถึงความสิ้นไป และภิกษุนั้น ย่อมได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย แต่ปัจจัย เครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัช บริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยย่อมเกิดขึ้นได้โดยยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเข้ามาอาศัยป่าทึบนี้อยู่ เมื่อ เราเข้ามาอาศัยป่าทึบนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ถึงความสิ้นไป และเราย่อมได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่ง จากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย แต่ปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต
คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำ มาบริโภคใช้สอยย่อมเกิดขึ้นได้โดยยาก แต่ว่าเราไม่ได้ออกจากเรือนมาบวชเป็น บรรพชิตเพราะเหตุแห่งจีวร เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เพราะเหตุแห่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ก็ครั้นเป็นเช่นนั้น เมื่อเราเข้า มาอาศัยป่าทึบนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ถึงความสิ้นไป และเราย่อมได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่ง จากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพิจารณา เห็นแล้วก็ควรอยู่ในป่าทึบนั้น ไม่ควรหลีกไปเสีย{๒๓๘} [๑๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปอาศัยป่าทึบแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ เมื่อเธอเข้าไปอาศัยป่าทึบนั้นอยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ถึงความสิ้นไป และภิกษุนั้นย่อมได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ทั้งปัจจัย เครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นโดยไม่ยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเข้ามาอาศัยป่าทึบนี้อยู่ เมื่อเราเข้ามาอาศัยป่าทึบนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ถึงความสิ้นไป และเราย่อมได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่ง
จากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ทั้งปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นโดยไม่ยาก, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรอยู่ในป่า ทึบนั้นจนตลอดชีวิต ไม่ควรหลีกไปเสีย
สถานที่และบุคคลที่ไม่ควรอยู่อาศัย
{๒๓๙} [๑๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุ ในธรรมวินัยนี้เข้าไปอาศัยหมู่บ้าน แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่... เข้าไปอาศัยนิคมแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่... เข้าไปอาศัยนครแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่... เข้าไปอาศัยชนบทแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่... เข้าไปอาศัยบุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู่ เมื่อเธอเข้าไปอาศัยบุคคลนั้นอยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏ ก็ไม่ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และภิกษุนั้นไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ทั้งปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย เภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นได้โดยยาก
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเข้ามาอาศัยบุคคลนี้อยู่ เมื่อเราเข้ามาอาศัยบุคคลนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และเราก็ไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ทั้งปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นได้โดยยาก' ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุนั้นไม่ต้อง บอกลาบุคคลนั้นก็ได้ ควรหลีกไปเสียในเวลากลางวันหรือกลางคืน ไม่ควรผูกพันกะบุคคลนั้นเลย{๒๔๐} [๑๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปอาศัยบุคคลใด บุคคลหนึ่งอยู่ เมื่อเธอเข้าไปอาศัยบุคคลนั้นอยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และ
ภิกษุนั้นก็ไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย แต่ปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นโดยไม่ยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเข้ามาอาศัยบุคคลนี้อยู่ เมื่อเราเข้ามาอาศัยบุคคลนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ จิตที่ ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และเราก็ไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วยแต่ปัจจัย เครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัช
บริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นโดยไม่ยาก แต่ว่าเรา ไม่ได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตเพราะเหตุแห่งจีวร เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เพราะเหตุแห่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ก็ครั้นเป็นเช่นนั้น เมื่อเราเข้ามาอาศัยบุคคลนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และเราก็ไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพิจารณาอย่างนี้แล้วไม่ต้องบอกลาบุคคลนั้นก็ได้ ควรหลีกไปเสีย ไม่ควรผูกพันอยู่กะบุคคลนั้นเลย{๒๔๑} [๑๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปอาศัยบุคคลใด บุคคลหนึ่งอยู่ เมื่อเธอเข้าไปอาศัยบุคคลนั้นอยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ถึงความสิ้นไป และภิกษุนั้นได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย แต่ปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย เภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นโดยยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเข้ามาอาศัยบุคคลนี้อยู่ เมื่อเราเข้ามาอาศัยบุคคลนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ถึงความสิ้นไปและเราได้บรรลุธรรมอัน
ปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย แต่ปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิต จำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นโดยยากแต่ว่าเราไม่ได้ออกจากเรือนมา บวชเป็นบรรพชิตเพราะเหตุแห่งจีวร เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต เพราะเหตุ แห่งเสนาสนะ เพราะเหตุแห่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ก็ครั้นเป็นเช่นนั้น เมื่อเราเข้ามาอาศัยบุคคลนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น ก็ตั้งมั่นอาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ถึงความสิ้นไป และเราได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพิจารณาเห็นแล้วก็ควรผูกพันอยู่กะบุคคลนั้น ไม่ควรหลีกไปเสีย
{๒๔๒} [๑๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปอาศัยบุคคลใด บุคคลหนึ่งอยู่ เมื่อเธอเข้าไปอาศัยบุคคลนั้นอยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ถึงความสิ้นไป และภิกษุนั้นได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ทั้งปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอยก็เกิดขึ้นโดยไม่ยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเข้ามาอาศัยบุคคลนี้อยู่เมื่อเราเข้ามา อาศัยบุคคลนี้อยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะ ที่ยังไม่สิ้นไปก็ถึงความสิ้นไป และเราได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะ อย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ทั้งปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภคใช้สอย ก็เกิดขึ้นโดยไม่ยาก’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรผูกพันอยู่กะบุคคลนั้น จนตลอดชีวิต ไม่ควรหลีกไปเสีย แม้จะถูกขับไล่ก็ตาม”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล จบ วนปัตถสูตรที่ ๗
๘. มธุปิณฑิกสูตร
ว่าด้วยธรรมบรรยายที่เปรียบด้วยขนมหวาน
{๒๔๓} [๑๙๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปสู่พระนครกบิลพัสดุ์เพื่อบิณฑบาต ครั้นเสร็จจากการเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครกบิลพัสดุ์แล้ว เสด็จเข้าไปยังป่ามหาวันเพื่อทรงพักผ่อนในเวลากลางวัน ครั้นแล้วจึงประทับนั่ง พักกลางวัน ณ โคนต้นมะตูมหนุ่มฝ่ายเจ้าศากยะพระนามว่าทัณฑปาณิกำลังเดินทอดน่องไปมาอยู่ ได้เสด็จเข้าไปยังป่ามหาวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังต้นมะตูมหนุ่ม ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป แล้ว ได้ยืนยันไม้เท้า ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระสมณะมีวาทะอย่างไร สอนอย่างไร”
ตรัสตอบปัญหาทัณฑปาณิศากยะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนผู้มีอายุ บุคคลมีวาทะอย่างไรจึงจะไม่แย้งกันกับผู้ใดผู้หนึ่งในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์อยู่ในโลก อนึ่ง สัญญาทั้งหลายจะไม่ครอบงำพราหมณ์ผู้อยู่ปราศจากกามทั้งหลายนั้น ผู้ไม่ลังเลสงสัย ผู้ตัดความคะนองได้แล้ว ผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ได้อย่างไร เรามีวาทะอย่างนั้น สอนอย่างนั้น”
- ๑สัญญาทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงสัญญาคือกิเลส หรือหมายถึงกิเลสทั้งหลาย (ม.มู.อ. ๑/๔๐๐)
จบ ๗. วนปัตถสูตร