arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · สีหนาทวรรค

๕. อนุมานสูตร เล่ม ๑๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒๑–๒๒๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในสีหนาทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

อนุมานสุตฺตํ

๕. อนุมานสูตร

ว่าด้วยความคาดหมาย

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค อนุมานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภคฺเคสุ วิหรติ สสสุมารคิเร เภสกฬาวเน มิคทาเย ฯ ตตฺร โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโส ภิกฺขโวติ ฯ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะพำนักอยู่ ณ เภสกฬาวัน อันเป็นสถานที่ให้อภัยแก่เนื้อ ตำบลสุงสุมารคิระ ภัคคชนบท ณ ที่นั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายผู้มีอายุ ภิกษุเหล่านั้นรับคำของท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว.

ธรรมทำให้เป็นคนว่ายาก

บาลี (สยามรัฐ)

อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เอตทโวจ ปวาเรติ เจปิ อาวุโส ภิกฺขุ วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต วจนีโยมฺหิ อายสฺมนฺเตหีติ โส จ โหติ ทุพฺพโจ โทวจสฺสกรเณหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อกฺขโม อปฺปทกฺขิณคฺคาหี อนุสาสนึ อถ โข [๑] สพฺรหฺมจารี น เจว วตฺตพฺพํ มญฺญนฺติ น จ อนุสาสิตพฺพํ มญฺญนฺติ น จ ตสฺมึ ปุคฺคเล วิสฺสาสํ อาปชฺชิตพฺพํ มญฺญนฺติ ฯ กตเม จาวุโส โทวจสฺสกรณา ธมฺมา ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ ปาปิจฺโฉ โหติ ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคโต ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ ปาปิจฺโฉ โหติ ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคโต อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อตฺตุกฺกํสโก โหติ ปรวมฺภี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ อตฺตุกฺกํสโก โหติ ปรวมฺภี อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ โกธโน โหติ โกธาภิภูโต ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ โกธโน โหติ โกธาภิภูโต อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ โกธโน โหติ โกธเหตุ อุปนาหี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ โกธโน โหติ โกธเหตุ อุปนาหี อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ โกธโน โหติ โกธเหตุ อภิสงฺกี ๑ ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ โกธโน โหติ โกธเหตุ อภิสงฺกี อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ โกธโน โหติ โกธสามนฺตํ ๒ วาจํ นิจฺฉาเรตา ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ โกธโน โหติ โกธสามนฺตํ วาจํ นิจฺฉาเรตา อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต ๓ โจทเกน โจทกํ ปฏิปฺผรติ ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกํ ปฏิปฺผรติ อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกํ อปสาเทติ ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกํ อปสาเทติ อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส ปจฺจาโรเปติ ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส ปจฺจาโรเปติ อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกํ ๔ อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรติ พหิทฺธากถํ อปนาเมติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกํ ๔ อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรติ พหิทฺธากถํ อปนาเมติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน อปทาเน น สมฺปายติ ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน อปทาเน น สมฺปายติ อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ มกฺขี โหติ ปฬาสี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ มกฺขี โหติ ปฬาสี อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อิสฺสุกี โหติ มจฺฉรี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ อิสฺสุกี โหติ มจฺฉรี อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สโฐ โหติ มายาวี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ สโฐ โหติ มายาวี อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ถทฺโธ โหติ อติมานี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ ถทฺโธ โหติ อติมานี อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สนฺทิฏฺฐิปรามาสี โหติ อาธานคาหี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ สนฺทิฏฺฐิปรามาสี โหติ อาธานคาหี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี อยมฺปิ ธมฺโม โทวจสฺสกรโณ ฯ อิเม วุจฺจนฺตาวุโส โทวจสฺสกรณา ธมฺมา ฯ

๑ ม. ยุ. นํ ฯ

๑ สี. อภิสงฺคี ฯ ๒ โป. ม. โกธสามนฺตา ฯ สพฺพตฺถาปิ อีทิสเมว ฯ

๓ โป. ม. โจทิโต ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๔ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าแม้ภิกษุปวารณาไว้ว่า ขอท่านจงว่ากล่าวข้าพเจ้าๆ เป็นผู้ควรที่ท่านจะว่ากล่าวได้ แต่ภิกษุนั้นเป็นคนว่ายาก ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก เป็นผู้ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอนโดยเคารพเมื่อเป็นเช่นนี้ เพื่อนพรหมจรรย์ต่างไม่สำคัญภิกษุนั้นว่า ควรว่ากล่าว ควรพร่ำสอน ทั้งไม่สำคัญว่า ควรถึงความไว้วางใจในบุคคลนั้นได้ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายากเป็นไฉน? ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามก แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาลามก ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามก นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๒. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ยกตนข่มผู้อื่น แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ยกตนข่มผู้อื่น นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๓. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นคนมักโกรธ อันความโกรธครอบงำแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนมักโกรธ อันความโกรธครอบงำแล้ว นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๔. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นคนมักโกรธ ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนมักโกรธ ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๕. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นคนมักโกรธ มักระแวงจัดเพราะความโกรธเป็นเหตุ แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนมักโกรธ มักระแวง เพราะความโกรธเป็นเหตุนี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๖. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นคนมักโกรธ เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนมักโกรธ เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๗. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับโต้เถียงโจทก์ แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับโต้เถียงโจทก์ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๘. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับรุกรานโจทก์ แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับรุกรานโจทก์ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๙. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับปรักปรำโจทก์ แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับปรักปรำโจทก์ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๑๐. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับเอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน พูดนอกเรื่อง แสดงความโกรธ ความมุ่งร้าย และความไม่เชื่อฟังให้ปรากฏ แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับเอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน พูดนอกเรื่องแสดงความโกรธ ความมุ่งร้าย และความไม่เชื่อฟังให้ปรากฏ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๑๑. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่พอใจตอบในความประพฤติ แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่พอใจตอบในความประพฤตินี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้คนว่ายาก.

๑๒. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นคนลบหลู่ตีเสมอ แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนลบหลู่ ตีเสมอ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๑๓. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นคนริษยา เป็นคนตระหนี่แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนริษยา เป็นคนตระหนี่ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๑๔. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นคนโอ้อวด เจ้ามายา แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนโอ้อวด เจ้ามายา นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๑๕. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นคนกระด้าง ดูหมิ่นผู้อื่นแม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนกระด้าง ดูหมิ่นผู้อื่น นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

๑๖. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นคนถือแต่ความเห็นของตนถือรั้น ถอนได้ยาก แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนถือแต่ความเห็นของตน ถือรั้น ถอนได้ยาก นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้เรียกว่า ธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก.

ธรรมทำให้เป็นคนว่าง่าย

บาลี (สยามรัฐ)

โน เจปิ อาวุโส ภิกฺขุ ปวาเรติ วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต วจนีโยมฺหิ อายสฺมนฺเตหีติ โส จ โหติ สุวโจ โสวจสฺสกรเณหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ขโม ปทกฺขิณคฺคาหี อนุสาสนึ อถ โข นํ สพฺรหฺมจารี วตฺตพฺพญฺเจว มญฺญนฺติ อนุสาสิตพฺพญฺจ มญฺญนฺติ ตสฺมึ จ ปุคฺคเล วิสฺสาสํ อาปชฺชิตพฺพํ มญฺญนฺติ ฯ กตเม จาวุโส โสวจสฺสกรณา ธมฺมา ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ น ปาปิจฺโฉ โหติ น ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคโต ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ น ปาปิจฺโฉ โหติ น ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคโต อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อนตฺตุกฺกํสโก โหติ อปรวมฺภี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ อนตฺตุกฺกํสโก โหติ อปรวมฺภี อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ น โกธโน โหติ น โกธาภิภูโต ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ น โกธโน โหติ น โกธาภิภูโต อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ น โกธโน โหติ น โกธเหตุ อุปนาหี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ น โกธโน โหติ น โกธเหตุ อุปนาหี อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ น โกธโน โหติ น โกธเหตุ อภิสงฺกี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ น โกธโน โหติ น โกธเหตุ อภิสงฺกี อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ น โกธโน โหติ น โกธสามนฺตํ วาจํ นิจฺฉาเรตา ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ น โกธโน โหติ น โกธสามนฺตํ วาจํ นิจฺฉาเรตา อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกํ น ปฏิปฺผรติ ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกํ น ปฏิปฺผรติ อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกํ น อปสาเทติ ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกํ น อปสาเทติ อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส น ปจฺจาโรเปติ ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส น ปจฺจาโรเปติ อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส ๑ น อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรติ น พหิทฺธากถํ อปนาเมติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส น อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรติ น พหิทฺธากถํ อปนาเมติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส น อปทาเน น สมฺปายติ ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส น อปทาเน น สมฺปายติ อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อมกฺขี โหติ อปฬาสี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ อมกฺขี โหติ อปฬาสี อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อนิสฺสุกี โหติ อมจฺฉรี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ อนิสฺสุกี โหติ อมจฺฉรี อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อสโฐ โหติ อมายาวี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ อสโฐ โหติ อมายาวี อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อถทฺโธ โหติ อนติมานี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ อถทฺโธ โหติ อนติมานี อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อสนฺทิฏฺฐิปรามาสี โหติ อนาธานคาหี สุปฏินิสฺสคฺคี ยมฺปาวุโส ภิกฺขุ อสนฺทิฏฺฐิปรามาสี โหติ อนาธานคาหี สุปฏินิสฺสคฺคี อยมฺปิ ธมฺโม โสวจสฺสกรโณ ฯ อิเม วุจฺจนฺตาวุโส โสวจสฺสกรณา ธมฺมา ฯ

๑ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ สพฺพตฺถาปิ อีทิสเมว ฯ

ฉบับหลวง

ถ้าแม้ภิกษุไม่ปวารณาไว้ว่า ขอท่านจงว่ากล่าวข้าพเจ้าๆ เป็นผู้ควรที่ท่านจะว่ากล่าวได้ แต่ภิกษุนั้นเป็นคนว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย เป็นผู้อดทนรับคำพร่ำสอนโดยเคารพ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพื่อนพรหมจรรย์ต่างสำคัญภิกษุนั้นว่า ควรว่ากล่าวได้ควรพร่ำสอนได้ ทั้งสำคัญว่า ควรถึงความไว้วางใจในบุคคลนั้นได้ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายก็ธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย เป็นไฉน? ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้.

๑. ไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ไม่ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามก แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ไม่ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามก นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๒. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นผู้ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นผู้ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๓. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นคนมักโกรธ อันความโกรธไม่ครอบงำแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นคนมักโกรธ อันความโกรธไม่ครอบงำแล้ว นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๔. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่ผูกโกรธเพราะความโกรธเป็นเหตุ แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุนี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๕. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่มักระแวงจัดเพราะความโกรธเป็นเหตุ แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๖. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๗. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่โต้เถียงโจทก์ แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่โต้เถียงโจทก์ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๘. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่รุกรานโจทก์ แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่รุกรานโจทก์ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๙. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่ปรักปรำโจทก์ แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่ปรักปรำโจทก์ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๑๐. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่เอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน ไม่พูดนอกเรื่อง ไม่แสดงความโกรธ ความมุ่งร้าย และความไม่เชื่อฟังให้ปรากฏ แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่เอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน ไม่พูดนอกเรื่องไม่แสดงความโกรธ ความมุ่งร้าย และความไม่เชื่อฟังให้ปรากฏ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๑๑. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง พอใจตอบในความประพฤติ แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง พอใจตอบในความประพฤติ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๑๒. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นคนลบหลู่ ไม่ตีเสมอแม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นคนลบหลู่ ไม่ตีเสมอ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๑๓. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นคนริษยา ไม่เป็นคนตระหนี่แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นคนริษยา ไม่เป็นคนตระหนี่ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๑๔. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นคนโอ้อวด มิใช่เจ้ามายาแม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นคนโอ้อวด มิใช่เจ้ามายา นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๑๕. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นคนกระด้าง ไม่ดูหมิ่นผู้อื่นแม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นคนกระด้าง ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

๑๖. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นคนถือแต่ความเห็นของตนไม่ถือรั้น ถอนได้ง่าย แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นคนถือแต่ความเห็นของตน ไม่ถือรั้น ถอนได้ง่ายนี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ เรียกว่า ธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย.

การเทียบเคียงตนเอง

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺราวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ อนุมานิตพฺพํ ๑ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล ปาปิจฺโฉ ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคโต อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปนสฺสํ ปาปิจฺโฉ ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคโต อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา น ปาปิจฺโฉ ภวิสฺสามิ น ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคโตติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล อตฺตุกฺกํสโก ปรวมฺภี อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปนสฺสํ อตฺตุกฺกํสโก ปรวมฺภี อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา อนตฺตุกฺกํสโก ภวิสฺสามิ อปรวมฺภีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ

โย ขฺวายํ ปุคฺคโล โกธโน โกธาภิภูโต อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปนสฺสํ โกธโน โกธาภิภูโต อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา น โกธโน ภวิสฺสามิ น โกธาภิภูโตติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล โกธโน [๒] โกธเหตุ อุปนาหี อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปนสฺสํ โกธโน โกธเหตุ อุปนาหี อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา น โกธโน ภวิสฺสามิ น โกธเหตุ อุปนาหีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล โกธโน โกธเหตุ อภิสงฺกี อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปนสฺสํ โกธโน โกธเหตุ อภิสงฺกี ฯ อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ

เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา น โกธโน ภวิสฺสามิ น โกธเหตุ อภิสงฺกีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล โกธโน โกธสามนฺตํ วาจํ นิจฺฉาเรตา อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปนสฺสํ โกธโน โกธสามนฺตํ วาจํ นิจฺฉาเรตา อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา น โกธโน ภวิสฺสามิ น โกธสามนฺตํ วาจํ นิจฺฉาเรสฺสามีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล จุทิโต โจทเกน โจทกํ ปฏิปฺผรติ อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปน จุทิโต โจทเกน โจทกํ ปฏิปฺผเรยฺยํ อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา จุทิโต โจทเกน โจทกํ นปฺปฏิปฺผริสฺสามีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ

โย ขฺวายํ ปุคฺคโล จุทิโต โจทเกน โจทกํ อปสาเทติ อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปน จุทิโต โจทเกน โจทกํ อปสาเทยฺยํ อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา จุทิโต โจทเกน โจทกํ น อปสาเทสฺสามีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส ปจฺจาโรเปติ อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปน จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส ปจฺจาโรเปยฺยํ อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส น ปจฺจาโรเปสฺสามีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ

โย ขฺวายํ ปุคฺคโล จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรติ พหิทฺธากถํ อปนาเมติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปน จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส อญฺเญนญฺญํ ปฏิจเรยฺยํ พหิทฺธากถํ อปนาเมยฺยํ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกเรยฺยํ อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา จุทิโต โจทเกน น อญฺเญนญฺญํ ปฏิจริสฺสามิ น พหิทฺธากถํ อปนาเมสฺสามิ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกริสฺสามีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล จุทิโต โจทเกน อปทาเน น สมฺปายติ อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปน จุทิโต โจทเกน อปทาเน น สมฺปาเยยฺยํ อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ

เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา จุทิโต โจทเกน น อปทาเน น สปฺปายิสฺสามีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล มกฺขี ปฬาสี อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปนสฺสํ มกฺขี ปฬาสี อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา อมกฺขี ภวิสฺสามิ อปฬาสีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล อิสฺสุกี มจฺฉรี อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปนสฺสํ อิสฺสุกี มจฺฉรี อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา อนิสฺสุกี ภวิสฺสามิ อมจฺฉรีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล สโฐ มายาวี อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปนสฺสํ สโฐ มายาวี อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ

เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา อสโฐ ภวิสฺสามิ อมายาวีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล ถทฺโธ อติมานี อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปนสฺสํ ถทฺโธ อติมานี อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา อถทฺโธ ภวิสฺสามิ อนติมานีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ โย ขฺวายํ ปุคฺคโล สนฺทิฏฺฐิปรามาสี อาธานคาหี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี อยํ เม ปุคฺคโล อปฺปิโย อมนาโป อหญฺเจว โข ปนสฺสํ สนฺทิฏฺฐิปรามาสี อาธานคาหี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี อหํ ปสฺสํ ปเรสํ อปฺปิโย อมนาโปติ ฯ เอวํ ชานนฺเตนาวุโส ภิกฺขุนา อสนฺทิฏฺฐิปรามาสี ภวิสฺสามิ อนาธานคาหี สุปฏินิสฺสคฺคีติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ

๑ สี. อนุสาสิตพฺพํ ฯ ยุ. อนุมินิตพฺพํ ฯ ๒ โป. โกธาภิภูโต ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ในธรรมทั้ง ๑๖ ข้อนั้น ภิกษุพึงเทียบเคียงตน

ด้วยตนเองอย่างนี้ว่า บุคคลที่มีความปรารถนาลามก ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามก หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนมีความปรารถนาลามก ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามกบ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักไม่เป็นคนมีความปรารถนาลามก ไม่ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามก ถึงบุคคลที่ยกตนข่มผู้อื่นก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนยกตนข่มผู้อื่นบ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ถึงบุคคลที่เป็นคนมักโกรธ อันความโกรธครอบงำ ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนมักโกรธ อันความโกรธครอบงำบ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า จักไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่ให้ความโกรธครอบงำ บุคคลที่เป็นคนมักโกรธ ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนมักโกรธ ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุบ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่นดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักไม่เป็นคนมักโกรธไม่ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ ถึงบุคคลที่เป็นคนมักโกรธ มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุ ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนมักโกรธ มักระแวงจัดเพราะความโกรธเป็นเหตุบ้างเล่า เราก็คงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุ ถึงบุคคลที่เป็นคนมักโกรธ เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนมักโกรธ เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธบ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ ถึงบุคคลที่ถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับโต้เถียงโจทก์ ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับโต้เถียงโจทก์บ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง จักไม่โต้เถียงโจทก์ ถึงบุคคลที่ถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับรุกรานโจทก์ ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับรุกรานโจทก์บ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่าเราถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง จักไม่รุกรานโจทก์ ถึงบุคคลที่ถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับปรักปรำโจทก์ ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับปรักปรำโจทก์บ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง จักไม่ปรักปรำโจทก์ ถึงบุคคลที่ถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับเอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน พูดนอกเรื่อง แสดงความโกรธความมุ่งร้าย และความไม่เชื่อฟังให้ปรากฏ ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับเอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน พูดนอกเรื่อง แสดงความโกรธ ความมุ่งร้าย และความไม่เชื่อฟังให้ปรากฏบ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้องจักไม่เอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน ไม่พูดนอกเรื่อง ไม่แสดงความโกรธ ความมุ่งร้าย และความไม่เชื่อฟังให้ปรากฏ ถึงบุคคลที่ถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่พอใจตอบในความประพฤติ ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่พอใจตอบในความประพฤติ เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราถูกบุคคลผู้เป็นโจทก์ฟ้อง พอใจตอบในความประพฤติ ถึงบุคคลที่เป็นคนลบหลู่ ตีเสมอ ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนลบหลู่ตีเสมอบ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักไม่เป็นคนลบหลู่ ตีเสมอ ถึงบุคคลที่เป็นคนริษยา เป็นคนตระหนี่ ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนริษยา เป็นคนตระหนี่บ้างเล่าเราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักไม่เป็นคนริษยา ไม่เป็นคนตระหนี่ ถึงบุคคลที่เป็นคนโอ้อวด เจ้ามายาก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนโอ้อวด เจ้ามายาบ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่าเราจักไม่เป็นคนโอ้อวด ไม่มีมายา ถึงบุคคลที่เป็นคนกระด้าง ดูหมิ่นผู้อื่น นี้ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนกระด้าง ดูหมิ่นผู้อื่นบ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักไม่เป็นคนกระด้าง ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ถึงบุคคลที่ถือแต่ความเห็นของตน ถือรั้น ถอนได้ยาก ก็หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนถือแต่ความเห็นของตน ถือรั้น ถอนได้ยากบ้างเล่าเราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักไม่เป็นคนถือแต่ความเห็นของตน ไม่ถือรั้น ถอนได้ง่ายดังนี้.

การพิจารณาตนเอง

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺราวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ ปาปิจฺโฉ ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคโตติ ฯ สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ปาปิจฺโฉ โขมฺหิ ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคโตติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ น โขมฺหิ ปาปิจฺโฉ น ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคโตติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ อตฺตุกฺกํสโก ปรวมฺภีติ ฯ

สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อตฺตุกฺกํสโก โขมฺหิ ปรวมฺภีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อนตฺตุกฺกํสโก โขมฺหิ อปรวมฺภีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ โกธโน โกธาภิภูโตติ ฯ สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ โกธโน โขมฺหิ โกธาภิภูโตติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ

สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ น โขมฺหิ โกธโน น โกธาภิภูโตติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ โกธโน โกธเหตุ อุปนาหีติ ฯ สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ โกธโน โขมฺหิ โกธเหตุ อุปนาหีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ น โขมฺหิ โกธโน น โกธเหตุ อุปนาหีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ โกธโน โกธเหตุ อภิสงฺกีติ ฯ สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ โกธโน โขมฺหิ โกธเหตุ อภิสงฺกีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ น โขมฺหิ โกธโน น โกธเหตุ อภิสงฺกีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ โกธโน โกธสามนฺตํ วาจํ นิจฺฉาเรตาติ ฯ

สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ โกธโน โขมฺหิ โกธสามนฺตํ วาจํ นิจฺฉาเรตาติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ น โขมฺหิ โกธโน น โกธสามนฺตํ วาจํ นิจฺฉาเรตาติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ จุทิโต โจทเกน โจทกํ ปฏิปฺผรามีติ ฯ สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ จุทิโต โขมฺหิ โจทเกน โจทกํ ปฏิปฺผรามีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ

สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ จุทิโต โขมฺหิ โจทเกน โจทกํ น ปฏิปฺผรามีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ จุทิโต โจทเกน โจทกํ อปสาเทมีติ ฯ สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ จุทิโต โขมฺหิ โจทเกน โจทกํ อปสาเทมีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ จุทิโต โขมฺหิ โจทเกน โจทกํ น อปสาเทมีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ จุทิโต โจทเกน โจทกสฺส ปจฺจาโรเปมีติ ฯ สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ จุทิโต โขมฺหิ โจทเกน โจทกสฺส ปจฺจาโรเปมีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ จุทิโต โขมฺหิ โจทเกน โจทกสฺส น ปจฺจาโรเปมีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ จุทิโต โจทเกน อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรามิ พหิทฺธากถํ อปนาเมมิ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรมีติ ฯ

สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ จุทิโต โขมฺหิ โจทเกน อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรามิ พหิทฺธากถํ อปนาเมมิ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรมีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ จุทิโต โขมฺหิ โจทเกน อญฺเญนญฺญํ น ปฏิจรามิ น พหิทฺธากถํ อปนาเมมิ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรมีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ จุทิโต โจทเกน อปทาเน น สมฺปายามีติ ฯ

สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ จุทิโต โขมฺหิ โจทเกน อปทาเน น สมฺปายามีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ จุทิโต โขมฺหิ โจทเกน น ๑ อปทาเน น ๑ สมฺปายามีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ มกฺขี ปฬาสีติ ฯ

สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ มกฺขี โขมฺหิ ปฬาสีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อมกฺขี โขมฺหิ อปฬาสีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ อิสฺสุกี มจฺฉรีติ ฯ สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อิสฺสุกี โขมฺหิ มจฺฉรีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ

สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อนิสฺสุกี โขมฺหิ อมจฺฉรีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ สโฐ มายาวีติ ฯ สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ สโฐ โขมฺหิ มายาวีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อสโฐ โขมฺหิ อมายาวีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ ถทฺโธ อติมานีติ ฯ

สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ถทฺโธ โขมฺหิ อติมานีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อถทฺโธ โขมฺหิ อนติมานีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา อตฺตนาว อตฺตานํ เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ กินฺนุโขมฺหิ สนฺทิฏฺฐิปรามาสี อาธานคาหี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคีติ ฯ สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ สนฺทิฏฺฐิปรามาสี โขมฺหิ อาธานคาหี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ

สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อสนฺทิฏฺฐิปรามาสี โขมฺหิ อนาธานคาหี สุปฏินิสฺสคฺคีติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ สเจ อาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน สพฺเพปิเม ปาปเก อกุสเล ธมฺเม อปฺปหีเน อตฺตนิ สมนุปสฺสติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา สพฺเพสํเยว อิเมสํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน สพฺเพปิเม ปาปเก อกุสเล ธมฺเม ปหีเน อตฺตนิ สมนุปสฺสติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ

เสยฺยถาปิ อาวุโส อิตฺถี วา ปุริโส วา ทหโร ยุวา มณฺฑนกชาติโก อาทาเส วา ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อจฺเฉ วา อุทกปตฺเต สกมุขนิมิตฺตํ ปจฺจเวกฺขมาโน สเจ ตตฺถ ปสฺสติ รชํ วา องฺคณํ วา ตสฺเสว รชสฺส วา องฺคณสฺส วา ปหานาย วายมติ โน เจ ตตฺถ ปสฺสติ รชํ วา องฺคณํ วา เตเนว อตฺตมโน โหติ ลาภา วต เม ปริสุทฺธํ วต เมติ เอวเมว โข อาวุโส สเจ ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน สพฺเพปิเม ปาปเก อกุสเล ธมฺเม อปฺปหีเน อตฺตนิ สมนุปสฺสติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา สพฺเพสํเยว อิเมสํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปนาวุโส ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน สพฺเพปิเม ปาปเก อกุสเล ธมฺเม ปหีเน อตฺตนิ สมนุปสฺสติ เตนาวุโส ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปาโมชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสูติ ฯ

อิทมโวจายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน อตฺตมนา เต ภิกฺขู อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ

อนุมานสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปญฺจมํ ฯ

๑ ม. นสทฺททฺวยํ นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ในธรรมทั้ง ๑๖ ข้อนั้น ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วย

ตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนมีความปรารถนาลามก ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามกหรือไม่?

หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนมีความปรารถนาลามก ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามกจริงก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราไม่ใช่คนมีความปรารถนาลามก ไม่ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามก ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนยกตนข่มผู้อื่นหรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนยกตนข่มผู้อื่นจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราไม่เป็นคนยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติ และปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ อันความโกรธครอบงำแล้วหรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ อันความโกรธครอบงำแล้วจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่าเราไม่เป็นคนมักโกรธ อันความโกรธไม่ครอบงำ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียวหมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ ผูกโกรธเพราะความโกรธเป็นเหตุหรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ มักระแวงจัดเพราะความโกรธเป็นเหตุหรือไม่ หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ มักระแวงจัดเพราะความโกรธเป็นเหตุจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธหรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่าเราไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้องกลับโต้เถียงโจทก์หรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้อง กลับโต้เถียงโจทก์จริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้อง ไม่กลับโต้เถียงโจทก์ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียวหมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้องกลับรุกรานโจทก์หรือไม่ หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้อง กลับรุกรานโจทก์จริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้อง ไม่กลับรุกรานโจทก์ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้องกลับปรักปรำโจทก์หรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้อง กลับปรักปรำโจทก์จริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้อง ไม่กลับปรักปรำโจทก์ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียวหมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้องกลับเอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน พูดนอกเรื่อง แสดงความโกรธ ความมุ่งร้าย และความไม่เชื่อฟังให้ปรากฏหรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่าเราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้องกลับเอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน พูดนอกเรื่อง แสดงความโกรธ ความมุ่งร้าย และความไม่เชื่อฟังให้ปรากฏจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้อง ไม่เอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน ไม่พูดนอกเรื่อง ไม่แสดงความโกรธ ความมุ่งร้าย และความไม่เชื่อฟังให้ปรากฏ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้องไม่พอใจตอบในความประพฤติหรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่าเราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้อง ไม่พอใจตอบในความประพฤติจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมที่ชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นจำเลยถูกโจทก์ฟ้อง พอใจตอบในความประพฤติ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนลบหลู่ ตีเสมอหรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนลบหลู่ ตีเสมอจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่าเราไม่เป็นคนลบหลู่ ไม่ตีเสมอ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียวหมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนริษยา เป็นคนตระหนี่หรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนริษยา เป็นคนตระหนี่จริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสียหากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราไม่เป็นคนริษยา ไม่เป็นคนตระหนี่ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนโอ้อวด เจ้ามายาหรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนโอ้อวด เจ้ามายาจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่าเราไม่เป็นคนโอ้อวด ไม่เป็นคนเจ้ามายาภิกษุนั้น พึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนกระด้าง ดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนกระด้างดูหมิ่นผู้อื่นจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราไม่เป็นคนกระด้าง ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนถือเอาแต่ความเห็นของตน ถือรั้น ถอนได้ยากหรือไม่? หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่าเป็นคนถือเอาแต่ความเห็นของตนถือรั้น ถอนได้ยากจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราไม่เป็นคนถือเอาแต่ความเห็นของตน ไม่ถือรั้น ถอนได้ง่าย ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หากภิกษุพิจารณาอยู่ เห็นชัดอกุศลธรรมอันชั่วช้าเหล่านี้ทั้งหมดที่ยังละไม่ได้ในตน ภิกษุนั้นก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้าทั้งหมดเหล่านั้น หากพิจารณาอยู่ เห็นชัดอกุศลธรรมอันชั่วช้าทั้งหมดเหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อุปมาเหมือนสตรีหรือบุรุษ รุ่นกำดัด ชอบโอ่อ่าส่องดูเงาหน้าของตนในกระจกเงา หรือในภาชนะน้ำใสสะอาดบริสุทธิ์ ถ้าเห็นธุลีหรือสิวบนในหน้านั้น ย่อมพยายามที่จะให้ธุลีหรือสิวนั้นหายไป หากไม่เห็นธุลีหรือสิวบนใบหน้านั้น ก็จะรู้สึกพอใจว่า ช่างเป็นลาภของเรา ใบหน้าของเราบริสุทธิ์สะอาด ดังนี้ ฉันใด แม้ภิกษุหากพิจารณาอยู่ เห็นชัดอกุศลธรรมอันชั่วช้าทั้งหมดเหล่านี้ ที่ยังละไม่ได้ในตน ภิกษุนั้นก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้าทั้งหมดนั้นเสีย แต่ถ้าเมื่อพิจารณาอยู่ เห็นชัดอกุศลธรรมอันชั่วช้าทั้งหมดเหล่านี้ที่ละได้แล้วในตน ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืนในกุศลธรรมทั้งหลาย ฉันนั้น นั่นแล.

ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวภาษิตดังนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้วแล.

จบ อนุมานสูตร ที่ ๕

จบ ๕. อนุมานสูตร