พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · สีหนาทวรรค
๘. มธุปิณฑิกสูตร เล่ม ๑๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๓–๒๕๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในสีหนาทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค มธุปิณฑิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๒๓๔–๒๔๖
๘. มธุปิณฑิกสูตร
ว่าด้วยธรรมบรรยายที่เปรียบด้วยขนมหวาน
{๒๔๓} [๑๙๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปสู่พระนครกบิลพัสดุ์เพื่อบิณฑบาต ครั้นเสร็จจากการเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครกบิลพัสดุ์แล้ว เสด็จเข้าไปยังป่ามหาวันเพื่อทรงพักผ่อนในเวลากลางวัน ครั้นแล้วจึงประทับนั่ง พักกลางวัน ณ โคนต้นมะตูมหนุ่มฝ่ายเจ้าศากยะพระนามว่าทัณฑปาณิกำลังเดินทอดน่องไปมาอยู่ ได้เสด็จเข้าไปยังป่ามหาวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังต้นมะตูมหนุ่ม ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป แล้ว ได้ยืนยันไม้เท้า ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระสมณะมีวาทะอย่างไร สอนอย่างไร”
ตรัสตอบปัญหาทัณฑปาณิศากยะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนผู้มีอายุ บุคคลมีวาทะอย่างไรจึงจะไม่แย้งกันกับผู้ใดผู้หนึ่งในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์อยู่ในโลก อนึ่ง สัญญาทั้งหลายจะไม่ครอบงำพราหมณ์ผู้อยู่ปราศจากกามทั้งหลายนั้น ผู้ไม่ลังเลสงสัย ผู้ตัดความคะนองได้แล้ว ผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ได้อย่างไร เรามีวาทะอย่างนั้น สอนอย่างนั้น”
- ๑สัญญาทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงสัญญาคือกิเลส หรือหมายถึงกิเลสทั้งหลาย (ม.มู.อ. ๑/๔๐๐)
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้วทัณฑปาณิศากยะได้สั่น ศีรษะ แลบลิ้น ทำหน้าผากย่นสามรอย ถือไม้เท้ายันหลีกไป
{๒๔๔} [๒๐๐] ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่หลีก เร้นแล้วเสด็จเข้าไปยังนิโครธาราม ประทับเหนืออาสนะที่เขาจัดถวาย ครั้น แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเช้านี้เรา ครองอันตรวาสกถือบาตรจีวรเข้าไปสู่พระนครกบิลพัสดุเพื่อบิณฑบาต ครั้นเสร็จจากการเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครกบิลพัสดุแล้วได้เข้าไปยังป่ามหาวัน เพื่อพักในเวลากลางวัน
ครั้นแล้วจึงนั่งพักกลางวันอยู่ ณ โคนต้นมะตูมหนุ่ม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายเจ้าศากยะพระนามว่าทัณฑปาณิกำลังเดินทอดน่องไปมาอยู่ ได้เสด็จเข้าไปยังป่ามหาวัน เข้าไปเรายังต้นมะตูมหนุ่ม ได้ปราศรัยกับเรา ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนยันไม้เท้า ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ถามเราดังนี้ว่า ‘พระสมณะมีวาทะอย่างไร สอนอย่างไร’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อทัณฑปาณิศากยะกล่าวอย่างนั้นแล้ว เราได้ตอบว่า ‘ดูก่อนผู้มีอายุ บุคคลมีวาทะอย่างไรจึงจะไม่แย้งกันกับผู้ใดผู้หนึ่งในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์อยู่ในโลก อนึ่ง สัญญาทั้งหลายจะไม่ครอบงำพราหมณ์ผู้ อยู่ปราศจากกามทั้งหลายนั้น ผู้ไม่ลังเลสงสัย ผู้ตัดความคะนองได้แล้ว ผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ได้อย่างไร เรามีวาทะอย่างนั้น สอนอย่างนั้น’ เมื่อเรากล่าวอย่างนี้แล้ว ทัณฑปาณิศากยะได้สั่นศีรษะ แลบลิ้น ทำ หน้าผากย่นสามรอย ถือไม้เท้ายันหลีกไป”
- ๑เจ้าศากยะนามว่าทัณฑปาณินี้เป็นเจ้าศากยะหนุ่ม แต่นิยมถือไม้เท้า เป็นสมัครพรรคพวกของพระเทวทัต ได้รับฟังคำส่อเสียดยุยงให้เข้าใจผิดในพระพุทธเจ้าจากพระเทวทัตเมื่อพบพระพุทธเจ้าจึงทำเพียงปฏิสันถารโดยไม่ถวายบังคมแล้วทูลถามปัญหานี้อย่างไม่เคารพยำเกรง ไม่ใช่เพราะความอยากรู้ พระองค์ทรงทราบจึงตรัสตอบไปตามสมควร โดยที่เจ้าศากยะนี้จะไม่สามารถนำไปกล่าวในที่อื่น ๆ ได้ว่าพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาที่บุคคลทูลถาม และโดยที่เจ้าศากยะนี้ไม่สามารถเข้าใจความหมายแห่งพระภาษิตนี้ได้ (ม.มู.อ. ๑/๓๙๙-๔๐๐)
{๒๔๕} [๒๐๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีวาทะอย่างไรจึงไม่แย้งกันกับผู้ใดผู้หนึ่งในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์อยู่ในโลก อนึ่ง สัญญาทั้งหลาย จะไม่ครอบงำพราหมณ์ผู้อยู่ปราศจากกามทั้งหลายนั้น ผู้ไม่ลังเลสงสัย ผู้ตัดความคะนองได้แล้ว ผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญได้อย่างไร
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนภิกษุ ส่วนแห่งสัญญาที่ประกอบด้วยปปัญจธรรม ย่อมครอบงำบุรุษเพราะเหตุใด ถ้าในเหตุนั้น ไม่มีการที่จะต้องเพลิดเพลิน การที่จะต้องยึดถือ การที่จะต้องกลืนไว้ อัน นี้แหละเป็นที่สุดแห่งราคานุสัยเป็นที่สุดแห่งปฏิฆานุสัยเป็นที่สุดแห่ง ทิฏฐานุสัย เป็นที่สุดแห่งวิจิกิจฉานุสัย เป็นที่สุดแห่งมานานุสัย เป็นที่สุด แห่งภวราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งอวิชชานุสัย เป็นที่สุดแห่งการจับท่อนไม้ การจับศัสตรา การทะเลาะ การถือผิด การโต้เถียงกันว่ามึงมึง การส่อเสียด และการกล่าวเท็จ อกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านี้ย่อมดับไปโดยไม่เหลือใน เพราะเหตุนั้น”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ ครั้นแล้วพระสุคตเจ้าก็ทรงลุกจาก อาสนะเสด็จเข้าที่ประทับ
- ๑คำว่า ปปัญจธรรม คือกิเลสเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ได้แก่ กิเลส ๓ อย่าง คือ ตัณหา ความทะยานอยาก มานะ ความถือตัว และทิฏฐิ ความเห็นผิด ส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรม หมายถึงแง่มุมมองแห่งประสบการณ์ที่ประกอบด้วยกิเลสเป็นเหตุให้เนิ่นช้าคือให้ถึงอาการประมาทมัวเมาด้วยตัณหา มานะ และทิฏฐิ (นัย ที่.ม.อ. ๓๓๖, ม.มู.อ. ๑/๔๐๑)
- ๒คำว่า อนุสัย หมายถึง กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานเพราะเป็นกิเลสที่ยังละไม่ได้ (ที่.ปา.อ.๒๓๙) มี ๗ คือ (๑) กามราคานุสัย สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความกำหนัดในกาม (๒) ปฏิฆานุสัย ...ความกระทบกระทั่งแห่งจิต (๓) ทิฎฐานุสัย ...ความเห็น (๔) วิจิกิจฉานุสัย ...ความสงสัย (๕)มานานุสัย ...ความถือตัว (๖) ภวราคานุสัย ...ความกำหนัดในภพ (๗) อวิชชานุสัย สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความไม่รู้ {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๓๒/๓๔๙}
ทรงแสดงอุทเทสโดยย่อ
{๒๔๖} [๒๐๒] ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปไม่นาน ภิกษุเหล่านั้นได้เกิดความสงสัยขึ้นว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอุทเทสนี้โดยย่อว่า ‘ดูก่อนภิกษุ ส่วนแห่งสัญญาที่ประกอบด้วย ปปัญจธรรมย่อมครอบงำบุรุษเพราะเหตุใด ถ้าในเหตุนั้นไม่มีการที่จะต้องเพลิดเพลิน การที่จะต้องยึดถือ การที่จะต้องกลืนไว้ อันนี้แหละเป็นที่สุดแห่งราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งปฏิฆานุสัย เป็นที่สุดแห่งทิฏฐานุสัย เป็นที่สุดแห่งวิจิกิจฉานุสัย เป็นที่สุดแห่งมานานุสัย เป็นที่สุดแห่งภวราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งอวิชชานุสัย เป็นที่สุดแห่งการจับท่อนไม้ การจับศัสตรา การทะเลาะ
การถือผิด การโต้เถียงกันว่ามึงมึง การส่อเสียด และการกล่าวเท็จ อกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านี้ย่อมดับไปโดยไม่เหลือในเพราะเหตุนั้น’ แล้วไม่ทรง แจกแจงเนื้อความโดยพิสดาร ก็ทรงลุกจากอาสนะเสด็จเข้าที่ประทับไป ใครหนอจะพึงแจกแจงเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยย่อ ไม่ทรงแจกแจงโดยพิสดารให้พิสดารได้”ลำดับนั้น ภิกษุเหล่านั้นได้เกิดความคิดว่า “ท่านพระมหากัจจานะนี้แล เป็นผู้ที่พระศาสดาทรงสรรเสริญไว้ และเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้รู้ทั้งหลายก็ ยกย่องกันแล้ว ก็ท่านพระมหากัจจานะสามารถที่จะแจกแจงเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยย่อ ไม่ทรงแจกแจงโดยพิสดาร ให้พิสดารได้ อย่ากระนั้นเลย เราทั้งหลายควรพากันไปหาท่านพระมหา กัจจานะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วสอบถามเนื้อความนี้กะท่านพระมหากัจจานะ”
ลำดับนั้น ภิกษุเหล่านั้นได้เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระมหากัจจานะครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน ไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง และกราบเรียนท่านพระมหากัจจานะว่า “ท่านกัจจานะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสนี้ไว้โดยย่อว่า ‘ดูก่อน ภิกษุส่วนแห่งสัญญาที่ประกอบด้วยปปัญจธรรมย่อมครอบงำบุรุษเพราะ
เหตุใด ถ้าในเหตุนั้นไม่มีการที่จะต้องเพลิดเพลิน การที่จะต้องยึดถือ การที่จะต้องกลืนไว้ อันนี้แหละเป็นที่สุดแห่งราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งปฏิฆานุสัย เป็นที่สุดแห่งทิฏฐานุสัย เป็นที่สุดแห่งวิจิกิจฉานุสัย เป็นที่สุดแห่งมานานุสัย เป็นที่สุดแห่งภวราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งอวิชชานุสัย เป็นที่สุดแห่งการจับ ท่อนไม้ การจับศัสตรา การทะเลาะ การถือผิด การโต้เถียงกันว่ามึงมึง การส่อเสียด และการกล่าวเท็จ อกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านี้ย่อมดับไป โดยไม่เหลือในเพราะเหตุนั้น’ แล้วไม่ทรงแจกแจงเนื้อความให้พิสดาร ก็ ทรงลุกจากอาสนะเสด็จเข้าที่ประทับไป
ท่านกัจจานะ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าหลีกไปไม่นาน พวกกระผมได้เกิด ความสงสัยขึ้นดังนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสนี้โดยย่อว่า ‘ดูก่อนภิกษุ ส่วนแห่งสัญญาที่ประกอบด้วยปปัญจ ธรรมย่อมครอบงำบุรุษเพราะเหตุใด ถ้าในเหตุนั้นไม่มีการที่จะต้องเพลิดเพลิน การที่จะต้องยึดถือ การที่จะต้องกลืนไว้ อันนี้แหละเป็นที่สุดแห่งราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งปฏิฆานุสัย เป็นที่สุดแห่งทิฏฐานุสัย เป็นที่สุดแห่งวิจิกิจฉานุสัย เป็นที่สุดแห่งมานานุสัย เป็นที่สุดแห่งภวราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งอวิชชานุสัย เป็นที่สุดแห่งการจับท่อนไม้ การจับศัสตรา การทะเลาะ การถือผิด
การโต้เถียงกันว่ามึงมึง การส่อเสียด และการกล่าวเท็จ อกุศลธรรมอันเลวทราม เหล่านี้ย่อมดับไปโดยไม่เหลือในเพราะเหตุนั้น, แล้วไม่ทรงแจกแจงเนื้อความ โดยพิสดารก็ทรงลุกจากอาสนะเสด็จเข้าที่ประทับไปใครหนอจะพึง แจกแจงเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยย่อ ไม่ทรงแจกแจงโดยพิสดารให้พิสดารได้’ท่านกัจจานะ พวกกระผมนั้นได้เกิดความคิดดังนี้ว่า ‘ท่านพระมหา กัจจานะนี้แลเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงสรรเสริญไว้ และเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้ รู้ทั้งหลายก็ยกย่องกันแล้วก็ท่านพระมหากัจจานะสามารถที่จะแจกแจง เนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยย่อไม่ทรง
แจกแจงโดยพิสดารให้พิสดารได้ อย่ากระนั้นเลย เราทั้งหลายควรพากันไป หาท่านพระกัจจานะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วสอบถามเนื้อความนี้กะท่านพระมหากัจ จานะ’ ขอท่านมหากัจจานะได้โปรดแจกแจงด้วยเถิด”
{๒๔๗} [๒๐๓] พระมหากัจจานะได้กล่าวตอบว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษคนหนึ่งมีความต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้เที่ยวแสวงหา แก่นไม้อยู่ เมื่อมีต้นไม้ที่มีแก่นยืนต้นอยู่ กลับมองข้ามโคนต้นและลำต้นเสีย เข้าใจไปว่าจะหาแก่นได้ที่กิ่งและใบ ฉันใด ข้ออุปมัยนี้ก็ฉันนั้น เมื่อพระศาสดาทรงปรากฏอยู่ต่อหน้าท่านทั้งหลายแต่ท่านทั้งหลาย กลับมองข้าม
พระองค์ไปเสียแล้วมาเข้าใจว่าเนื้อความนี้จะสอบถามได้ที่ผม ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็น ทรงมีพระจักษุ ทรงมีพระญาณ ทรงเป็นธรรม เป็นพรหม เป็นผู้เผยแผ่ เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ขยายเนื้อความ เป็นผู้ประทานอมตธรรม เป็นเจ้าของแห่ง ธรรม เป็นพระตถาคต และเวลานี้ก็เป็นเวลาอันสมควรที่ท่านทั้งหลายจะทูลถามเนื้อความนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ทรงพยากรณ์แก่พวกท่านอย่างใด พวกท่านพึงทรงจำข้อนั้นไว้อย่างนั้นเถิด”ภิกษุเหล่านั้นได้กล่าวตอบว่า ‘ท่านกัจจานะ แท้จริงพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็น
ทรงมีพระจักษุ มีพระญาณ ทรงเป็นธรรม เป็นพรหม เป็นผู้เผยแผ่ เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ขยายเนื้อความ เป็นผู้ประทานอมตธรรม เป็นเจ้าของแห่งธรรม เป็นพระตถาคต และเวลานี้ก็เป็นเวลาอันสมควรที่พวกกระผมจะทูลถามเนื้อความนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงพยากรณ์อย่างใด พวกกระผมพึงทรงจำข้อนั้นไว้อย่างนั้น ก็จริงอยู่แล แต่ว่าท่านมหากัจจานะเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงสรรเสริญไว้ และเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้รู้ทั้งหลายก็ยกย่องกันแล้ว ทั้งท่านมหากัจจานะเองก็ สามารถจะแจกแจงเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยย่อ ไม่ทรงแจกแจงโดยพิสดารให้พิสดารได้ ขอท่านมหากัจจานะจงแจกแจงเถิด อย่าทำความหนักใจเลย”
{๒๔๘}ท่านพระมหากัจจานะจึงกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ผมจะกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว ท่านพระมหากัจจานะจึงกล่าวดังนี้ว่า
พระมหาก้จจานะแสดงอุทเทสโดยพิสดาร
[๒๐๔] “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทส ไว้โดยย่อว่า ‘ดูก่อนภิกษุ ส่วนแห่งสัญญาที่ประกอบด้วยปปัญจธรรมย่อม ครอบงำบุรุษเพราะเหตุใด ถ้าในเหตุนั้นไม่มีการที่จะต้องเพลิดเพลิน การที่ จะต้องยึดถือ การที่จะต้องกลืนไว้ อันนี้แหละเป็นที่สุดแห่งราคานุสัย เป็น ที่สุดแห่งปฏิฆานุสัย เป็นที่สุดแห่งทิฏฐานุสัย เป็นที่สุดแห่งวิจิกิจฉานุสัย เป็นที่สุดแห่งมานานุสัย เป็นที่สุดแห่งภวราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งอวิชชานุสัย เป็นที่สุดแห่งการจับท่อนไม้ การจับศัสตรา การทะเลาะ การถือผิด การ โต้เถียงกันว่ามึงมึง การส่อเสียด และการกล่าวเท็จ อกุศลธรรมอันเลว ทรามเหล่านี้ย่อมดับไปโดยไม่เหลือในเพราะเหตุนั้น’
แล้วไม่ทรงแจก แจง เนื้อความโดยพิสดาร ก็ทรงลุกจากอาสนะเสด็จเข้าที่ประทับไปท่านผู้ มีอายุทั้งหลาย เนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยย่อ ไม่ทรงแจกแจงโดยพิสดารนี้ ผมย่อมรู้ทั่วถึงโดยพิสดารดังต่อไปนี้๑. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ เพราะธรรม ๓ ประการมาประจวบกันจึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา บุคคลเสวยอารมณ์ใด ก็จำอารมณ์นั้น บุคคลจำอารมณ์ใด ก็ตรึกถึงอารมณ์นั้น บุคคลตรึกถึงอารมณ์ใด ก็เนิ่นช้าอยู่ที่อารมณ์นั้น บุคคลเนิ่นช้าอยู่ที่อารมณ์ใด ส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรมก็ครอบงำ
- ๑วิญญาณ ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๑๐๑ หน้า ๑๑๐ ในเล่มนี้
- ๒ผัสสะ ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๙๘ หน้า ๑๐๗ ในเล่มนี้
- ๓เวทนา ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๙๗ หน้า ๑๐๖ ในเล่มนี้
บุรุษเพราะเนิ่นช้าอยู่ที่อารมณ์นั้นเป็นเหตุในรูปทั้งหลายที่จะพึงรู้ด้วยตาทั้งที่ เป็นอดีต เป็นอนาคต และเป็นปัจจุบัน
๒. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะอาศัยโสตะและเสียง จึงเกิด โสตวิญญาณ ...
๓. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะอาศัยฆานะและกลิ่น จึงเกิด ฆานวิญญาณ ...
๔. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะอาศัยชิวหาและรส จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ...
๕.ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ จึงเกิด กายวิญญาณ ...
๖.ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ จึงเกิด มโนวิญญาณ เพราะธรรม ๓ ประการมาประจวบกันจึงเกิดผัสสะ เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา บุคคลเสวยอารมณ์ใด ก็จำอารมณ์นั้น บุคคลจำอารมณ์ใด ก็ตรึกถึงอารมณ์นั้น บุคคลตรึกถึงอารมณ์ใด ก็เนิ่นช้าอยู่ที่ อารมณ์นั้น บุคคลเนิ่นช้าอยู่ที่อารมณ์ใด ส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วย ปปัญจธรรมก็ครอบงำบุรุษเพราะเนิ่นช้าอยู่ที่อารมณ์นั้นเป็นเหตุ ในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่จะพึงรู้ด้วยมโนทั้งที่เป็นอดีต เป็นอนาคต และเป็นปัจจุบัน๑. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อมีจักษุ มีรูป และมีจักขุวิญญาณ ก็ย่อมจะเป็นไปได้ที่เขาจักบัญญัติผัสสะ เมื่อมีการบัญญัติผัสสะ ก็ย่อมจะเป็นไปได้ที่เขาจักบัญญัติเวทนา เมื่อมีการบัญญัติเวทนา ก็ย่อมจะเป็นไป ได้ที่เขาจักบัญญัติสัญญา เมื่อมีการบัญญัติสัญญา ก็ย่อมจะเป็นไปได้ที่เขา จักบัญญัติวิตก เมื่อมีการบัญญัติวิตก ก็ย่อมจะเป็นไปได้ที่เขาจักบัญญัติ การครอบงำส่วนแห่งสัญญาที่ประกอบด้วยปปัญจธรรม
๒. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อมีโสตะ มีเสียง ...
๓. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อมีฆานะ มีกลิ่น ...
๔. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อมีชิวหา มีรส ..
๕. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อมีกาย มีโผฏฐัพพะ ...
๖. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อมีมโน มีธรรมารมณ์ และมีมโนวิญญาณ ก็ย่อมจะเป็นไปได้ที่เขาจักบัญญัติผัสสะ เมื่อมีการบัญญัติผัสสะ ก็ย่อมจะ เป็นไปได้ที่เขาจักบัญญัติเวทนา เมื่อมีการบัญญัติเวทนา ก็ย่อมจะเป็นไป ได้ที่เขาจักบัญญัติสัญญา เมื่อมีการบัญญัติสัญญา ก็ย่อมจะเป็นไปได้ที่เขา จักบัญญัติวิตกเมื่อมีการบัญญัติวิตก ก็ย่อมจะเป็นไปได้ที่เขาจักบัญญัติ การครอบงำส่วนแห่งสัญญาที่ประกอบด้วยปปัญจธรรม๑.ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อไม่มีจักษุ ไม่มีรูป และไม่มีจักขุวิญญาณ ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจักบัญญัติผัสสะ เมื่อไม่มีการบัญญัติผัสสะ ก็เป็นไปไม่ ได้ที่เขาจักบัญญัติเวทนา เมื่อไม่มีการบัญญัติเวทนา ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจัก บัญญัติสัญญา เมื่อไม่มีการบัญญัติสัญญา ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจักบัญญัติวิตก เมื่อไม่มีการบัญญัติวิตก ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจักบัญญัติการครอบงำส่วนแห่ง สัญญาที่ประกอบด้วยปปัญจธรรม๒.ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อไม่มีโสตะ ไม่มีเสียง ...
๓.ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อไม่มีฆานะ ไม่มีกลิ่น ...
๔. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อไม่มีชิวหา ไม่มีรส ...
๕.ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อไม่มีกาย ไม่มีโผฏฐัพพะ ...
๖.ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อไม่มีมโน ไม่มีธรรมารมณ์ และไม่มี มโนวิญญาณ ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจักบัญญัติผัสสะ เมื่อไม่มีการบัญญัติผัสสะ ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจักบัญญัติเวทนา เมื่อไม่มีการบัญญัติเวทนา ก็เป็นไปไม่ ได้ที่เขาจักบัญญัติสัญญา เมื่อไม่มีการบัญญัติสัญญา ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขา
จักบัญญัติวิตก เมื่อไม่มีการบัญญัติวิตก ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจักบัญญัติการ ครอบงำส่วนแห่งสัญญาที่ประกอบด้วยปปัญจธรรม
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสไว้โดยย่อว่า ‘ดูก่อนภิกษุ ส่วนแห่งสัญญาที่ประกอบด้วยปปัญจธรรมย่อมครอบงำ บุรุษเพราะเหตุใด ถ้าในเหตุนั้นไม่มีการที่จะต้องเพลิดเพลิน การที่จะต้อง ยึดถือ การที่จะต้องกลืนไว้ อันนี้แหละเป็นที่สุดแห่งราคานุสัย เป็นที่สุด แห่งปฏิฆานุสัย เป็นที่สุดแห่งทิฏฐานุสัย เป็นที่สุดแห่งวิจิกิจฉานุสัย เป็น ที่สุดแห่งมานานุสัย เป็นที่สุดแห่งภวราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งอวิชชานุสัย เป็นที่สุดแห่งการจับท่อนไม้ การจับสัสตรา การทะเลาะ การถือผิด การ โต้เถียงกันว่ามึงมึง การส่อเสียด และการกล่าวเท็จ อกุศลธรรมอันเลว ทรามเหล่านี้ย่อมดับไปโดยไม่เหลือในเพราะเหตุนั้น,แล้วไม่ทรงแจกแจง
เนื้อความโดยพิสดารก็ทรงลุกจากอาสนะเสด็จเข้าที่ประทับไปท่านผู้ มีอายุทั้งหลาย เนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยย่อ ไม่ทรงแจกแจงโดยพิสดารนี้ ผมย่อมรู้ทั่วถึงโดยพิสดารดังพรรณนามา ฉะนี้ก็แลเมื่อท่านทั้งหลายปรารถนาก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามเนื้อความนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แก่พวกท่าน อย่างใด พวกท่านพึงทรงจำข้อนั้นไว้อย่างนั้นเถิด”{๒๔๙} [๒๐๕] ลำดับนั้นแลภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระ มหากัจจานะแล้วลุกจากอาสนะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสไว้โดย ย่อว่า‘ดูก่อนภิกษุส่วนแห่งสัญญาที่ประกอบด้วยปปัญจธรรมย่อม ครอบงำบุรุษเพราะเหตุใด ถ้าในเหตุนั้นไม่มีการที่จะต้องเพลิดเพลิน การที่ จะต้องยึดถือ การที่จะต้องกลืนไว้ อันนี้แหละเป็นที่สุดแห่งราคานุสัย เป็น
ที่สุดแห่งปฏิฆานุสัย เป็นที่สุดแห่งทิฏฐานุสัย เป็นที่สุดแห่งวิจิกิจฉานุสัย เป็น ที่สุดแห่งมานานุสัย เป็นที่สุดแห่งภวราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งอวิชชานุสัย เป็นที่สุดแห่งการจับท่อนไม้ การจับศัสตรา การทะเลาะ การถือผิด การ โต้เถียงกันว่ามึงมึง การส่อเสียด และการกล่าวเท็จ อกุศลธรรมอันเลว ทรามเหล่านี้ย่อมดับไปโดยไม่เหลือในเพราะเหตุนั้น’แล้วไม่ทรงแจกแจง เนื้อความโดยพิสดาร ก็ทรงลุกจากอาสนะเสด็จเข้าที่ประทับไป
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าหลีกไปไม่นาน พวก ข้าพระองค์ได้เกิดความสงสัยขึ้นดังนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระ ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสนี้โดยย่อว่า ‘ดูก่อนภิกษุ ส่วนแห่งสัญญา ที่ประกอบด้วยปปัญจธรรมย่อมครอบงำบุรุษเพราะเหตุใด ถ้าในเหตุนั้น ไม่มี การที่จะต้องเพลิดเพลิน การที่จะต้องยึดถือ การที่จะต้องกลืนไว้ อันนี้ แหละเป็นที่สุดแห่งราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งปฏิฆานุสัย เป็นที่สุดแห่งทิฏฐานุสัย เป็นที่สุดแห่งวิจิกิจฉานุสัย เป็นที่สุดแห่งมานานุสัย เป็นที่สุดแห่งภวราคา นุสัย เป็นที่สุดแห่งอวิชชานุสัย เป็นที่สุดแห่งการจับท่อนไม้ การจับศัสตรา
การทะเลาะ การถือผิด การโต้เถียงกันว่ามึงมึง การส่อเสียด และการ กล่าวเท็จอกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านี้ย่อมดับไปโดยไม่เหลือในเพราะ เหตุนั้น, แล้วไม่ทรงแจกแจงเนื้อความโดยพิสดาร ก็ทรงลุกจากอาสนะเสด็จ เข้าที่ประทับไป ใครหนอจะพึงแจกแจงเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยย่อ ไม่ทรงแจกแจงโดยพิสดารให้พิสดารได้’ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพวกข้าพระองค์นั้นได้เกิดความคิดดังนี้ว่า ‘ท่านพระมหากัจจานะนี้แลเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงสรรเสริญไว้ และเพื่อน ร่วมพรหมจรรย์ผู้รู้ทั้งหลายก็ยกย่องกันแล้วก็ท่านพระมหากัจจานะ สามารถที่จะแจกแจงเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ไว้โดยย่อ ไม่ทรงแจกแจงโดยพิสดารให้พิสดารได้ อย่ากระนั้นเลย เรา ทั้งหลายควรพากันไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ครั้นแล้วสอบถาม
เนื้อความนี้กะท่านพระมหากัจจานะ,
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ต่อจากนั้น พวกข้าพระองค์ได้พากันเข้าไปหา ท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ครั้นแล้วสอบถามเนื้อความนี้กะท่านพระมหา กัจจานะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระมหากัจจานะได้ชี้แจงเนื้อความด้วย อาการเหล่านี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้แก่พวกข้าพระองค์”
ทรงสรรเสริญพระมหากัจจานะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหากัจจานะเป็น บัณฑิต เป็นผู้มีปัญญามาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้พวกเธอจะถาม เนื้อความนี้กะเราแม้เราก็จะพึงพยากรณ์เนื้อความนั้นเหมือนกับที่มหา กัจจานะพยากรณ์แล้วนั้น นี่แหละเป็นเนื้อความแห่งข้อนั้น เธอทั้งหลาย จงทรงจำข้อนั้นไว้อย่างนั้นเถิด”
{๒๕๐}เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงกราบทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุปมาเหมือนบุรุษผู้ถูก ความหิวและความเหนื่อยอ่อนครอบงำแล้วมาได้ขนมหวาน เขากินในเวลา ใด ก็พึงได้รับรสอันอร่อยหวานชื่นชูใจในเวลานั้น ฉันใด ภิกษุนักคิดชาติ บัณฑิตใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมบรรยายนี้ด้วยปัญญาในเวลาใด ก็พึง ได้ความพอใจและได้ความเลื่อมใสแห่งใจในเวลานั้นฉันนั้นข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอานนท์ เหตุดังนั้น เธอจง ทรงจำธรรมบรรยายนี้ว่า ‘มธุปิณฑิกบรรยาย, ดังนี้เถิด”
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้วท่านพระอานนท์ ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ มธุปิณฑิกสตรที่ ๘
๙. เทวธาวิตักกสูตร
ว่าด้วยความวิตกสองส่วน
เรื่องวิตก
{๒๕๑} [๒๐๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูล รับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
{๒๕๒} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อครั้งเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ก่อนแต่ตรัสรู้ทีเดียว ได้คิดอย่างนี้ว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงแยกวิตก ให้เป็น สองส่วน’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นจึงแยกกามวิตก พยาปาทวิตก และ วิหิงสาวิตกออกเป็นส่วนหนึ่ง และแยกเนกขัมมวิตก อัพยาปาทวิตก และ อวิหิงสาวิตกออกเป็นส่วนที่ ๒[๒๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่ง นิพพานอยู่อย่างนี้ กามวิตกก็เกิดขึ้น เรานั้นทราบชัดอย่างนี้ว่า ‘กามวิตก เกิดขึ้นแก่เราแล้วแล ก็แต่ว่ากามวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น ทั้งสองบ้าง ทำให้ปัญญาดับ ก่อให้เกิดความคับแค้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน’
- ๑วิตก หมายถึงความที่จิตตรึกหรือนึกคิดอารมณ์ ในที่นี้แยกเป็นสองส่วน คือ อกุศลวิตก ส่วน หนึ่ง กับ กุศลวิตก ส่วนหนึ่ง ส่วนละ ๓ ดังนี้ อกุศลวิตก ๓ คือ (๑) กามวิตก ความ ตรึกที่เกี่ยวเนื่องในทางกาม (๒) พยาบาทวิตก ความตรึกที่เกี่ยวเนื่องในทางพยาบาท (๓) วิหิงสาวิตก ความตรึกที่เกี่ยวเนื่องในทางเบียดเบียน กุศลวิตก ๓ คือ (๑) เนกขัมมวิตก ความ ตรึกที่เกี่ยวเนื่องในทางออกจากกาม (๒) อัพยาบาทวิตก ความตรึกที่เกี่ยวเนื่องในทางไม่พยาบาท (๓) อวิหิงสาวิตก ความตรึกที่เกี่ยวเนื่องในทางไม่เบียดเบียน (นัย ม.มู.อ. ๑/๔0๖)
จบ ๘. มธุปิณฑิกสูตร