arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · โสณเถรวรรค

๖. โสณสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๙–๑๒๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในโสณเถรวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรค โสณสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๒๔๙–๒๕๖

หน้า ๒๔๙

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ ๘ ประการ นี้แลที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วพากันชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานในเวลานั้นว่า

สิ่งที่ปิดไว้ย่อมรั่วได้ สิ่งที่เปิดย่อมไม่รั่ว เพราะฉะนั้น จงเปิดสิ่งที่ปิด เช่นนี้ สิ่งที่เปิดนั้นจักไม่รั่ว

๖. โสณสูตร

วำด้วยพระโสณกุฏิกัณณะออกบวช

{๑๑๙} [๔๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระมหา กัจจานะพำนักอยู่ที่ปวัตตบรรพต ใกล้นครกุรุรฆระ แคว้นอวันตี อุบาสก ชื่อโสณกุฏิกัณณะคอยเป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหากัจจานะครั้งนั้นแล อุบาสกโสณกุฏิกัณณะเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิด ขึ้นอย่างนี้ว่า “พระคุณเจ้ามหากัจจานะแสดงธรรมด้วยอาการใด ๆ เมื่อ เราพิจารณาอยู่ก็เป็นอย่างนั้นจริงด้วยอาการนั้น ๆ อันการที่บุคคลผู้ยัง ครองเรือน อยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียวให้บริสุทธิ์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สิ่งที่ปิดไว้ย่อมรั่วได้ ในที่นี้หมายถึงการที่ภิกษุต้องอาบัติแล้ว เมื่อปกปิดไว้ ยิ่งเป็นเหตุให้ต้อง อาบัติใหม่ข้ออื่น ๆ อีกเรื่อยไป (วิ.อ. ๓/๔๐๑, ขุ.อุ.อ.๓๒๗)
  2. ๒สิ่งที่เปิดย่อมไม่รั่ว ในที่นี้หมายถึงการที่ภิกษุต้องอาบัติแล้ว เมื่อเปิดเผยทำคืนเสีย ก็จะไม่เป็นเหตุให้ต้องอาบัติข้ออื่น ๆ (วิ.อ. ๗/๔๐๑, ขุ.อุ.อ.๓๒๗)
หน้า ๒๕๐

๕. โสณวรรค ๖. โสณสูตร

โดยส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัดแล้ว มิใช่จะทำได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะแล้วออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตดีกว่า”

ต่อจากนั้น อุบาสกโสณกุฏิกัณณะได้เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะ ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้นมัสการท่านพระมหากัจจานะแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบเรียนท่านพระมหากัจจานะดังนี้ว่า

“ท่านขอรับ กระผมขอโอกาส เมื่อกระผมเร้นอยู่ในที่สงัดได้เกิด ความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘พระคุณเจ้ามหากัจจานะแสดงธรรมด้วยอาการใด ๆ เมื่อเราพิจารณาอยู่ก็เป็นอย่างนั้นจริงด้วยอาการนั้น ๆ อันการที่บุคคลผู้ยัง ครองเรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัดแล้ว มิใช่จะทำได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราพึง ปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะแล้วออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตดีกว่า’ ดังนี้ ท่านขอรับ ขอพระคุณเจ้ามหากัจจานะกรุณาโปรดบวชให้ กระผมด้วยเถิด”{๑๒๐} เมื่ออุบาสกโสณกุฏิกัณณะกราบเรียนเช่นนี้แล้ว ท่านพระมหากัจจานะ ได้กล่าวกับเขาว่า “โสณะ การประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งต้องนอนผู้เดียว บริโภค อาหารหนเดียวจนตลอดชีวิต ทำได้ยากนักแล เอาเถอะ โสณะ คุณจง เป็นอคาริกอยู่ในที่นี้แหละแล้วประกอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ พรหมจรรย์ซึ่งต้องนอนผู้เดียว บริโภคอาหารหนเดียวควรแก่กาลเกิด”

เมื่อได้รับคำชี้แจงอย่างนี้ ความตั้งใจที่จะบวชของอุบาสกโสณกุฏิ กัณณะจึงได้ระงับไป

อุบาสกโสณกุฏิกัณณะเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดขึ้นอย่างนี้เป็น ครั้งที่ ๒ ว่า “พระคุณเจ้ามหากัจจานะแสดงธรรมด้วยอาการใด ๆ เมื่อ เราพิจารณาอยู่ก็เป็นอย่างนั้นจริงด้วยอาการนั้น ๆ อันการที่บุคคลผู้ยังครอง เรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียวให้บริสุทธิ์โดย

หน้า ๒๕๑

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

ส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัดแล้ว มิใช่จะทำได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะแล้วออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตดีกว่า”

ต่อจากนั้น อุบาสกโสณกุฏิกัณณะได้เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะ ถึงที่อยู่เป็นครั้งที่ ๒ ครั้นแล้วได้นมัสการท่านพระมหากัจจานะแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบเรียนท่านพระมหากัจจานะ ดังนี้ว่า

“ท่านขอรับ กระผมขอโอกาส เมื่อกระผมเร้นอยู่ในที่สงัดได้เกิดความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘พระคุณเจ้ามหากัจจานะแสดงธรรมด้วยอาการใด ๆ เมื่อเราพิจารณาอยู่ก็เป็นอย่างนั้นจริีงด้วยอาการนั้น ๆ อันการที่บุคคลผู้ยัง ครองเรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียวให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัดแล้ว มิใช่จะทำได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราพึง ปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะแล้วออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตดีกว่า’ ดังนี้ ท่านขอรับ ขอพระคุณเจ้ามหากัจจานะกรุณาโปรดบวชให้ กระผมด้วยเถิด”แม้ในครั้งที่ ๒ ท่านพระมหาภัจจานะก็ได้กล่าวกับเขาว่า “โสณะ การ ประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งต้องนอนผู้เดียว

บริโภคอาหารหนเดียวจนตลอดชีวิต ทำได้ยากนักแล เอาเถอะ โสณะ คุณจงเป็นอคาริกอยู่ในที่นี้แหละแล้วประกอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือพรหมจรรย์ซึ่งต้องนอนผู้เดียว บริโภคอาหารหนเดียว ควรแก่กาลเถิด” เมื่อได้รับคำชี้แจงอย่างนี้ ความตั้งใจที่จะบวชของอุบาสกโสณกุฎิกัณณะได้ระงับไปอุบาสกโสณกุฏิกัณณะเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดขึ้นอย่างนี้เป็น ครั้งที่ ๓ ว่า “พระคุณเจ้ามหากัจจานะแสดงธรรมด้วยอาการใด ๆ เมื่อ เราพิจารณาอยู่ก็เป็นอย่างนั้นจริงด้วยอาการนั้น ๆ อันการที่บุคคลผู้ยังครอง เรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดย

หน้า ๒๕๒

๕. โสณวรรค ๖. โสณสูตร

ส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัดแล้ว มิใช่จะทำได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราพึงปลง ผมและหนวดครองผ้ากาสายะแล้วออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตดีกว่า”

ต่อจากนั้น อุบาสกโสณกุฎิกัณณะได้เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะ ถึงที่อยู่เป็นครั้งที่ ๓ ครั้นแล้วได้นมัสการท่านพระมหากัจจานะแล้วนั่ง ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบเรียนท่านพระมหากัจจานะดังนี้ว่า

“ท่านขอรับ กระผมขอโอกาส เมื่อกระผมเร้นอยู่ในที่สงัดได้เกิด ความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘พระคุณเจ้ามหากัจจานะแสดงธรรมด้วยอาการใด ๆ เมื่อเราพิจารณาอยู่ก็เป็นอย่างนั้นจริงด้วยอาการนั้น ๆ อันการที่บุคคลผู้ยัง ครองเรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัดแล้ว มิใช่จะทำได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราพึง ปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะแล้วออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ดีกว่า’ ดังนี้ ท่านขอรับ ขอพระคุณเจ้ามหากัจจานะกรุณาโปรดบวชให้ กระผมด้วยเถิด”{๑๒๑} ลำดับนั้นแล ท่านมหากัจจานะบรรพชาให้อุบาสกโสณกุฏิกัณณะแล้ว ก็สมัยนั้น แคว้นอวันตีซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้มีภิกษุน้อยรูป ท่านพระ มหากัจจานะจึงจัดหาภิกษุสงฆ์แต่ที่นั้น ๆ ให้ครบองค์ประชุมทศวรรคได้ ด้วยความยากลำบาก ต่อล่วงไปถึง ๓ ปี จึงอุปสมบทให้ท่านพระโสณะได้

หลังจากอุปสมบทได้ ๑ พรรษาแล้ว ท่านพระโสณะหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า “เราไม่เคยเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นเฉพาะพระพักตร์เลย เพียงแต่ได้ฟังมาว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นเช่นนี้ ๆ เท่านั้น ถ้าพระอุปัชฌาย์อนุญาตเรา เราก็ควรจะเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”

ขณะนั้นเป็นเวลาเย็น ท่านพระโสณะออกจากที่เร้น เข้าไปหาท่าน พระมหากัจจานะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้อภิวาทท่านพระมหากัจจานะ นั่ง ณ

หน้า ๒๕๓

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบเรียนท่านว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมขอโอกาส เมื่อกระผมเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘เราไม่เคยเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเฉพาะพระพักตร์เลย เพียงแต่ได้ฟังว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นเช่นนี้ ๆ เท่านั้น ถ้าพระอุปัชฌาย์อนุญาตเรา เราก็ควรจะเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”

ท่านพระมหากัจจานะตอบว่า “ดีแล้ว ๆ โสณะ เธอจงไปเฝ้าพระผู้ มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเถิด เธอจักได้เข้าเฝ้าพระผู้ มีพระภาคเจ้าผู้น่าเลื่อมใส ควรแก่ความเลื่อมใส ทรงมีพระอินทรีย์สงบ มีพระทัยสงบ บรรลุถึงความสงบและความสุขอย่างสูงสุด ฝึกพระองค์ คุ้มครองพระองค์ สำรวมพระอินทรีย์ เป็นผู้ประเสริฐพระองค์นั้น ครั้นได้เข้าเฝ้าแล้วจงถวายบังคมพระยุคลบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจงกราบทูล อย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระมหากัจจานะพระอุปัชณาย์ของข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระยุคลบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า’ และจงกราบทูลพระองค์ว่า ‘ท่านพระมหากัจจานะพระอุปัชฌาย์ของข้าพระองค์ขอกราบทูลถามพระองค์ถึงการที่ทรงมีอาพาธน้อย

มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า มีพระกำลังและความประทับอยู่สำราญ”ท่านพระโสณะรับว่า “ได้ขอรับ” กล่าวอนุโมทนาชื่นชมภาษิตของท่านพระมหากัจจานะแล้วลุกจากอาสนะ กราบพระเถระ กระทำประทักษิณ แล้วไปเก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรจีวร มุ่งหน้าไปยังพระนครสาวัตถี เดินทางไปโดยลำดับจนถึงพระนครสาวัตถี ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ครั้นแล้วถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระมหากัจจานะพระอุปัชฌาย์ของข้าพระองค์ขอถวาย บังคมพระยุคลบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า และขอกราบทูลถาม

หน้า ๒๕๔

๕. โสณวรรค ๖. โสณสูตร

พระองค์ถึงการที่ทรงมีอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่ามีพระกำลังและความประทับอยู่สำราญ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอพออดทนได้ไหม พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ไหม เดินทางไกลมาด้วยความลำบากเล็กน้อยหรือ ไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ”

ท่านพระโสณะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ พออดทนได้ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ เดินทางไกลมาด้วยความลำบากเล็กน้อย ไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต พระพุทธเจ้าข้า”

{๑๒๒} ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อน อานนท์ เธอจงจัดเสนาสนะต้อนรับภิกษุอาคันตุกะรูปนี้” จึงท่านพระอานนท์คิดว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระบัญชาเราเพื่อภิกษุรูปใดว่า ‘ดูก่อนอานนท์ เธอจงจัดเสนาสนะต้อนรับภิกษุอาคันตุกะรูปนี้’ แสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารถนาจะประทับอยู่ในพระวิหารแห่งเดียวกับ ภิกษุรูปนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าคงจะทรงปรารถนาจะประทับอยู่ในพระ วิหารแห่งเดียวกับท่านพระโสณะเป็นแน่” จึงจัดเสนาสนะต้อนรับท่านพระ โสณะในพระวิหารอันเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระโสณะถวายเทศน์พระพุทธเจ้า

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่แจ้งจนดึกจึงเสด็จเข้า พระวิหาร แม้ท่านพระโสณะก็ยับยั้งอยู่ในที่แจ้งจนดึกจึงเข้าพระวิหาร ครั้น เวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตื่นพระบรรทมแล้วทรง อัชเฌสนาการท่านพระโสณะว่า “ดูก่อนภิกษุ ธรรมจงปรากฏชัดกะเธอที่ จะกล่าว”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทรงอัชเฌสนาการ หมายถึงทรงเชื้อเชิญหรือทรงนิมนต์ให้แสดงธรรม
หน้า ๒๕๕

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

ท่านพระโสณะกราบทูลสนองพระพุทธบัญชาว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” แล้วได้สวดพระสูตรทั้งหมด ๑๖ สูตร อันมีอยู่ในอัฏฐกวรรค โดยทำนองสรภัญญะ

ครั้นจบสรภัญญะของท่านพระโสณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทาน สาธุการว่า “สาธุ สาธุ ภิกษุ สูตรทั้งหลายที่มีในอัฏฐกวรรค เธอเรียนมาดีแล้ว ทำไว้ในใจดีแล้ว ทรงจำได้แม่นยำดีแล้ว เธอเป็นผู้ประกอบ ด้วยวาจาไพเราะ สละสลวย ไม่มีที่น่าตำหนิ ให้รู้ใจความได้แจ่มชัด เธอ มีพรรษาเท่าไรเล่า ภิกษุ”ท่านพระโสณะกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้ามีพรรษาเดียว พระพุทธเจ้าข้า”

“เพราะเหตุไร เธอจึงได้ทำชักช้าอยู่เช่นนั้นเล่า ภิกษุ”

“ข้าพระพุทธเจ้าเห็นโทษในกามทั้งหลายนานแล้ว แต่เพราะฆราวาสคับแคบ มีกิจมาก มีสิ่งที่จะต้องทำมาก จึงได้ทำชักช้าอยู่ พระพุทธเจ้าข้า”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความข้อนี้แล้ว จึงทรงเปล่ง พระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

อารยชนเห็นโทษในโลก ทราบธรรมที่ปราศจาก

อุปธิแล้ว จึงไม่ยินดีในบาป เพราะคนสะอาดย่อมไม่

ยินดีในบาป

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระสูตรทั้งหลายอันมีอยู่ในอัฏฐกวรรค หมายถึงพระสูตรจำนวน ๑๖ สูตร มีกามสูตรเป็นต้น ซึ่งมีปรากฏอยู่ในอัฏฐกวรรค อันเป็นวรรคที่ ๔ แห่งคัมภีร์สุตตนิบาต ขุททกนิกาย {ดู ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/ข้อ ๗๗๓-๙๘๒}
  2. ๒ทำนองสรภัญญะ หมายถึงการกล่าวเน้นเสียงเป็นทำนองแห่งคำฉันท์ (ขุ.อุ.อ. ๓๓๔)
  3. ๓ธรรมที่ปราศจากอุปธิ หมายถึงธรรมคือพระนิพพาน (ขุ.อุ.อ. ๓๓๖)
หน้า ๒๕๖

๕. โสณวรรค ๘. อานันทสูตร

๗. กังขาเรวตสูตร

ว่าด้วยการละความสงสัยได้ทั้งหมด

{๑๒๓} [๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระ กังขาเรวตะนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง พิจารณากังขาวิตรณวิสุทธิของตนอยู่ ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระกังขาเรวตะนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง พิจารณากังขาวิตรณวิสุทธิของตนอยู่อย่างนั้นลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ความสงสัยในอัตภาพนี้หรือในอัตภาพอื่น ในความรู้ของตนหรือในความรู้ของผู้อื่น บุคคลผู้เพ่งพินิจ มีความเพียรประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมละได้ทั้งหมด

๘. อานันทสูตร

ว่าด้วยคนดีทำชั่วได้ยาก

{๑๒๔} [๔๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อัน เป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็ครั้งนั้นแล

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กังขาวิตรณวิสุทธิ หมายถึงทั้งความบริสุทธิ์เพราะข้ามพ้นความสงสัยทั้งปวงได้โดยไม่เหลือ และ ความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงจากเหล่ากิเลสอื่น ๆ ที่ตนต้องละ (ขุ.อุ.อ. ๓๓๗)

จบ ๖. โสณสูตร