arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · โสณเถรวรรค

๕. อุโปสถสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๖–๑๑๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในโสณเถรวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรค อุโปสถสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๒๔๐–๒๔๙

หน้า ๒๔๐

๕. โสณวรรค ๕. อุโปสถสูตร

พวกเด็กกราบทูลว่า “พวกข้าพระองค์กลัวความทุกข์ ไม่ชอบความทุกข์ อย่างที่พระองค์ตรัสนั่นแหละ พระพุทธเจ้าข้า”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ถ้าพวกเธอกลัวความทุกข์ ไม่ชอบความทุกข์ ก็อย่า

ทำความชั่วทั้งในที่ลับหรือในที่แจ้ง หากพวกเธอ

จักทำหรือกำลังทำความชั่ว ถึงจะเหาะหนีไปก็ไม่พ้นความ

ทุกข์ไปได้เลย

๕. อุโปสถสูตร

ว่าด้วยความมหัศจรรย์ของมหาสมุทรกับพระธรรมวินัย ๘ ประการ

{๑๑๖} [๔๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขามิคารมาตา ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่เมื่อล่วงเข้าราตรีแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ท่านพระอานนท์ลุกจาก อาสนะ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ประนมมือหันไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ล่วงเข้าราตรีแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งอยู่นานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรดแสดงพระปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

หน้า ๒๔๑

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

เมื่อพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิ่งอยู่

เมื่อมัชฌิมยามแห่งราตรีผ่านไป ท่านพระอานนท์ลุกจากอาสนะ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ประนมมือหันไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ล่วงเข้าราตรีแล้ว มัชณิมยามผ่านไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นิ่งอยู่นานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรดแสดงพระปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงนิ่งอยู่

เมื่อปัจฉิมยามแห่งราตรีผ่านไป แสงเงินแสงทองขึ้นแล้ว ราตรีสว่างแล้ว ท่านพระอานนท์ลุกจากอาสนะ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ประนมมือหัน ไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น ครั้งที่ ๓ ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ล่วงเข้าราตรีแล้ว ปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว แสงเงินแสงทองขึ้นแล้ว ราตรีสว่างแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งอยู่นานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาโปรดแสดงพระปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ที่ประชุมไม่บริสุทธิ์”

ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะดำริดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาค เจ้าทรงหมายถึงผู้ใดหนอจึงตรัสอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนอานนท์ บริษัทไม่บริสุทธิ์’ จึงกำหนดใจด้วยใจ กระทำภิกษุสงฆ์ทั้งหมดไว้ในใจแล้ว

ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้เห็นผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีความประพฤติไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปิดบังการกระทำไว้ มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะ มิใช่พรหมจารี แต่ปฏิญาณตนว่า เป็นพรหมจารี เป็นผู้เน่าภายใน ถูกราคะกลุ้มรุม เป็นเหมือนขยะ นั่งอยู่ ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ด้วย ครั้นเห็นแล้วจึงเข้าไปหาบุคคลนั้นแล้วบอกว่า

หน้า ๒๔๒

๕. โสณวรรค ๕. อุโปสถสูตร

“ลุกขึ้นเถอะ คุณ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นคุณแล้ว คุณไม่มีสิทธิอยู่ ร่วมกับภิกษุทั้งหลายอีกต่อไป”

แม้ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวอย่างนี้แล้ว บุคคลนั้นก็นิ่งเฉยเสีย ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะบุคคลนั้นเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ลุกขึ้นเถอะ คุณ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นคุณแล้ว คุณไม่มีสิทธิอยู่ร่วมกับภิกษุ ทั้งหลายอีกต่อไป”

แม้ครั้งที่ ๒ บุคคลนั้นก็ยังนิ่งเฉยอยู่ ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะบุคคลนั้นเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ลุกขึ้นเถอะ คุณ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นคุณแล้ว คุณไม่มีสิทธิอยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลายอีกต่อไป”

แม้ครั้งที่ ๓ บุคคลนั้นก็ยังนิ่งเฉยอยู่

ลำดับนั้นท่านพระมหาโมคคัลลานะจับแขนบุคคลนั้นฉุดให้ออกไปนอกซุ้มประตู ใส่กลอนแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ให้บุคคลนั้นออกไปแล้ว บริษัทบริสุทธิ์แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรดแสดงพระปาติโมกข์ แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนโมคคัลลานะ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมี ที่โมฆบุรุษนั้นจักมาร่วมจนถึงต้องฉุดแขนออกไป”

ความอัศจรรย์ของมหาสมุทร ๘ ประการ

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่ทำอุโบสถ แสดงปาติโมกข์ ตั้งแต่นี้ไป พวกเธอพึงทำอุโบสถ แสดง ปาติโมกข์กันเองเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่ตถาคต จักทำอุโบสถ จักแสดงปาติโมกข์ในเมื่อที่ประชุมไม่บริสุทธิ์

หน้า ๒๔๓

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

{๑๑๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในมหาสมุทรมีความอัศจรรย์ไม่เคยมีอยู่ ๘ ประการ ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วพากันชื่นชมยินดีอยู่ในมหาสมุทรกัน ความอัศจรรย์ ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวมาแต่เดิมไม่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรลาด ลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวมาแต่เดิมไม่ นี้เป็นความ อัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีใน มหาสมุทรกันประการที่ ๑

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง นี้เป็น ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีในมหาสมุทร กันประการที่ ๒

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรไม่ระคนปนอยู่กับซากศพที่ตายแล้ว ซากศพที่มีอยู่ในมหาสมุทรย่อมถูกคลื่นชัดลอยเข้าหาฝั่งขึ้นบนบก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ซากศพที่มีอยู่ในมหาสมุทรถูกคลื่นชัดลอย เข้าหาฝั่งขึ้นบนบก นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวกอสูร พบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกันประการที่ ๓

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำสายใหญ่ ๆ บรรดามี คือ แม่นํ้าคงคา แม่น้ำยมุนา แม่นํ้าอจิรวดี แม่นํ้าสรภู แม่นํ้ามหี ไหลไปถึงมหาสมุทร แล้วย่อมละชื่อเสียงเดิมเสีย รวมเรียกว่ามหาสมุทรทั้งหมด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่แม่น้ำสายใหญ่ ๆ บรรดามี คือ แม่น้ำคงคา แม่นํ้ายมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่นํ้าสรภู แม่นํ้ามหี ไหลไปถึงมหาสมุทรแล้วย่อมละชื่อเสียงเดิมเสีย รวมเรียกว่ามหาสมุทรทั้งหมด นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมี ในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกันประการที่๔

หน้า ๒๔๔

๕. โสณวรรค ๕. อุโปสถสูตร

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย แม่นํ้าทุกสายในโลกย่อมไหลไปรวมลงในมหาสมุทร ทั้งสายฝนจากฟ้าก็ตกลงในมหาสมุทร แต่มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะนํ้านั้น ๆ เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้อที่แม่นํ้าทุกสายในโลกย่อมไหลไปรวมลงในมหาสมุทร ทั้งสายฝนจากฟ้าก็ตกลงในมหาสมุทร แต่มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้น ๆ เลย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกันประการที่ ๕อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรมีรสอย่างเดียวคือรสเค็ม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรมีรสอย่างเดียวคือรสเค็ม นี้เป็นความ อัศจรรยไม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกันประการที่ ๖

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต นี้เป็นความอัศจรรย์!ม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึง ชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกันประการที่ ๗อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่หลายชนิด สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาติมิติมิงคละ ปลามหาติมิงคละ พวกอสูร พวกนาค พวกคนธรรพ์ ในมหาสมุทรสัตว์ที่มีลำตัวตั้ง ๑๐๐ โยชน์ก็มี ๒๐๐ โยชน์ก็มี ๓๐๐ โยชน์ก็มี ๔๐๐ โยชน์ก็มี ๕๐๐ โยชน์ก็มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้อที่มหาสมุทร เป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ สิ่งมีชีวิตขนาด

หน้า ๒๔๕

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

ใหญ่ในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาติมิติมิงคละ ปลามหาติมิงคละ พวกอสูร พวกนาค พวกคนธรรพ์ ในมหาสมุทรสัตว์ที่มีลำตัวตั้ง ๑๐๐ โยชน์ก็มี ๒๐๐ โยชน์ก็มี ๓๐๐ โยชน์ก็มี ๔๐๐ โยชน์ก็มี ๕๐๐ โยชน์ก็มี นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกันประการที่ ๘

{๑๑๘} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในมหาสมุทรมีความอัศจรรย์ไม่เคยมีอยู่ ๘ ประการนี้แลที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินคือยู่ในมหาสมุทรกัน

ความอัคจรรย์ของพระธรรมวินัย ๘ ประการ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรยไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ก็มี ๘ประการ ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการ กระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ หาได้มีการบรรลุอรหัตตผล มาแต่แรกเริ่มไม่ เหมือนมหาสมุทรที่ลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับหาได้โกรกชันเหมือนเหวมาแต่เติมไม่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ในธรรมวินัยนี้มี การศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มีการศึกษาไปตามลำดับ หมายถึงไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีการกระทำไปตามลำดับ หมายถึงธุดงคธรรม ๑๓ ข้อ มีการปฎิบัติไปตามลำดับ หมายถึงอนุปัสสนา ๗ มหาวิปัสสนา ๑๘ อารัมมณวิภัตติ ๓๘ และโพธิปักขิยธรรม ๓๗ หาได้มีการบรรลุอรหัตตผลมาแต่แรกเริ่มไม่ หมายถึงในพระธรรมวินัยนี้ ไม่มีข้อที่บุคคลไม่บำเพ็ญศีลเป็นต้นมาแต่แรกเริ่มแล้วจะบรรลุอรหัตตผล ได้เหมือนอย่างการก้าวกระโดดของกบ มีแต่ข้อที่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาไปตามลำดับ จึงจะสามารถบรรลุได้ (องฺ.อฏฐกอ. ๒๔๔ ขุ.อุ.อ.๓๒๔)
หน้า ๒๔๖

๕. โสณวรรค ๕. อุโปสถสูตร

หาได้มีการบรรลุอรหัตผลมาแต่แรกเริ่มไม่ นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมี ในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ ประการที่ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายของเราจะไม่ยอมล่วงละเมิดสิกขาบท ที่เราบัญญัติแล้วแก่สาวกทั้งหลายแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต เหมือนมหาสมุทร ที่เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่งฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อ ที่สาวกทั้งหลายของเราจะไม่ยอมล่วงละเมิดสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้แล้วแก่ สาวกทั้งหลายแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๒

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีความประพฤติไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปิดบังการกระทำไว้ มิใช่สมณะแต่ปฏิญาณ ตนว่าเป็นสมณะ มิใช่พรหมจารีแต่ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารี เป็นผู้ เน่าภายใน ถูกราคะกลุ้มรุม เป็นเหมือนขยะ สงฆ์จะไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น แต่จะประชุมกันยกเธอเสียโดยพลัน แม้ว่าเธอจะนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอก็ชื่อว่าอยู่ห่างจากสงฆ์ และสงฆ์ก็อยู่ห่างจากเธอ เหมือนมหาสมุทรที่ไม่ระคนปนอยู่กับซากคพที่ตายแล้ว ซากศพที่มีอยู่ใน มหาสมุทรจะถูกคลื่นซัดลอยเข้าหาฝั่่งขึ้นบนบกฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลใดเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีความประพฤติไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปิดบังการกระทำไว้ มิใช่สมณะแต่ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะ มิใช่พรหมจารีแต่ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารี เป็นผู้เน่าภายใน ถูกราคะกลุ้มรุม เป็นเหมือน ขยะ สงฆ์จะไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น แต่จะประชุมกันยกเธอเสียโดยพลัน แม้ว่าเธอจะนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอก็ชื่อว่าอยู่ห่างจากสงฆ์ และสงฆ์ก็อยู่ห่างจากเธอ นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่ เคยมีในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๓

หน้า ๒๔๗

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วรรณะ ๔ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและตระกูลเดิมเสีย รวมเรียกว่าสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทั้งหมด เหมือน แม่น้ำสายใหญ่ ๆ บรรดามี คือ แม่นํ้าคงคา แม่นํ้ายมุนา แม่นํ้า อจิรวดี แม่นํ้าสรภู แม่นํ้ามหี ไหลไปถึงมหาสมุทรแล้วย่อมละชื่อเสียงเดิมเสีย รวมเรียกว่ามหาสมุทรทั้งหมดฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่วรรณะ ๔ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกจากเรือนมาบวช เป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและตระกูลเดิม เสีย รวมเรียกว่าสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทั้งหมด นี้เป็นความ

อัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรม วินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๔ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุแม้จะมีจำนวนมาก ถ้าปรินิพพานไปด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็ม เพราะการปรินิพพานนั้นเลย เหมือนแม่นํ้าทุกสายในโลกย่อมไหลไปรวมลง ในมหาสมุทร ทั้งสายฝนจากฟ้าก็ตกลงในมหาสมุทร แต่มหาสมุทรก็มิได้ ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะนํ้านั้น ๆ เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ ภิกษุแม้จะมีจำนวนมาก ถ้าปรินิพพานไปด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะการปรินิพพานนั้นเลย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีใน ธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๕ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมวินัยนี้มีรสเพียงรสเดียวคือวิมุตติรส เหมือนมหาสมุทรที่มีรสเพียงรสเดียวคือรสเค็มฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุไม่มีอุปาทิเหลือ ภาวะดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ คือสิ้นทั้งกิเลสและชีวิต หมายถึงภาวะสิ้นชีวิตของพระอรหันต์ (นัย ขุ.อิติ.อ. ๑๘๘)
หน้า ๒๔๘

๕. โสณวรรค ๕. อุโปสถสูตร

ข้อที่ธรรม วินัยนี้มีรสเพียงรสเดียวคือวิมุตติรส นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคย มีในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๖

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะ ในธรรมวินัยนั้นเหล่านี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เหมือนมหาสมุทรที่มี รัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในธรรมวินัยนั้นเหล่านี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัย ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่

๗ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมวินัยนี้เป็นที่พำนักอาศัยของคนใหญ่ ๆ คนใหญ่ ๆ ในธรรมวินัยนั้นเหล่านี้ คือ โสดาบัน ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง โสดาปัตติผล สกทาคามี ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล อนาคามี ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล อรหันต์ ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นอรหันต์ เหมือนมหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ สิ่งมี ชีวิตขนาดใหญ่ในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลา ติมิติมิงคละ ปลามหาติมิงคละ พวกอสูร พวกนาค พวกคนธรรพ์ ใน มหาสมุทรสัตว์ที่มีลำตัวตั้ง ๑๐๐ โยชน์ก็มี ๒๐๐ โยชน์ก็มี ๓๐๐โยชน์ก็มี ๔๐๐ โยชน์ก็มี ๕๐๐ โยชน์ก็มีฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ธรรมวินัยนี้เป็นที่ พำนักอาศัยของคนใหญ่ ๆ คนใหญ่ ๆ ในธรรมวินัยนั้นเหล่านี้ คือ โสดาบัน ... ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นอรหันต์ นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัย ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่ประการที่ ๘

หน้า ๒๔๙

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ ๘ ประการ นี้แลที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วพากันชื่นชมยินดีในธรรมวินัยนี้กันอยู่”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานในเวลานั้นว่า

สิ่งที่ปิดไว้ย่อมรั่วได้ สิ่งที่เปิดย่อมไม่รั่ว เพราะฉะนั้น จงเปิดสิ่งที่ปิด เช่นนี้ สิ่งที่เปิดนั้นจักไม่รั่ว

๖. โสณสูตร

วำด้วยพระโสณกุฏิกัณณะออกบวช

{๑๑๙} [๔๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระมหา กัจจานะพำนักอยู่ที่ปวัตตบรรพต ใกล้นครกุรุรฆระ แคว้นอวันตี อุบาสก ชื่อโสณกุฏิกัณณะคอยเป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหากัจจานะครั้งนั้นแล อุบาสกโสณกุฏิกัณณะเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิด ขึ้นอย่างนี้ว่า “พระคุณเจ้ามหากัจจานะแสดงธรรมด้วยอาการใด ๆ เมื่อ เราพิจารณาอยู่ก็เป็นอย่างนั้นจริงด้วยอาการนั้น ๆ อันการที่บุคคลผู้ยัง ครองเรือน อยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียวให้บริสุทธิ์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สิ่งที่ปิดไว้ย่อมรั่วได้ ในที่นี้หมายถึงการที่ภิกษุต้องอาบัติแล้ว เมื่อปกปิดไว้ ยิ่งเป็นเหตุให้ต้อง อาบัติใหม่ข้ออื่น ๆ อีกเรื่อยไป (วิ.อ. ๓/๔๐๑, ขุ.อุ.อ.๓๒๗)
  2. ๒สิ่งที่เปิดย่อมไม่รั่ว ในที่นี้หมายถึงการที่ภิกษุต้องอาบัติแล้ว เมื่อเปิดเผยทำคืนเสีย ก็จะไม่เป็นเหตุให้ต้องอาบัติข้ออื่น ๆ (วิ.อ. ๗/๔๐๑, ขุ.อุ.อ.๓๒๗)

จบ ๕. อุโปสถสูตร