พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · โสณเถรวรรค
๔. กุมารกสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในโสณเถรวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรค กุมารกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๒๓๙–๒๔๐
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
หลายแสนปี ทั้งเพราะยังมีผลของอกุศลกรรมนั้นเหลืออยู่ เขาจึงได้เกิด เป็นคนขัดสน กำพร้า น่าสงสาร อยู่ในพระนครราชคฤห์นี่แหละ เขาอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตทรงประกาศแล้ว จึงสมาทานศรัทธา สมาทานศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ครั้นทำเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไป เขาจึงบังเกิดใน สุคติโลกสวรรค์ เป็นสหายกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขามีรูปสมบัติและยศ สมบัติรุ่งเรืองกว่าเทพเหล่าอื่นในชั้นดาวดึงส์นั้น”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
บัณฑิต เมื่อความบากบั่นมีอยู่ ก็พึงงดเว้นความชั่ว
ทุกอย่างในโลกเสีย เหมือนคนตาดีหลีกทางขรุขระฉะนั้น
๔. กุมารกสูตร
ว่าด้วยทรงประทานโอวาทแก่เด็กจับปลา
{๑๑๕} [๔๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล เด็กหลายคน กำลังจับปลาอยู่ในระหว่างพระนครสาวัตถีกับพระวิหารเชตวัน
ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ได้ทอด พระเนตรเห็นเด็กพวกนั้นกำลังจับปลาอยู่ในที่นั้น จึงเสด็จเข้าไปหาพวกเขา แล้วได้ตรัสถามว่า "เด็ก ๆ ทั้งหลาย พวกเธอกลัวความทุกข์ ไม่ชอบความทุกข์มิใช่หรือ”
๕. โสณวรรค ๕. อุโปสถสูตร
พวกเด็กกราบทูลว่า “พวกข้าพระองค์กลัวความทุกข์ ไม่ชอบความทุกข์ อย่างที่พระองค์ตรัสนั่นแหละ พระพุทธเจ้าข้า”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ถ้าพวกเธอกลัวความทุกข์ ไม่ชอบความทุกข์ ก็อย่า
ทำความชั่วทั้งในที่ลับหรือในที่แจ้ง หากพวกเธอ
จักทำหรือกำลังทำความชั่ว ถึงจะเหาะหนีไปก็ไม่พ้นความ
ทุกข์ไปได้เลย
๕. อุโปสถสูตร
ว่าด้วยความมหัศจรรย์ของมหาสมุทรกับพระธรรมวินัย ๘ ประการ
{๑๑๖} [๔๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขามิคารมาตา ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่เมื่อล่วงเข้าราตรีแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ท่านพระอานนท์ลุกจาก อาสนะ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ประนมมือหันไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ล่วงเข้าราตรีแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งอยู่นานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรดแสดงพระปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
จบ ๔. กุมารกสูตร