พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · โสณเถรวรรค
๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๒–๑๑๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในโสณเถรวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรค สุปปพุทธกุฏฐิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๒๓๕–๒๓๙
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
ทั้งนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้ ๗ วัน มารดาจะเสด็จสวรรคต เข้าถึงหมู่เทพชั้นดุสิต”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
เหล่าสัตว์ที่เกิดมาแล้วและที่จะเกิดต่อไป ทั้งหมดจะ
ต้องละทิ้งร่างกายไป ผู้ฉลาดทราบถึงความเสื่อมของ
สัตว์ทั้งปวงนั้นแล้ว พึงพากเพียรประพฤติพรหมจรรย์
๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร
ว่าด้วยทรงแสดงอริยสัจโปรดสุปปพุทธกุฎฐิ
{๑๑๒} [๔๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็ครั้งนั้นแล ในพระนครราชคฤห์มีชายโรคเรื้อนคนหนึ่งชื่อสุปปพุทธะเป็นคนขัดสน กำพร้า น่าสงสาร วันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัทหมู่ใหญ่สุปปพุทธะได้เห็นหมู่มหาชนชุมนุมกันอยู่แต่ไกลทีเดียว จึงคิดว่า “ในที่นี้เขาคงแจกของกินของใช้บางอย่างโดยไม่ต้องสงสัย แม้เราเองก็ควร จะได้ของกินของใช้อะไรกะเขาในที่นี้บ้าง”ต่อจากนั้น เขาจึงได้เข้าไปยังหมู่มหาชนนั้น ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัทหมู่ใหญ่ จึงคิดว่า “ในที่นี้ เขาคงไม่แจกของกินของใช้อะไรกัน พระสมณโคดมนี้กำลังทรงแสดงธรรม
๕. โสณวรรค ๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร
อยู่ท่ามกลางที่ประชุม อย่ากระนั้นเลยเราก็ควรฟังธรรมกะเขาด้วย” จึงนั่งลงตรงนั้นนั่นเองด้วยตั้งใจว่า “ถึงเราก็จักฟังธรรม”
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดใจของบริษัททุกคนด้วย พระทัยแล้วทรงกำหนดในพระทัยว่า “ในที่ประชุมนี้ ใครหนอสามารถที่จะรู้แจ้งธรรมได้” พระองค์ได้ทรงเห็นสุปปพุทธะนั่งอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย จึงทรงดำริว่า “ในที่ประชุมนี้ ชายคนนี้แหละสามารถที่จะรู้แจ้งธรรมได้” พระองค์จึงทรงปรารภสุปปพุทธะตรัสอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา กามาทีนวกถา เนกขัมมานิสังสกถาในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่านายสุปปพุทธะ เป็นผู้มีจิตควร(แก่การบรรลุธรรม) อ่อนโยน ไม่มีนิวรณ์ บันเทิง ผ่องใส พระองค์จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วย พระองค์เอง ได้แก่ อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
- ๑อนุปุพพิกถา หมายถึงพระธรรมเทศนาที่แสดงไปโดยลำดับเพื่อฟอกจิตให้หมดจดเป็นขั้นๆ จากง่ายไปหายาก เพื่อเตรียมจิตของผู้ฟังให้พร้อมที่จะรับฟังอริยสัจต่อไป มี ๕ คือ (๑) ทานกถา พรรณนาทาน คือกล่าวถึงคุณของทานโดยประการต่าง ๆ เช่น ทานเป็นเหตุแห่งความสุข เป็น รากฐานแห่งสรรพสมบัติ เป็นแหล่งเกิดโภคสมบัติทั้งหลาย เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า (๒) สีลกถา พรรรณนาศีล คือกล่าวถึงคุณของศีลเป็นต้นว่าศีลเป็นที่พึ่ง ที่อาศัย ที่พักหน่วงเหนี่ยว โภคสมบัติทั้งหลายทั้งในโลกนี้และโลกหน้าล้วนอาศัยศีลเป็นที่พึ่งอาศัย จึงได้มา (๓) สัคคกถา พรรณนาสวรรค์คือความสุขที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาม คือกล่าวถึงความสุข ในสวรรค์ว่าน่าปรารถนา น่าใคร น่าพอใจ เป็นต้น ซึ่งในการที่จะเข้าถึงได้ ต้องให้ทาน รักษาศีล (๕) กามาทีนวกถา พรรณนาโทษเป็นต้นของกาม คือกล่าวถึงโทษ ข้อบกพร่องต่าง ๆ ของกามทั้งหลาย เช่น กามสุขในสวรรค์ว่าไม่ยั่งยืน มีช่วงยินดีน้อย มีทุกข์มีความคับแค้นมาก (๕) เนกขัมมานิสังสกถา พรรณนาอานิสงส์ในการออกจากกาม คือกล่าวถึงความมีจิตอิสระ ปลอดโปร่งในการไม่ติดใจเพลิดเพลินอยู่ในกาม การออกบวชเพี่อให้มีฉันทะที่จะแสวงหาความดี งามและความสุขที่สงบประณีตอย่างแท้จริง (นัย ม.ม.อ. ๖๘-๖๙, ที.สี.อ. ๒๕๐, ที.ม.อ. ๖๘-๖๙, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๓๕-๒๓๖, ขุ.อุ.อ. ๓๐๐-๓๐๒)
- ๒เรียกว่า สามุกกังสิกเทศนา หรือ อริยสัจจเทศนา (ที.สี.อ. ๒๕๐, ม.ม.อ. ๗๐, องฺ.อฏฺุฐก.อ. ๒๓๗, ขุ.อุ.อ. ๓๐๓)
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
ธรรมจักษุที่ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่สุปปพุทธกุฏฐิ ณ ที่นั่งนั่นแลว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” เหมือนผ้าที่สะอาดปราศจากด่างดำสมควร รับนํ้าย้อมได้ดีฉะนั้น
{๑๑๓} ลำดับนั้น สุปปพุทธะได้เห็น ได้บรรลุ ได้รู้แจ้ง ได้หยั่งถึงอริยสัจ ธรรมแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อใครอีกในศาสนาของพระศาสดา ลุกจากอาสนะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนหงายของที่ควํ่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปไว้ในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีสายตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดจำข้าพระองค์ไว้ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึง สรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”หลังจากนั้น สุปปพุทธะผู้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลุกจากอาสนะ ถวายบังคม กระทำ ประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไป ขณะนั้นโคแม่ลูกอ่อนได้ขวิด สุปปพุทธะผู้ออกไปเพียงครู่เดียวจนล้มลงถึงแก่ความตาย
- ๑ธรรมจักษุ ดวงตาเห็นธรรม ในที่นี้หมายถึงโสดาปัตติมรรค (ขุ.อุ.อ. ๓๐๓)
๕. โสณวรรค ๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร
ต่อจากนั้นไม่นาน ภิกษุเป็นจำนวนมากพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ สุปปพุทธะที่พระองค์ตรัสชี้แจ้งให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาได้ถึงแก่ความตายเสียแล้ว คติและสัมปรายภพของเขาเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุปปพุทธะเป็นบัณฑิต ปฏิบัติธรรมตามที่เราสั่งสอนแล้ว เป็นผู้ว่าง่าย เธอเป็นโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็น ผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”
{๑๑๔} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลถาม พระองค์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ สุปปพุทธะเป็นคนขัดสน กำพร้า น่าสงสาร”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชาติก่อน สุปปพุทธะเป็นบุตรเศรษฐีอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง เขาออกไปเดิน เที่ยวที่สวนสาธารณะได้เห็นพระตครสิขีปัจเจกพุทธเจ้ากำลังเข้าไปบิณฑบาตในพระนคร จึงคิดว่า ‘ใครนี่เป็นโรคเรื้อนห่มผ้าสกปรกเที่ยวไปอยู่’ เขา ถ่มน้ำลายแสดงความไม่เคารพแล้วเดินจากไป เขาหมกไหม้อยู่ในนรก
- ๑เป็นโสดาบัน หมายถึงผู้แรกเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรคที่จะนำไปสู่นิพพาน (ที.สี.อ. ๒๘๑, ม.มู.อ. ๑/๑๗๔. องุ.ติก.อ. ๒๔๒, ขุ.อุ.อ. ๓๑๐) จัดเป็นพระอริยบุคคลชั้นแรกสุดในพระพุทธศาสนา
- ๒สังโยชน์ ๓ ในที่นี้หมายถึงกิเลสที่โสดาบันบุคคลละได้ ๓ อย่าง คือ (๑) สักกายทิฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยอำนาจศีลพรต (นัย ม.มู.อ. ๒/๒๒)
- ๓มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา คือ ไม่มีอันต้องไปเกิดในอบายภูมิ ๔ คือ สัตว์นรก กำเนิด สัตว์ดิรัจฉาน เเดนเปตร เเละพวกอสุรกาย (ที.สี.อ. ๒๘๑, ที.ม.อ. ๑๔๕, ขุ.อุ.อ.๓๑๐)
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
หลายแสนปี ทั้งเพราะยังมีผลของอกุศลกรรมนั้นเหลืออยู่ เขาจึงได้เกิด เป็นคนขัดสน กำพร้า น่าสงสาร อยู่ในพระนครราชคฤห์นี่แหละ เขาอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตทรงประกาศแล้ว จึงสมาทานศรัทธา สมาทานศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ครั้นทำเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไป เขาจึงบังเกิดใน สุคติโลกสวรรค์ เป็นสหายกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขามีรูปสมบัติและยศ สมบัติรุ่งเรืองกว่าเทพเหล่าอื่นในชั้นดาวดึงส์นั้น”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
บัณฑิต เมื่อความบากบั่นมีอยู่ ก็พึงงดเว้นความชั่ว
ทุกอย่างในโลกเสีย เหมือนคนตาดีหลีกทางขรุขระฉะนั้น
๔. กุมารกสูตร
ว่าด้วยทรงประทานโอวาทแก่เด็กจับปลา
{๑๑๕} [๔๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล เด็กหลายคน กำลังจับปลาอยู่ในระหว่างพระนครสาวัตถีกับพระวิหารเชตวัน
ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ได้ทอด พระเนตรเห็นเด็กพวกนั้นกำลังจับปลาอยู่ในที่นั้น จึงเสด็จเข้าไปหาพวกเขา แล้วได้ตรัสถามว่า "เด็ก ๆ ทั้งหลาย พวกเธอกลัวความทุกข์ ไม่ชอบความทุกข์มิใช่หรือ”
จบ ๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร