arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · โพธิวรรค

๖. มหากัสสปสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในโพธิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรค มหากัสสปสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๑๕๗–๑๕๘

หน้า ๑๕๗

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็น ท่านเหล่านั้นกำลังมาแต่ไกล จึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา” เมื่อพระองค์ตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุเชื้อสายพราหมณ์รูปหนึ่ง ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงไรหนอ ก็แลธรรมประเภทไหนที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ชนทั้งหลายผู้ลอยบาปธรรมได้ แล้วมีสติเที่ยวไป ทุกเมื่อ สิ้นสังโยชน์แล้ว ตื่นแล้ว ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ในโลก

๖. มหากัสสปสูตร

ว่าด้วยพระมหากัสสปะบิณฑบาต

{๔๓} [๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อัน เป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะอยู่ที่ถํ้าปิปผลิคูหา อาพาธเป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ต่อมาท่านหายจากอาพาธนั้นแล้วได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงถึงความเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ (ขุ.อุ.อ. ๖๐)
หน้า ๑๕๘

๑. โพธิวรรค ๗. ปาวาสูตร

ก็ครั้งนั้น เทวดาประมาณ ๕๐๐ ต่างขวนขวายที่จะให้ท่านพระมหากัสสปะได้รับบิณฑบาต ท่านพระมหากัสสปะได้ห้ามเทวดาเหล่านั้นเสีย พอรุ่งเช้า นุ่งเรียบร้อยแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ตามย่านคนจน คนกำพร้า และช่างหูก พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านกำลัง เที่ยวบิณฑบาตอยู่อย่างนั้นลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ผู้ที่ไม่ต้องเลี้ยงคนอื่น รู้ยิ่งแล้ว ฝึกตนแล้ว ดำรงอยู่ในสารธรรม สิ้นอาสวะแล้ว คลายโทษได้แล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

๗. ปาวาสูตร

ว่าด้วยพระพุทธเจ้าถูกยักษ์หลอก

{๔๔} [๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อชกลาปกเจดีย์ซึ่งเป็นที่ อยู่ของอชกลาปกยักษ์ ใกล้เมืองปาวา ก็ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ในที่โล่ง ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด สายฝนกำลังโปรยปราย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงถึงความเป็นผู้คงที่ของพระอรหันตขีณาสพโดยทรงมุ่งแสดงถึงความเป็นผู้มีความมักน้อยอย่างยิ่ง (ขุ.อุ.อ. ๖๕)
  2. ๒ดำรงอยูในสารธรรม หมายถึงมั่นคงอยู่ในธรรมที่เป็นแก่นคือวิมุตติ หรือในสารธรรม ๕ มี สีลสาระเป็นต้น (ขุ.อุ.อ. ๖๖)
  3. ๓สิ้นอาสวะแล้ว หมายถึงละอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้นได้เด็ดขาด (ขุ.อุ.อ. ๖๖)
  4. ๔คลายโทษได้แล้ว หมายถึงคลายโทษคือกิเลสมีราคะเป็นต้นได้สิ้นเชิง (ขุ.อุ.อ. ๖๖)

จบ ๖. มหากัสสปสูตร