พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · เมฆิยวรรค
๓. โคปาลสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๑–๙๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในเมฆิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรค โคปาลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๒๑๗–๒๒๐
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
สติ ขาดสัมปชัญญะ จิตใจไม่ตั้งมั่น ไม่มั่นคง ไม่สำรวมอินทรีย์ อยู่กันที่กุฎีป่า ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเห็นภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง กลับกลอก ปากกล้า แก่คุย ลืมสติ ขาดสัมปชัญญะ จิตใจไม่ตั้งมั่น ไม่มั่นคง ไม่สำรวมอินทรีย์ อยู่กันที่กุฎิป่าไม่ไกลสำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นอย่างนี้ว่า
ภิกษุผู้ไม่รักษากาย ถูกมิจฉาทิฏฐิกำจัดแล้ว ถูก
ถีนมิทธะครอบงำแล้ว ย่อมตกอยูในอำนาจมาร
เพราะฉะนั้น ภิกษุพึงรักษาจิต มีความดำริชอบ
เป็นอารมณ์ มุ่งความเห็นถูกต้องเป็นสำคัญ รู้ความเกิด
ขึ้นและความเสื่อมไป ขจัดถีนมิทธะได้ ก็จะพึงละทุคติ
ได้ทั้งหมด
๓. โคปาลกสูตร
ว่าด้วยมรณกรรมของนายโคบาล
{๙๑} [๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนื้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปแคว้นโกศล พร้อมด้วยพระภิกษุหมู่ใหญ่ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแวะเข้าไปประทับ นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนื่ง ขณะนั้นเอง นายโคบาลคนหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชี้แจง
๔. เมฆิยวรรค ๓.โคปาลกสูตร
นายโคบาลนั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วย ธรรมีกถาแล้ว
นายโคบาลนั้นผู้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ได้โปรดรับนิมนต์ เสวยภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพลำดับนั้น นายโคบาลทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วจึง ลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคม ทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไป
พอล่วงราตรีนั้นไป นายโคบาลสั่งให้จัดแจงข้าวปายาสมีน้ำน้อยและ เนยใสใหม่ให้เพียงพอในบริเวณบ้านพักของตน แล้วให้กราบทูลพระผู้มี
- ๑ให้เห็นแจ้ง...ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ทั้ง ๔ ประการนี้เป็นหลักการสอนหรือหลักการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งเรียกว่า พุทธลีลาในการสอน หรือ เทศนาวิธี ๔ (คือ สันทัสสนา สมาทปนา สมุตเตชนา สัมปหังสนา) มีอธิบายดังนี้ ให้เห็นแจ้ง หมายถึงเมื่อทรงแสดงกุศลธรรม เป็นต้นโดยนัยว่า ‘เหล่านี้คือกุศลธรรม เหล่านี้คืออกุศลธรรม’ กรรมวิบาก โลกนี้และโลกหน้าโดยประจักษ์ชัด ก็จะทรงแสดงอริยสัจ ๔ ในท้ายสุดแห่งอนุปุพพีกถาให้เห็นแจ้งโดยชอบ ให้สมาทาน หมายถึงทรงอธิบายให้ผู้รับฟังธรรมนั้นกำหนดรู้ด้วยดีืซึ่งคุณธรรมมีศีลเป็นต้นว่า ‘คุณธรรมเหล่านี้ ควรให้เกิดขึ้นในตนด้วยการบรรลุอริยสัจ’ แล้วทรงให้ตั้งอยูในคุณธรรมเหล่านั้น ให้อาจหาญ หมายถึงทรงเร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้าโดยประการที่ว่าคุณธรรมเหล่านั้นที่บุคคลสมาทานแล้ว หมั่นเจริญอยูโดยลำดับ ย่อมมีกำลังแก่กล้าเป็นฝ่ายแห่งการสลัดออกจากทุกข์ คือนำมาซึ่งอริย มรรคโดยพลัน ให้ร่าเริง หมายถึงทรงปลอบชโลมใจผู้ฟังให้แช่มชื่นเบิกบานด้วยการแสดงถึงคุณ วิเศษตามลำดับก่อนหลังแห่งการหมั่นเจริญคุณธรรมเหล่านั้น อนึ่ง สันทัสสนา หมายถึงทรง แสดงธรรมโดยมุ่งปลดเปลื้องความหลงไม่เข้าใจในธรรมทั้งที่มีโทษทั้งไม่มีโทษและในสภาวธรรมมีทุกข์เป็นต้น สมาทปนา หมายถึงทรงแสดงธรรมโดยมุ่งปลดเปลื้องความประมาทในสัมมาปฏิบัติ สมุตเตชนา หมายถึงทรงแสดงธรรมโดยมุ่งปลดเปลื้องความอืดคร้านแห่งจิต สัมปหังสนา หมายถึงทรงแสดงธรรมโดยมุ่งถึงผลสัมฤทธิ์แห่งสัมมาปฏิบัติ (นัย ขุ.อุ.อ. ๒๕๗-๒๕๘) เทศนาวิธี ทั้ง ๔ นี้กล่าวสรุปเพื่อกำหนดง่าย ๆ ว่า ชี้ให้ชัด ชวนให้ปฏิบัติ เร้าให้กล้า ปลุกให้ร่าเริง หรือ แจ่มแจ้ง จูงใจ แกล้วกล้า ร่าเริง
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
พระภาคเจ้าให้ทรงทราบเวลาฉันว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงเวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”
ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรจีวร เสด็จพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เข้าไปยังบ้านของนายโคบาล ประทับ นั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดถวาย ลำดับนั้น นายโคบาลก็อังคาสภิกษุสงฆ์มี พระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยข้าวปายาสมีนํ้าน้อยและเนยใสใหม่ให้อิ่มหนำ สำราญด้วยมือตนเอง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จยกพระหัตถ์จากบาตรแล้ว นายโคบาลเลือกนั่งที่อาสนะต่ำที่สมควรแก่ตน พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสชี้แจงนายโคบาลนั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากอาสนะเสด็จหลีกไป{๙๒} ครั้งนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน ชายคน หนึ่งได้ทำร้ายนายโคบาลนั้นจนถึงแก่ชีวิตในระหว่างรอยต่อหมู่บ้าน
หลังจากนั้น ภิกษุเป็นจำนวนมากพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้าง หนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ทราบ ว่านายโคบาลอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้อิ่มหนำสำราญ ด้วยข้าวปายาสมีนํ้าน้อยและเนยใสใหม่ด้วยมือตนเองในวันนั้นแล้ว ได้ถูกชายคนหนึ่งทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตในระหว่างรอยต่อหมู่บ้าน”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิดแล้วย่อมทำเจ้าตัวให้เลวยิ่งกว่า ความพินาศฉิบหายและความทุกข์ที่โจรเห็นโจรหรือคน มีเวรเห็นคนคู่เวรกันแล้วทำให้แก่กันเสียอีก
๔. เมฆิยวรรค ๔. ยักขปหารสูตร
๔. ยักขปหารสูตร
ว่าด้วยยักษ์ตีศีรษะพระสารีบุตร
{๙๓} [๓๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ที่กโปตกันทราวิหารท่านพระสารีบุตรปลงผมใหม่ ๆ นั่งเข้าสมาบัติอยู่กลางแจ้งในคืนเดือนหงาย
{๙๔} ก็ครั้งนั้น มียักษ์สองสหายพากันเดินทางจากทิศเหนือลงไปทางทิศใต้ เพื่อทำธุระบางอย่าง ได้เห็นท่านพระสารีบุตรปลงผมใหม่ ๆ นั่งเข้าสมาบัติอยู่ในคืนเดือนหงายอย่างนั้น ยักษ์ตนหนึ่งได้กล่าวกับยักษ์ผู้เป็นสหายว่า “เพื่อน เราคิดจะตีหัวพระรูปนี้” เมื่อยักษ์ตนนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ยักษ์ผู้เป็นสหายได้กล่าวกับยักษ์นั้นว่า “อย่าเลย เพื่อน ท่านอย่าตีหัวพระเลย พระรูปนี้มีคุณมาก มีฤทธานุภาพมาก”ยักษ์นั้นได้กล่าวกับยักษ์ผู้เป็นสหายเป็นครั้งที่ ๒... เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “เพื่อน เราคิดจะตีหัวพระรูปนี้” ยักษ์นั้นก็ได้กล่าวกับยักษ์ผู้เป็นสหายเป็น ครั้งที่ ๓ ว่า “อย่าเลย เพื่อน ท่านอย่าตีหัวพระเลย พระรูปนี้มีคุณมาก มีฤทธานุภาพมาก”
ลำดับนั้น ยักษ์นั้นไม่เชื่อยักษ์ผู้เป็นสหาย ได้ตีศีรษะพระสารีบุตรแล้ว ยักษ์นั้นสามารถตีพญาช้างสูง ๗-๘ ศอกให้จมดินได้ หรือสามารถทำลาย ยอดภูเขาใหญ่ให้ทลายลงได้ด้วยแรงตีเหมือนที่ตีพระสารีบุตร ก็ยักษ์นั้นร้องว่า “ร้อนเหลือเกิน” แล้วก็จมลงไปในมหานรกในขณะนั้นนั่นเอง
- ๑กโปตกันทราวิหาร หมายถึงวิหาร (ที่อยู่ของพระภิกษุหรือวัด) ที่ได้ชื่ออย่างนี้ เพราะตั้งอยู่ใน ซอกเขาทื่มีนกพิราบเคยอาศัยอยู่จำนวนมาก (ขุ.อุ.อ. ๒๖๐)
จบ ๓. โคปาลสูตร