พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · มุจจลินทวรรค
๗. เอกปุตตสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในมุจจลินทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรค เอกปุตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๑๗๕–๑๗๗
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
ต่อจากนั้น ปริพาชกนั้นจึงไปยังพระคลังของพระเจ้าปเสนทิโกศล ดื่มนํ้ามันจนอิ่มแปล้แล้วกลับบ้าน ไม่สามารถจะก้มจะเงยได้เขาได้รับ ทุกขเวทนาแสนสาหัส ยืนหมุนไปหมุนมารอบ ๆครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จเช้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ได้ทอดพระเนตร เห็นเขาได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ยืนหมุนไปหมุนมารอบ ๆ อยู่อย่างนั้นลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า
คนที่ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้กังวลมีความสุขแท้ ก็คน ที่บรรลุวิชชาชื่อว่าผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้กังวล จงดูคนผู้มีกิเลสเป็นเหตุให้กังวลเดือดร้อนอยู่ คนผู้มีจิตใจผูกพันต่อกันย่อมเดือดร้อนรํ่าไป
๗. เอกปุตตกสูตร
ว่าด้วยการขุดอามิสแห่งมัจจุราช
{๕๘} [๑๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล บุตรน้อยคนเดียวของอุบาสกคนหนึ่งกำลังน่ารักน่าเอ็นดูได้ตายไป
- ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงเนื้อความตามที่ทรงทราบว่า ความทุกข์นี้เกิดขึ้ี้นแก่คนมีกิเลสเป็นเหตุ ให้กังวลเพราะการบริโภคโดยไม่พิจารณาเป็นเหตุ (ขุ.อุ.อ. ๑๒๓)
- ๒คนที่บรรลุวิชชา (เวทคุโน) ในที่นี้หมายถึงผู้บรรลุอริยมรรคญาณ หรือบรรลุนิพพานด้วยอริยมรรคญาณนั้น ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ (ขุ.อุ.อ. ๑๒๓)
๒. มุจจลินทวรรค ๗. เอกปุตตกสูตร
อุบาสกหลายคนมีผ้าผ่อนเปียก ผมเผ้าเปียก พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแต่วัน ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามอุบาสกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า “ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย เรื่องอะไรกัน พวกท่านจึงมีผ้าผ่อนเปียก ผมเผ้าเปียก พากันเข้ามาที่นี่แต่วัน”เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามอย่างนี้แล้ว อุบาสกนั้นได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุตรน้อยคนเดียวของข้าพระองค์กำลังน่ารัก น่าเอ็นดู ได้ตายเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น พวกข้าพระองค์จึงมีผ้าผ่อนเปียก มีผมเผ้าเปียก พากันเข้ามาที่นี่ในเวลานี้แต่วัน”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ทวยเทพและมนุษย์เป็นจำนวนมากมัวเพลิดเพลิน ยินดีในรูปที่น่ารัก จึงได้รับทุกข์ เป็นผู้เสื่อม ตกอยู่ในเงื้อมมือพญามัจจุราช
ผู้ที่ไม่ประมาททั้งกลางวันและกลางคืนละรูปที่น่ารักเสียได้ ย่อมขุดอามิสแห่งมัจจุราชที่เป็นมูลเหตุ แห่งวัฏฏทุกข์ที่ล่วงพ้นได้ยากขึ้นได้
- ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงเนื้อความตามที่ทรงทราบว่า ความโศก ความทุกข์ และโทมนัสเป็นต้น มีสาเหตุเกิดมาจากวัตถุอันเป็นที่รัก เมื่อไม่มีวัตถุอันเป็นรัก ก็เกิดไม่ได้ (ขุ.อุ.อ. ๑๒๔)
- ๒เป็นผู้เสื่อม ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้เสื่อมเพราะความวิบัติมีความชราและโรคเป็นต้น และเป็นผู้เสื่อม จากสมบัติมีความเป็นหนุ่มสาวและความไม่มีโรคเป็นต้น
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
๘. สุปปวาสาสูตร
ว่าด้วยทุกข์ของหญิงมีครรภ์
{๕๙} [๑๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่ากุณฑธาน ใกล้เมือง กุณฑิยา ก็ครั้งนั้นแล พระนางสุปปวาสาพระราชธิดาพระเจ้าโกลิยะทรง พระครรภ์อยู่ ๗ ปี ทรงเจ็บพระครรภ์ไม่ประสูติอีก ๗ วัน พระนางทรงได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ทรงอดกลั้นไว้ได้ด้วยการตรึก ๓ ข้อ คือ
๑. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์ เห็นปานนี้ ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะจริงหนอ
๒. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ปฏิบัติเพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วหนอ
๓. พระนิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้ เป็นสุขดีจริงหนอ
{๖๐} ครั้งนั้น พระนางทูลพระสวามีว่า “ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอเชิญเสด็จมานี่เถิด ขอพระองค์ได้โปรดเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วถวาย บังคมพระบาทพระองค์ด้วยเศียรเกล้าตามคำของหม่อมฉัน จงกราบทูล ถามเรื่องการที่พระองค์ทรงมีพระอาพาธน้อย ทรงมีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงมีพระกำลัง ทรงอยู่สำราญว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาขอถวายบังคมพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า พร้อมกับกราบทูลถามเรื่องการที่พระองค์ทรงมีพระอาพาธน้อย ทรงมีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงมีพระกำลัง ทรงอยู่สำราญ’ อนึ่ง ขอพระองค์จงกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนาง สุปปวาสาโกลิยธิดาทรงพระครรภ์อยู่ ๗ ปี ทรงเจ็บพระครรภ์ไม่ประสูติอีก ๗ วัน พระนางทรงได้วับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ทรงอดกลั้นไว้ได้ ด้วยการตรึก ๓ ข้อ คือ
จบ ๗. เอกปุตตสูตร