พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · มุจจลินทวรรค
๘. สุปปวาสาสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๙–๖๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในมุจจลินทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรค สุปปวาสาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๑๗๗–๑๘๒
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
๘. สุปปวาสาสูตร
ว่าด้วยทุกข์ของหญิงมีครรภ์
{๕๙} [๑๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่ากุณฑธาน ใกล้เมือง กุณฑิยา ก็ครั้งนั้นแล พระนางสุปปวาสาพระราชธิดาพระเจ้าโกลิยะทรง พระครรภ์อยู่ ๗ ปี ทรงเจ็บพระครรภ์ไม่ประสูติอีก ๗ วัน พระนางทรงได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ทรงอดกลั้นไว้ได้ด้วยการตรึก ๓ ข้อ คือ
๑. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์ เห็นปานนี้ ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะจริงหนอ
๒. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ปฏิบัติเพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วหนอ
๓. พระนิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้ เป็นสุขดีจริงหนอ
{๖๐} ครั้งนั้น พระนางทูลพระสวามีว่า “ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอเชิญเสด็จมานี่เถิด ขอพระองค์ได้โปรดเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วถวาย บังคมพระบาทพระองค์ด้วยเศียรเกล้าตามคำของหม่อมฉัน จงกราบทูล ถามเรื่องการที่พระองค์ทรงมีพระอาพาธน้อย ทรงมีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงมีพระกำลัง ทรงอยู่สำราญว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาขอถวายบังคมพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า พร้อมกับกราบทูลถามเรื่องการที่พระองค์ทรงมีพระอาพาธน้อย ทรงมีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงมีพระกำลัง ทรงอยู่สำราญ’ อนึ่ง ขอพระองค์จงกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนาง สุปปวาสาโกลิยธิดาทรงพระครรภ์อยู่ ๗ ปี ทรงเจ็บพระครรภ์ไม่ประสูติอีก ๗ วัน พระนางทรงได้วับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ทรงอดกลั้นไว้ได้ ด้วยการตรึก ๓ ข้อ คือ
๒. มุจจลินทวรรค ๘. สุปปวาสาสูตร
๑. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์ เห็นปานนี้ ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะจริงหนอ
๒. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ปฏิบัติเพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วหนอ
๓. พระนิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้ เป็นสุขดีจริงหนอ”
พระราชบุตรเขยพระเจ้าโกลิยะนั้นทรงรับคำพระนางแล้วเสด็จเข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาขอถวายบังคมพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย เศียรเกล้า พร้อมกับกราบทูลถามเรื่องการที่พระองค์ทรงมีพระอาพาธน้อย ทรงมีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงมีพระกำลัง ทรงอยู่สำราญ และรับสั่งให้กราบทูลอย่างนี้ว่า ‘พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา ทรงพระครรภ์อยู่ ๗ ปี ทรงเจ็บพระครรภ์ไม่ประสูติอีก ๗ วัน พระนางทรงได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ทรงอดกลั้นไว้ได้ด้วยการตรึก ๓ ข้อ คือ๑. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์ เห็นปานนี้ ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะจริงหนอ
๒. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ปฏิบัติเพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วหนอ
๓. พระนิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้ เป็นสุขดีจริงหนอ”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงมีความเกษมสำราญ อย่ามีโรคเลย ขอจงประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรคเถิด”
พร้อมกับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเอง พระนางก็ทรงหายจากโรค ทรงพระเกษมสำราญ ประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรคแล้ว
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
พระราชบุตรเขยพระเจ้าโกลิยะนั้นทูลรับพระพุทธดำรัสแล้วทรง ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จลุกจากอาสนะ ถวายบังคม ทรงกระทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เสด็จกลับพระราชนิเวศน์ของพระองค์ ได้ทรงเห็นพระนางสุปปวาสาทรงหายจากโรค ทรงเกษมสำราญ ประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรคแล้ว ครั้นแล้วได้ทรงดำริว่า “เจ้าข้าเอ๋ย น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าแปลกใจจริงหนอ ที่พระตถาคตเจ้าทรงมีพระฤทธานุภาพมาก ซึ่งทรงทำให้พระนางสุปปวาสานี้ทรงหายจากโรค ทรงเกษมสำราญ ประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรคได้พร้อมกับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า” จึงทรงปิติโสมนัส ปลาบปลื้ม เบิกบานพระทัย{๖๑}
ครั้งนั้น พระนางสุปปวาสาทูลเชิญพระสวามีว่า “ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอเชิญเสด็จมานี่เถิด ขอพระองค์จงเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถวายบังคมพระบาทพระองค์ด้วยเศียรเกล้าตามคำขอของหม่อมฉันว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาขอถวายบังคมพระบาท พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า’ อนึ่ง ขอให้พระองค์กราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงพระครรภ์อยู่ ๗ ปี ทรงเจ็บพระครรภ์ไม่ประสูติอีก ๗ วัน บัดนี้พระนางทรงหายจากโรค ทรงเกษมสำราญ ประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรคแล้ว พระนางขอนิมนต์พระภิกษุ สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขฉันภัตตาหารเป็นเวลา ๗ วัน”พระราชบุตรเขยพระเจ้าโกลิยะนั้นทรงรับคำของพระนางแล้ว เสด็จ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนี่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาขอถวาย บังคมพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า อนี่ง พระนางทรงรับสั่ง มาอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงพระครรภ์อยู่ ๗ ปี ทรงเจ็บพระครรภ์ไม่ประสูติอีก ๗ วัน บัดนี้ พระนาง
๒. มุจจลินทวรรค ๘. สุปปวาสาสูตร
ทรงหายจากโรค ทรงเกษมสำราญ ประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรคแล้ว พระ นางขอนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขฉันภัตตาหารเป็นเวลา ๗ วัน’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์ได้โปรดรับภัตตาหารของพระนางตลอด ๗ วันด้วยเถิด”
{๖๒} ก็ครั้งนั้น อุบาสกคนหนึ่งนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นไว้แล้ว ก็อุบาสกนั้นเป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหาโมคคัลลานะ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า “ดูก่อนโมคคัลลานะ มานี่หน่อย เธอจงเข้าไปหาอุบาสกนั้นแล้วกล่าวกับเขาอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนผู้มีอายุ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงพระครรภ์อยู่ ๗ ปี ทรงเจ็บพระครรภ์ไม่ประสูติอีก ๗ วัน บัดนี้พระนางทรงหายจากโรค ทรงเกษมสำราญ ประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรคแล้ว พระนางนิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขฉันภัตตาหารเป็นเวลา ๗ วัน ขอให้พระนางทรงได้ถวายภัตตาหารตลอด ๗ วันเถิด
หลังจากนั้นท่านจึงค่อยถวาย’ เพราะ อุบาสกนั้นเป็นอุปัฏฐากของเธอ”ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เข้าไปหาอุบาสกนั้น ครั้นแล้วได้กล่าวกับเขาว่า “ดูก่อนผู้มีอายุ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงพระครรภ์อยู่ ๗ ปี ทรงเจ็บพระครรภ์ไม่ประสูติอีก ๗ วัน บัดนี้พระนางทรงหายจากโรค ทรงเกษมสำราญ ประสูติพระโอรส ผู้ไม่มีโรคแล้ว ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขฉันภัตตาหาร เป็นเวลา ๗ วัน ขอให้พระนางทรงได้ถวายภัตตาหารตลอด ๗ วันเถิด หลังจากนั้นท่านจึงค่อยถวาย”
อุบาสกนั้นเรียนว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หากว่าท่านมหาโมคคัลลานะ ผู้เป็นเจ้าจะรับประกันธรรม ๓ อย่าง คือ โภคสมบัติ ชีวิต และศรัทธาของกระผมได้ ก็ขอให้พระนางสุปปวาสาทรงถวายภัตตาหารตลอด ๗ วันเถิด หลังจากนั้นกระผมจึงจะถวาย”
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “ดูก่อนผู้มีอายุ อาตมาขอรับประกันธรรม ๒ อย่าง คือ โภคสมบัติกับชีวิต ส่วนศรัทธาท่านต้องรับประกันตัวเอง”
อุบาสกนั้นเรียนว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หากว่าท่านมหาโมคคัลลานะ ผู้เป็นเจ้ารับประกันธรรม ๒ อย่างนั้นได้ ก็ขอให้พระนางสุปปวาสาได้ทรง ถวายภัตตาหารตลอด ๗ วันเถิด หลังจากนั้นกระผมจึงจะถวาย”
ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะครั้นตกลงกับอุบาสกนั้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพร ะผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ตกลงกับอุบาสกนั้นแล้ว ขอให้พระนางสุปปวาสาได้ ทรงถวายภัตตาหารตลอด ๗ วันเถิด ภายหลังอุบาสกนั้นจึงจะถวาย พระพุทธเจ้าข้า”หลังจากนั้น พระนางสุปปวาสาทรงอังคาสดูแลภิกษุสงฆ์มี พระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้อิ่มหนำสำราญด้วยของควรเคี้ยวควรฉันอัน ประณีตด้วยพระหัตถ์ของพระนางเองตลอด ๗ วัน ทรงให้พระโอรสถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าและทรงให้ไหว้ภิกษุสงฆ์ขณะนั้น ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกะพระโอรสน้อยพระองค์นั้นว่า “ขอถวายพระพร พระองค์ทรงเกษมสำราญ ไม่มีทุกข์อะไรหรือ”
พระโอรสน้อยนั้นตรัสตอบว่า “ข้าแต่พระสารีบุตรผู้เจริญ กระผม อยู่ในพระครรภ์เปื้อนพระโลหิตถึง ๗ ปี จะสุขสบายได้อย่างไรเล่า”
พระนางสุปปวาสาทรงมีพระหัยชื่นชม เบิกบาน ทรงปีติโสมนัสว่า “พระโอรสของเราได้สนทนากับพระธรรมเสนาบดี”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าพระนางสุปปวาสาทรงมีพระทัยชื่นชม เบิกบาน ทรงปีติโสมนัสแล้ว จึงตรัสถามพระนางว่า “ดูก่อนสุปปวาสา พระนางยังทรงปรารถนาจะทรงมีพระโอรสเช่นพระองค์นี้อีกหรือไม่”
๒.มุจจลินทวรรค ๙. วิสาขาสูตร
พระนางกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ หม่อมฉันยังปรารถนาจะมีพระโอรสเช่นพระองค์นี้อีก ๗ พระองค์ พระพุทธเจ้าค่ะ”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
สิ่งที่ไมน่ายินดีย่อมย้อนกลับมาหาผู้ประมาทแล้วอีกในรูปของสิ่งที่น่ายินดี สิ่งที่ไม่น่ารักย่อมย้อนกลับมาอีกในรูปของสิ่งที่น่ารัก ทุกข์ย่อมย้อนกลับมาอีกในรูปของสุข
๙. วิสาขาสูตร
ว่าด้วยผลประโยชน์ที่ตกอยู่ในอำนาจผู้อื่นทำให้เกิดทุกข์
[๑๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทที่นางวิสาขามิคารมารดาสร้างถวาย ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ผลประโยชน์บางอย่างของนางวิสาขามิคารมารดาเกี่ยวเนื่องในพระเจ้า ปเสนทิโกศล แต่พระองค์ยังไม่ได้ทรงพิจารณาให้แก่นางตามความต้องการ นางจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแต่วัน{๖๓} ครั้นแล้วถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถามนางว่า “ดูก่อนวิสาขา เธอมาจากไหนแต่วัน”
- ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงถึงความที่ความรักที่ประกอบด้วยตัณหาสามารถลวงเหล่าคนที่ประมาท โดยรูปของสิ่งที่น่ายินดีแล้วก่อความฉิบหายใหญ่หลวงให้ (ขุ.อุ.อ. ๑๖๔)
- ๒มิคารมารดา หมายถึงนางวิสาขามหาอุบาสิกาได้ชื่อว่ามิคารมารดา เพราะเศรษฐีชื่อว่ามิคาระยกย่อง (ในทางคุณธรรม) ให้อยู่ในฐานเป็นมารดาของตน (ม.มู.อ. ๒/๗๔, ขุ.อุ.อ. ๑๖๕)
จบ ๘. สุปปวาสาสูตร