arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · มุจจลินทวรรค

๙. วิสาขาสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในมุจจลินทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรค วิสาขาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๑๘๒–๑๘๓

หน้า ๑๘๒

๒.มุจจลินทวรรค ๙. วิสาขาสูตร

พระนางกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ หม่อมฉันยังปรารถนาจะมีพระโอรสเช่นพระองค์นี้อีก ๗ พระองค์ พระพุทธเจ้าค่ะ”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

สิ่งที่ไมน่ายินดีย่อมย้อนกลับมาหาผู้ประมาทแล้วอีกในรูปของสิ่งที่น่ายินดี สิ่งที่ไม่น่ารักย่อมย้อนกลับมาอีกในรูปของสิ่งที่น่ารัก ทุกข์ย่อมย้อนกลับมาอีกในรูปของสุข

๙. วิสาขาสูตร

ว่าด้วยผลประโยชน์ที่ตกอยู่ในอำนาจผู้อื่นทำให้เกิดทุกข์

[๑๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทที่นางวิสาขามิคารมารดาสร้างถวาย ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ผลประโยชน์บางอย่างของนางวิสาขามิคารมารดาเกี่ยวเนื่องในพระเจ้า ปเสนทิโกศล แต่พระองค์ยังไม่ได้ทรงพิจารณาให้แก่นางตามความต้องการ นางจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแต่วัน{๖๓} ครั้นแล้วถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถามนางว่า “ดูก่อนวิสาขา เธอมาจากไหนแต่วัน”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงถึงความที่ความรักที่ประกอบด้วยตัณหาสามารถลวงเหล่าคนที่ประมาท โดยรูปของสิ่งที่น่ายินดีแล้วก่อความฉิบหายใหญ่หลวงให้ (ขุ.อุ.อ. ๑๖๔)
  2. ๒มิคารมารดา หมายถึงนางวิสาขามหาอุบาสิกาได้ชื่อว่ามิคารมารดา เพราะเศรษฐีชื่อว่ามิคาระยกย่อง (ในทางคุณธรรม) ให้อยู่ในฐานเป็นมารดาของตน (ม.มู.อ. ๒/๗๔, ขุ.อุ.อ. ๑๖๕)
หน้า ๑๘๓

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

นางกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ผลประโยชน์บางอย่างของหม่อมฉันเกี่ยวเนื่องในพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่ พระองค์ยังไม่ได้ทรงพิจารณาให้แก่หม่อมฉันตามความต้องการ”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ผลประโยชน์ที่ตกอยู่ในอำนาจผู้อื่นทั้งหมดทำให้เกิดทุกข์ ความเป็นใหญ่ทุกอย่างทำให้เกิดสุข คนทั่วไป ย่อมเดือดร้อนในเพราะผลประโยชน์ทั่วไป เพราะว่าโยคะทั้งหลายเป็นสิ่งล่วงพ้นได้ยาก

๑๑. กาฬิโคธาภัททิยสูตร

ว่าด้วยพระภัททิยะเปล่งอุทานว่า สุขหนอ สุขหนอ

{๖๔} [๒๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระภัททิยะพระราชโอรสพระนางกาฬิโคธาราชเทวีไม่ว่าจะอยู่ในป่า อยู่ที่โคนไม้ หรืออยู่ที่เรือนว่าง มักเปล่งอุทานเนือง ๆ ว่า “สุขหนอ สุขหนอ” ภิกษุจำนวนมากได้ฟังท่านเปล่งอุทานเช่นนี้ื้จึงพูดกันว่า “ดูก่อน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงถึงโทษ(ข้อเสีย)ในการมีชีวิตอยู่ภายใต้ผู้อี่นและอานิสงส์(ข้อดี)ในการมีชีวิตที่อิสระ (ขุ.อุ.อ. ๑๖๖)
  2. ๒โยคะทั้งหลาย หมายถึงกิเลสอันประกอบเหล่าสัตว์ไว้ในวัฏทุกข์ ๔ อย่าง คือ (๑) กามโยคะ เครื่องประกอบคือกาม (๒) ภวโยคะ เครื่องประกอบคือภพ (๓) ทิฏฐิโยคะ เครื่องประกอบคือทิฏฐิ (๔) อวิชชาโยคะ เครื่องประกอบคืออวิชชา {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๒/๓๐๒, ที.ปา.อ. ๒๑,ขุ.อุ.อ. ๑๖๗}

จบ ๙. วิสาขาสูตร