พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · ปาฏลิคามิยวรรค
๓. นิพพานสูตร ที่ ๓ เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในปาฏลิคามิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรค นิพพานสูตร ที่ ๓ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๓๐๖–๓๐๗
๘. ปาฏลิคามิยวรรค ๓. ตติยนิพพานปฏิสังยุตตสูตร
๓. ตติยนิพพานปฏิสังยุตตสูตร
ว่าด้วยเรื่องพระนิพพาน สูตรที่ ๓
{๑๖๐} [๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาว่าด้วยเรื่องพระนิพพาน และภิกษุเหล่านั้นก็กำหนด จดจำไว้ในใจอย่างแม่นยำ น้อมนึกถึงธรรมีกถา ตั้งใจฟังธรรมกันลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
มีอยู่จริง ภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติที่ไม่เกิดแล้ว
ไม่เป็นแล้วไม่ถูกปัจจัยสร้างแล้วไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว
ถ้าธรรมชาติที่ไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว ไม่ถูกปัจจัย
สร้างแล้ว ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว จักไม่มีแล้วไซร้
การสลัดออกจากธรรมชาติที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว ถูกปัจจัย
สร้างแล้ว ปรุงแต่งแล้ว ก็จะไม่พึงมีปรากฏอยู่ในโลกนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะธรรมชาติที่ไปเกิดแล้ว
ไม่เป็นแล้ว ไม่ถูกปัจจัยสร้างแล้ว ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
แล้วมีอยู่จริง การสลัดออกจากธรรมชาติที่เกิดแล้ว
เป็นแล้ว ถูกปัจจัยสร้างแล้ว ปรุงแต่งแล้ว จึงมีปรากฏอยู่
ในโลกนี้
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
๔. จตุตถนิพพานปฏิสังยุตตสูตร
ว่าด้วยเรื่องพระนิพพาน สูตรที่ ๔
{๑๖๑} [๗๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดื ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาว่าด้วยเรื่องพระนิพพาน และภิกษุเหล่านั้นก็กำหนด จดจำไวัในใจอย่างแม่นยำ น้อมนึกถึงธรรมีกถา ตั้งใจฟังธรรมกันลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นอย่างนี้ว่า
ผู้มีตัณหาและทิฏฐิย่อมมีความดิ้นรน ผู้ที่ไม่มี
ตัณหาและทิฏย่อมไม่มีความดิ้นรน เมื่อไม่มีความ
ดิ้นรน ย่อมมีปัสสัทธิความสงบ เมื่อมีปัสสัทธิ ตัณหา
ก็ไม่มี เมื่อไม่มีตัณหา การมาการไปคือการเวียนว่าย
ตายเกิดก็ไม่มี เมื่อไม่มีการมาการไป การจุติและการ
อุบัติคือการตายและการเกิดก็ไม่มี เมื่อไม่มีการจุติและการ
อุบัติ โลกนี่ก็ไม่มี โลกหน้าก็ไม่มี ระหว่างโลก
ทั้งสองก็ไม่มี นี่แหละเป็นที่สุดแห่งทุกข์
- ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงถึงการที่บุคคลผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิที่ทำให้ดิ้นรนมีกายและจิตสงบระงับและได้ปฏิบัติวิปัสสนามาโดยถูกต้องบรรลุพระนิพพานด้วยการใช้อริยมรรคละตัณหาได้เด็ดขาด (ขุ.อุ.อ. ๔๒๕)
จบ ๓. นิพพานสูตร ที่ ๓