arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · นันทวรรค

๒. นันทสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๗–๗๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในนันทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรค นันทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๑๘๗–๑๙๒

หน้า ๑๘๗

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

ภิกษุผู้ละกรรมทุกอย่างได้แล้ว กำจัดกรรมประดุจธุลี ที่ตนทำไว้ในอดีตได้ ไม่มีความยึดถือว่าของเรา ดำรงมั่น คงที่ย่อมไม่มีประโยชน์อะไรที่จะบอกให้ใครประกอบยาให้

๒. นันทสูตร

ว่าด้วยเรื่องพระนันทะอยากลาสิกขา

{๖๗} [๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระนันทะ พระภาดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระราชโอรสพระมาตุจฉา ได้บอกแก่ ภิกษุมากรูปอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์ไว้ได้ ผมจะขอลาสิกขาสึกหาไป”ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้น แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระนันทะได้ บอกแก่ภิกษุมากรูปอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์ไว้ได้ ผมจะขอลาสิกขาสึกหาไป”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาว่า “มานี่แน่ะ ภิกษุ เธอ จงไปเรียกพระนันทะมาตามคำของเราว่า ‘ดูก่อนท่านนันทะ พระศาสดา รับสั่งให้หาท่าน” ภิกษุรูปนั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้าไปหาท่านพระนันทะ ครั้นแล้วได้กล่าวกับท่านว่า “ดูก่อนท่านนันทะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน”

หน้า ๑๘๘

๓. นันทวรรค ๒. นันทสูตร

พระนันทะรับคำภิกษุรูปนั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านพระนันทะว่า “ดูก่อนนันทะ ทราบมาว่าเธอได้บอกแก่ภิกษุมากรูปอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์ไว้ได้ ผมจะขอลาสิกขาสึกหาไป’ ดังนี้ จริงหรือ”

ท่านพระนันทะกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนนันทะ เพราะเหตุไร เธอจึง ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์ไว้ได้ จะขอลาสิกขาสึกหาไปเล่า”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขณะที่ข้าพระองค์กำลังออกจากพระตำหนัก พระนางชนบทกัลยาณีสากิยานี มีผมที่เกล้าได้เพียงครึ่งเดียว เหลียวมา สั่งข้าพระองค์ว่า ‘ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์รีบเสด็จกลับมานะ’ ข้าพระองค์ระลึกถึงคำของพระนางจึงไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ สามารถจะทรงพรหมจรรย์ไว้ได้ จะขอลาสิกขาสึกหาไป พระพุทธเจ้าข้า”ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจับแขนท่านพระนันทะแล้วทรงหาย จากพระวิหารเชตวันไปปรากฏในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ เหมือนคนที่แข็งแรง เหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระนางชนบทกัลยาณีสากิยานี เป็นศากยราชธิดาที่มีรูปงามที่สุดในสักกชนบท (แคว้นสักกะ) กล่าวคือเป็นผู้ปราศจากจากสรีรโทษ (ความบกพร่องแห่งสรีระ หรือความไม่สมส่วนของรูปร่าง) ๖ ประการ คือ (๑) ไม่สูงนัก (๒) ไม่เตี้ยนัก (๓) ไม่ผอมนัก (๔) ไม่อ้วนนัก (๕)ไม่ดำนัก (๖) ไม่ขาวนัก มีผิวพรรณงามเกินผิวพรรณมนุษย์ แต่ยังไม่ถึงผิวทิพย์ และมีความเพียบพร้อมด้วยความงาม ๕ (เบญจกัลยาณี) คือ (๑) ผิวงาม (๒) เนื้องาม (๓) เล็บงาม (๔) กระดูกงาม (๕) วัยงาม เพราะเหตุที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนื้ จึงเรียกว่า ชนบทกัลยาณี นางงามประจำชนบท (ขุ.อุ.อ. ๑๗๘)
หน้า ๑๘๙

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

{๖๘} ก็ขณะนั้น นางอัปสรผู้มีเท้าซึ่งมีสีเหมือนสีเท้านกพิราบประมาณ ๕๐๐ นางได้มายังที่ปรนนิบัติท้าวสักกเทวราช

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านพระนันทะว่า “ดูก่อนนันทะ เธอ เห็นนางอัปสรเหล่านี้ไหม

ท่านพระนันทะทูลรับว่า “เห็น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนนันทะ เธอเห็นเป็นอย่างไร ระหว่างพระนางชนบทกัลยาณี กับนางอัปสรเหล่านี้ ใครสวยกว่ากัน น่าดูกว่ากัน น่าเลื่อมใสกว่ากัน”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระนางชนบทกัลยาณีสากิยานีก็เหมือนกับ นางลิงลุ่นที่หูวิ่น จมูกแหว่ง สวยไม่ถึงส่วน ไม่ถึงเสี้ยว ไม่ถึงการนำเข้า ไปเทียบกับนางอัปสรเหล่านี้ได้ ความจริงนางอัปสรเหล่านี้สวยกว่า น่าดูกว่า น่าเลื่อมใสกว่า พระพุทธเจ้าข้า”“ดูก่อนนันทะ เธอจงอภิรมย์ยินดีเถิด เราขอรับรองว่า เธอจะต้อง ได้นางอัปสรผู้มีเท้าซึ่งมีสีเหมือนสีเท้านกพิราบประมาณ ๕๐๐ นาง”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับรองว่าข้าพระองค์ จะต้องได้นางอัปสรผู้มีเท้าซึ่งมีสีเหมือนสีเท้านกพิราบประมาณ ๕๐๐ นาง แล้วละก็ ข้าพระองค์ยินดีจะประพฤติพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าข้า”หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจับแขนท่านพระนันทะแล้วทรง หายจากหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ไปปรากฏที่พระวิหารเชตวัน เหมือนคนที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น

ภิกษุทั้งหลายได้ฟังข่าวว่า“ท่านพระนันทะพระภาดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระโอรสพระมาตุจฉา ประพฤติพรหมจรรย์เพราะอยากได้ นางอัปสร นัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้รับรองให้ท่านได้นางอัปสร ผู้มีเท้าซึ่งมีสีเหมือนสีเท้านกพิราบประมาณ ๕๐๐ นาง”

หน้า ๑๙๐

๓.นันทวรรค ๒. นันทสูตร

{๖๙} ตั้งแต่นั้นมา ภิกษุทั้งหลายที่เป็นสหายของท่านก็ร้องเรียกท่านด้วยถ้อยคำว่าลูกจ้างบ้าง ด้วยคำว่าผู้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไถ่มาบ้าง ว่า “นัยว่า ท่านนันทะเป็นลูกจ้าง ท่านนันทะเป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไถ่มา ท่านประพฤติพรหมจรรย์เพราะอยากได้นางอัปสร พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นผู้ร้บรองให้ท่านได้นางอัปสรผู้มีเท้าซึ่งมีสีเหมือนสีเท้านกพิราบประมาณ ๕๐๐ นาง”

ครั้งนั้น ท่านพระนันทะอึดอัด ระอา รังเกียจถ้อยคำของพวกภิกษุ ที่เป็นสหายที่ว่าเป็นลูกจ้าง ว่าเป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไถ่มา จึงปลีกตัวออกจากหมู่อยู่ตามลำพัง ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพาน ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจ ที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก ดังนี้” ก็ ท่านพระนันทะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ที่สุดแห่งพรหมจรรย์ หมายถึงอรหัตผลอันเป็นที่สุดแห่งมรรคพรหมจรรย์ (ขุ.อุ.อ. ๑๘๓)
  2. ๒ชาติสิ้นแล้ว คำว่า ชาติ ในที่นี้หมายถึงรูปกายของสัตว์ที่เกิดอยู่ในภพที่มีขันธ์ ๑ (อสัญญีสัตว์) ขันธ์ ๔ (อรูปพรหม) และขันธ์ ๕ (สัตว์ที่เกิดในอบายภูมิ มนุษย์ เทพ รูปพรหม) ไม่ได้หมาย ถึงชาติก่อน ชาติหน้า ชาติปัจจุบัน (ที.สี.อ. ๒๐๒-๒๐๓, สํ.ส.อ. ๑๙๔, องฺ.ติก.อ. ๑๖๕, ขุ.อุ.อ. ๑๘๓)
  3. ๓พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว คำว่า พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงมรรค คือสำเร็จมรรคผล เป็นพระ อรหันตขีณาสพแล้ว (ที.สี.อ. ๑/๑๖๙, สํ.ส.อ. ๑๙๔, องฺ.ติก.อ. ๑๖๖, ขุ.อุ.อ. ๑๘๔)
  4. ๔กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว คำว่า กิจ ในที่นี้หมายถึงกิจในอริยสัจ ๔ คือ (๑) ปริญญากิจ กิจคือ การกำหนดรู้ทุกข์ (๒) ปหานกิจ กิจคือการละเหตุเกิดแห่งทุกข์ (๓) สัจฉิกิริยากิจ กิจคือการทำให้แจ้งซึ่งความดับทุกข์ (๔) ภาวนากิจ กิจคือการอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญ ซึ่งแต่ละกิจ ประกอบในมรรค ๔ จึงรวมเป็นกิจ ๑๖ (ที.สี.อ. ๒๐๓, สํ.ส.อ. ๑๙๔, องฺ.ติก.อ. ๑๖๖, ขุ.อุ.อ. ๑๘๔)
  5. ๕กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก หมายถึงไม่มีกิจหรือหน้าที่ในการบำเพ็ญมรรคญาณเพื่อ ความหมดสิ้นแห่งกิเลสอีกต่อไป เพราะการบรรลุอรหัตผลถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดแห่งทุกข์และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา (ที.สี.อ. ๒๐๓, สํ.ส.อ. ๑๙๔, อง.ติก.อ. ๑๖๖, ขุ.อุ.อ. ๑๘๔)
หน้า ๑๙๑

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

{๗๐} ครั้งนั้น ครั้นปฐมยามล่วงไป เทวดาองค์หนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างไสวไปทั่ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระนันทะทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่”แม้พระญาณก็เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ท่านพระนันทะ ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลาย สิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่

ครั้นพอราตรีนั้นล่วงไป ท่านพระนันทะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับรองข้าพระองค์เพื่อให้ได้นาง อัปสรผู้มีเท้าซึ่งมีสีเหมือนสีเท้านกพิราบประมาณ ๕๐๐ นาง ข้าพระองค์ ขอปลดเปลื้องพระผู้มีพระภาคเจ้าจากการรับคำนั่น”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนนันทะ เราเองก็กำหนดรู้ใจเธอ ด้วยใจว่า ‘นันทะทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญายิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่’ แม้ เทวดาก็ได้บอกเนื้อความนี้แก่เราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระ นันทะทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เจโตวิมุตติ ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิตหรือกำลังสมาธิ หมายถึงภาวะที่จิตบรรลุ อรหัตตผลซึ่งหลุดพ้นจากเครื่องผูกพันคือกิเลสทั้งปวง หรือเรียกว่าอรหัตตผลสมาธิ ปัญญาวิมุตติ ความหลุดพ้นด้วยอำนาจปัญญา หมายถึงปัญญาที่เป็นเหตุให้บรรลุอรหัตตผลซึ่งทำใหัหลุดพ้นจาก เครื่องผูกพันคือกิเลสและอวิชชาได้อย่างสิ้นเชิง หรือเรียกว่าอรหัตตผลปัญญา (ที.สี.อ. ๒๘๑, ม.มู.อ. ๑/๑๗๗, สํ.นิ.อ. ๑๙๖, องฺ.ปญฺจก.อ. ๕๕, ขุ.อุ.อ. ๑๘๖)
หน้า ๑๙๒

๓. นันทวรรค ๓. ยโสชปุตตสูตร ทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่’ ดูก่อนนันทะ ตั้ง แต่จิตของเธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น เราก็พ้นจากการรับคำนั่นแล้ว”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ภิกษุผู้ข้ามพ้นจากหล่มคือกามได้ เหยียบย่ำหนาม คือกามได้ บรรลุถึงความสิ้นโมหะแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะสุขหรือทุกข์

๓. ยโสชปุตตสูตร

ว่าด้วยเรื่องพระยโสชะกับบริวาร

{๗๑} [๒๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนื้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปมีพระยโสชะเป็นหัวหน้า เดินทางมาโดยลำดับจนถึงพระนครสาวัตถี เพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นทักทายกับพวกภิกษุเจ้าถิ่น ปูลาดเสนาสนะ เก็บบาตรจีวร ส่งเสียงดังเอ็ดอึงกันอยู่ในบริเวณนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ ภิกษุ พวกไหนที่ส่งเสียงดังเอ็ดอึงเหมือนชาวประมงแย่งปลากันอยู่ที่นั่น”

ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปมีพระยโสชะเป็นหัวหน้าเหล่านี้ เดินทางมาโดยลำดับจนถึงพระ

จบ ๒. นันทสูตร