พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · ชัจจันธวรรค
๗. สุภูติสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในชัจจันธวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรค สุภูติสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๒๘๕–๒๘๖
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
หมู่สัตว์นี้ประกอบด้วยมานะความถือตัว มีมานะ
ร้อยรัดผูกพันไว้ ทำความแข่งดีกันในทิฏฐิทั้งหลาย จึง
ล่วงพ้นสงสารคือการเวียนว่ายตายเกิดไปไม่พัน
๗. สุภูติสูตร
ว่าด้วยผู้พ้นจากกิเลส
{๑๔๓} [๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระสุภูตินั่ง ขัดสมาธิตั้งกายตรง เข้าสมาธิที่ไม่มีวิตกอยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเห็นท่านพระสุภูตินั่งขัดสมาธิตั้งกายตรงเข้า สมาธิที่ไม่มีวิตกอยู่ในที่ไม่ไกลอย่างนั้นลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้วจึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ผู้ที่กำจัดวิตกทั้งหลายได้แล้ว ถอนขึ้นดีแล้วใน
ภายในไม่เหลือเศษ ก้าวพ้นกิเลสอันเป็นเครื่องข้องแล้ว
ยึดอรูปคือนิพพานเป็นอารมณ์ ละโยคะ ๔ ได้แล้ว
ย่อมไม่หวนกลับมาเกิดใหม่อีก
- ๑สมาธิที่ไม่มีวิตก ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผลสมาธิที่มีจตุตถฌานเป็นบาทฐาน (ขุ.อุ.อ. ๓๗๔)
- ๒กิเลสอันเป็นเครื่องข้อง หมายถึงกิเลส ๕ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิ (สํ.ส.อ. ๒๔, ขุ.ธ.อ. ๘/๖๘, ขุ.อุ.อ. ๓๗๔)
- ๓โยคะ ๔ ดูเชิงอรรถ โยคะทั้งหลาย ข้อ ๑๙ (อุทาน) หน้า ๑๘๔ ในเล่มนี้
๖. ชัจจันธวรรค ๘. คณิกาสูตร
๘. คณิกาสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๒ ประเภท และส่วนสุด ๒ อย่าง
{๑๔๔} [๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็น สถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็ครั้งนั้นแล ในพระนครราชคฤห์มีคนสองพวกต่างยินดีพอใจในหญิงโสเภณีคนเดียวกัน จึงเกิดบาดหมาง เกิดการทะเลาะวิวาท ถึงขั้นชกต่อยกันบ้าง ใช้ก้อนดิน ขว้างปากันบ้าง ใช้ไม้พลองดีกันบ้าง ใช้ของมีคมทําร้ายกันบ้าง บางรายถึงแก่ความตายในที่นั้น บางรายได้รับบาดเจ็บปางตาย
ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ภิกษุเป็นจำนวนมากครองอันตรวาสกแล้ว ถือ บาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ กลับจากเที่ยวบิณฑบาต หลังจากฉันภัตตาหารแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้น แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบ ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองคผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ในพระนครราชคฤห์มีคนสองพวก ต่างยินดีพอใจหญิงโสเภณีคนเดียวกัน จึงเกิดบาดหมาง เกิดการทะเลาะวิวาท ถึงขั้นชกต่อยกันบ้าง ใช้ก้อนดินขว้างปากันบ้าง ใช้ไม้พลองดีกันบ้าง ใช้ของมีคมทำร้ายกันบ้าง บางราย ถึงแก่ความตายในที่นั้น บางรายได้รับบาดเจ็บปางตาย พระพุทธเจ้าข้า”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
- ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งมุ่งแสดงโทษแห่งปฏิปทาสุดโต่งทั้งสองและอานิสงส์แห่งมัชฌิมาปฏิปทา หลัง จากทรงทราบความติดเพลินในกามทั้งหลายเป็นสาเหตุของการทะเลาะวิวาทและเป็นสาเหตุแห่ง ความพนาศทั้งหมดโดยอาการครบถ้วน (ขุ.อุ.อ. ๓๗๕)
จบ ๗. สุภูติสูตร