arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · ชัจจันธวรรค

๖. ติตถสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๑–๑๔๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในชัจจันธวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรค ติตถสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๒๘๑–๒๘๕

หน้า ๒๘๑

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

๖. ตติยนานาติตถิยสูตร

ว่าด้วยทิฏฐิของลัทธิอื่น ๑๖ ประการ สูตรที่ ๓

{๑๔๑} [๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล สมณพราหมณ์ ปริพาชกเป็นจำนวนมากผู้มีลัทธิแตกต่างกัน มีความเห็น มีความพอใจ มีความชอบใจแตกต่างกัน ยึดถือความเห็นแตกต่างกัน อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี คือ๑. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเที่ยง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๒. ... ‘อัตตาและโลกไม่เที่ยง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๓. ... ‘อัตตาและโลกเที่ยงก็มี ไม่เที่ยงก็ไม่มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๔. ... ‘อัตตาและโลกจะว่าเที่ยงก็ไม่ใช่ ไม่เที่ยงก็ไม่ใช่ อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๕. ... ‘อัตตาและโลกตนเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๖. ... ‘อัตตาและโลกผู้อื่นเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๗. ... ‘อัตตาและโลกตนเป็นผู้สร้างก็มี ผู้อื่นเป็นผู้สร้างก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

หน้า ๒๘๒

๖. ชัจจันธวรรค ๖. ตติยนานาติตถิยสูตร

๘. ... ‘อัตตาและโลกเกิดขึ้นเอง ตนและผู้อื่นไม่ได้สร้าง อันนี้ เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๙. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ยั่งยืน อันนี้เท่านั้นเป็น ความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๑๐. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ไม่ยั่งยืนอันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๑๑. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ทั้งยั่งยืนและไม่ยั่งยืน อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๑๒. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่จะว่ายั่งยืนก็ไม่ใช่ไม่ยั่งยืนก็ไม่ใช่ อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๑๓. .... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ตนเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๑๔. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ผู้อื่นเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๑๕. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ตนเป็นผู้สร้างก็มี ผู้อื่นเป็น ผู้สร้างก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’

๑๖. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ เกิดขึ้นเอง ตนและผู้อื่นไม่ได้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’สมณพราหมณ์เหล่านั้นเกิดความบาดหมาง เกิดการทะเลาะ ถึงการ วิวาทกัน พูดจาทิ่มแทงกันอยู่ว่า “ธรรมต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นอย่างนี้หามิได้ ธรรมต้องเป็นอย่างนี้”{๑๔๒} ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ภิกษุมากรูปด้วยกันครองอันตรวาสกแล้ว ถือ บาตรจีวรเช้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี กลับจากเที่ยวบิณฑบาตหลัง

หน้า ๒๘๓

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

จากฉันภัตตาหารแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส สมณพราหมณ์ปริพาชกเป็นจำนวนมากผู้มีลัทธิแตกต่างกัน มีความเห็น มีความพอใจ มีความชอบใจแตกต่างกัน ยึดถือความเห็นแตกต่างกัน อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี คือ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเที่ยง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกไม่เที่ยง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกเที่ยงก็มี ไม่เที่ยงก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกจะว่าเที่ยงก็ไม่ใช่ ไม่เที่ยงก็ไม่ใช่ อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกตนเป็นผู้สร้าง

อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า ... ‘อัตตาและโลกผู้อื่นเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า ... ‘อัตตาและโลกตนเป็นผู้สร้างก็มี ผู้อื่นเป็นผู้สร้างก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกเกิดขึ้นเอง ตนและผู้อื่นไม่ได้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ยั่งยืน อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ไม่ยั่งยืน อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ทั้งยั่งยืนและไม่ยั่งยืน อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ที่จะว่ายั่งยืนก็ไม่ใช่ ไม่ยั่งยืนก็ไมใช่ อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ตนเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ผู้อื่นเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ตนเป็นผู้สร้างก็มี ผู้อื่นเป็นผู้สร้างก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่น

หน้า ๒๘๔

๖. ชัจจันธวรรค ๖. ตติยนานาติตถิยสูตร

เปล่า’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ เกิดขึ้นเอง ตนและผู้อื่นไม่ได้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเกิดความบาดหมาง เกิดการทะเลาะ ถึงการวิวาทกัน พูดจาทิ่มแทงกันอยู่ว่า ‘ธรรม ต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นอย่างนี้หามิได้ ธรรมต้องเป็นอย่างนี้”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัญเดียรถีย์ ปริพาชก เป็นคนตาบอด ไม่มีจักษุ ไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักโทษ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักอธรรม เมื่อไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักโทษ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักอธรรม จึงเกิดความบาดหมาง เกิดการทะเลาะ ถึงการวิวาทกัน พูดจาทิ่มแทงกันอยู่ว่า ‘ธรรมต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นอย่างนี้หามิได้ ธรรมต้องเป็นอย่างนี้’ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

หมู่สัตว์นี้ประกอบด้วยอหังการ ประกอบด้วย ปรังการ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมิได้รู้ถ่องแท้ถึง ความเห็นทั้งสองนั้น มิได้เห็นว่าเป็นลูกศร

ผู้ที่พิจารณาความเห็นผิดทั้งสองนั้นจนรู้แจ้งว่า เหมือนลูกศร ย่อมไม่มีความเห็นว่าตนสร้างอัตตาและโลก ย่อมไม่มีความเห็นว่าผู้อื่นสร้างอัตตาและโลก

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อหังการ ความเห็นว่าตนสร้างอัตตาและโลกขึ้นมา หมายถึงลัทธิสยังการที่เห็นว่าตนเป็นตัวการ สรรค์สร้างสรรพสิ่ง ปรังการ ความเห็นว่าผู้อื่นสร้างอัตตาและโลกขึ้นมา หมายถึงลัทธิอิสสรนิมมานเหตุกว่าทที่เห็นว่าสรรพสิ่งล้วนเกิดจากการดลบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่ (นัย ขุ.อุ.อ. ๓๗๑)
หน้า ๒๘๕

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

หมู่สัตว์นี้ประกอบด้วยมานะความถือตัว มีมานะ

ร้อยรัดผูกพันไว้ ทำความแข่งดีกันในทิฏฐิทั้งหลาย จึง

ล่วงพ้นสงสารคือการเวียนว่ายตายเกิดไปไม่พัน

๗. สุภูติสูตร

ว่าด้วยผู้พ้นจากกิเลส

{๑๔๓} [๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระสุภูตินั่ง ขัดสมาธิตั้งกายตรง เข้าสมาธิที่ไม่มีวิตกอยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเห็นท่านพระสุภูตินั่งขัดสมาธิตั้งกายตรงเข้า สมาธิที่ไม่มีวิตกอยู่ในที่ไม่ไกลอย่างนั้นลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้วจึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ผู้ที่กำจัดวิตกทั้งหลายได้แล้ว ถอนขึ้นดีแล้วใน

ภายในไม่เหลือเศษ ก้าวพ้นกิเลสอันเป็นเครื่องข้องแล้ว

ยึดอรูปคือนิพพานเป็นอารมณ์ ละโยคะ ๔ ได้แล้ว

ย่อมไม่หวนกลับมาเกิดใหม่อีก

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สมาธิที่ไม่มีวิตก ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผลสมาธิที่มีจตุตถฌานเป็นบาทฐาน (ขุ.อุ.อ. ๓๗๔)
  2. ๒กิเลสอันเป็นเครื่องข้อง หมายถึงกิเลส ๕ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิ (สํ.ส.อ. ๒๔, ขุ.ธ.อ. ๘/๖๘, ขุ.อุ.อ. ๓๗๔)
  3. ๓โยคะ ๔ ดูเชิงอรรถ โยคะทั้งหลาย ข้อ ๑๙ (อุทาน) หน้า ๑๘๔ ในเล่มนี้

จบ ๖. ติตถสูตร