arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต · วรรคที่ ๔

๔. จวมานสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๑–๒๖๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในวรรคที่ ๔มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ จวมานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๔๓๖–๔๓๘

หน้า ๔๓๖

๔. จตุตถวรรค ๔. ปัญจปุพพนิมิตตสูตร

เทวดาย่อมนอบน้อมพระขีณาสพผู้ได้บรรลุอรหัตผล

แล้วอย่างนี้ เพราะเทวดาเหล่านั้นไม่เห็นเหตุที่จะทำให้

พระขีณาสพนั้นเข้าถึงอำนาจของมัจจุราชได้ ฉะนั้น

จึงพากันนอบน้อมท่าน

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวนี้ไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วอย่างนี้

๔. ปัญจปุพพนิมิตตสูตร

ว่าด้วยปุพพนิมิต ๕ ประการของเทวดาที่จะจุติ

{๒๖๑} [๘๓] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเทวดาจะจุติจากสวรรค์ ปุพพนิมิต ๕ ประการย่อมปรากฏขึ้น ปุพพนิมิต ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ

๑. ดอกไม้ทิพย์ที่ประดับเหี่ยวแห้ง

๒. พัสตราภรณ์เศร้าหมอง

๓. เหงื่อไหลออกจากรักแร้

๔. ผิวพรรณเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส

๕. เกิดความเบื่อหน่ายในทิพยสมบัติของตน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาพอทราบว่า ‘เทพบุตรองค์นี้จะต้องจุติจากสวรรค์’ ก็พลอยยินดีกับเทพบุตรองค์นั้นด้วยการอวยพรให้ ๓ ประการ คือ

หน้า ๔๓๗

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ

๑. ท่านจากเทวโลกนี้ไปแล้ว ขอให้ถึงคติที่ดี

๒. ท่านได้ถึงคติที่ดีแล้ว ขอให้ได้ลาภอันดี

๓. ท่านได้ลาภอันดีแล้ว ขอให้มีความมั่นคงดี”

{๒๖๒} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเล่าคือสิ่งที่กล่าวกันว่าเป็นการถึงคติที่ดีของเทวดาทั้งหลาย อะไรเล่าคือสิ่งที่กล่าวกันว่าเป็นการได้ลาภอันดีของเทวดาทั้งหลาย อะไรเล่าคือสิ่งที่กล่าวกันว่าเป็นความมั่นคงดีของเทวดาทั้งหลาย”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่กล่าวกันว่าเป็นการถึงคติที่ดีของเทวดาทั้งหลาย การที่เทพบุตรลงมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วได้ศรัทธาในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว นี้แลคือสิ่งที่กล่าวกันว่าเป็นการได้ลาภอันดีของเทวดาทั้งหลาย การที่ศรัทธาของเทพบุตรนั้นแลหยั่งรากลงดำรงอยู่มั่นคง ซึ่งสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่สามารถทำให้คลอนแคลนได้ นี้แลคือสิ่งที่กล่าวกันว่าเป็นความมั่นคงดีของเทวดาทั้งหลาย”ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

เวลาที่เทพบุตรจะจุติจากสวรรค์เพราะสิ้นอายุ เทวดา

ที่พลอยยินดีย่อมเปล่งเสียงอวยพรให้ ๓ ประการว่า

‘แน่ะท่านผู้เจริญ ท่านจากเทวโลกนี้ไปแล้ว (๑) ขอ

ให้ถึงคติที่ดีคือความเป็นสหายแห่งหมู่มนุษย์เถิด (๒) ท่าน

เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ขอให้มีศรัทธาเลื่อมใสอย่างยิ่งใน

พระสัทธรรม (๓) ศรัทธาของท่านในพระสัทธรรมที่

พระตถาคตเจ้าทรงประกาศดีแล้ว ขอให้หยั่งรากลง

ดำรงอยู่มั่นคง ไม่คลอนแคลนจนตลอดชีวิต

หน้า ๔๓๘

ท่านจงละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และ

ความชั่วที่มีโทษอย่างอื่น ทำความดีทางกาย วาจา ใจ

ซึ่งปราศจากอุปธิไว้ให้มาก

ต่อจากนั้น ท่านจงบำเพ็ญบุญที่ให้เกิดสมบัตินั้นให้

มากด้วยการบริจาคทาน แล้วชักชวนชนอื่นให้ดำรงอยู่

ในพระสัทธรรมในพระพุทธศาสนาด้วย’

เทวดาทั้งหลายเมื่อเวลารู้แน่ว่าเทพบุตรจะจุติ ย่อม

พลอยยินดี อนุเคราะห์ด้วยการกล่าวชวนว่า ‘แนะ

เทพบุตร ท่านจงหวนกลับมาเกิดบนสวรรค์นี้บ่อย ๆ’

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความแม้นี้ไว้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้สดับมาแล้วอย่างนี้

๕. พหุชนหิตสูตร

ว่าด้วยบุคคลผู้เกื้อกูลโลก ๓ ประเภท

{๒๖๓} [๘๔] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ ประเภทนี้เมื่ออุบัติขึ้นในโลก ย่อม อุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่ชนหมู่มากเพื่อ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า โลก จำแนกเป็น ๓ คือ (๑) สัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์ ซึ่งได้แก่ มนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก (๒) โอกาสโลก โลกอันกำหนดด้วยโอกาสซึ่งจำแนกเป็นแผ่นดินและภูเขาเป็นต้น โลกอันมีในอวกาศ หรือจักรวาล (๓) สังขารโลก โลกคือสังขาร ได้แก่ สภาวธรรมทั้งปวงที่มีการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย เมื่ออุบัติขึ้นในโลก ในที่นี้หมายถึงเกิดขึ้นในสัตว์โลก เฉพาะมนุษย โลกในจักรวาลนี้เท่านั้น (องฺ.เอกก.อ. ๘๘, ขุ.อิติ.อ. ๒๙๖)

จบ ๔. จวมานสูตร