arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต · วรรคที่ ๓

๖. อวุฏฐิกสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในวรรคที่ ๓มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๓ อวุฏฐิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๔๒๒–๔๒๕

หน้า ๔๒๒

๓. ตติยวรรค ๖. อวุฏฐิกสูตร

นํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุตรผู้มีลักษณะอย่างนี้แลจัดเป็นอวชาตบุตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุตร ๓ ประเภทนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก”

ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

บัณฑิตทั้งหลายปรารถนาแต่อติชาต

บุตร และอนุชาตบุตร ไม่ปรารถนาอวชาตบุตรผู้บั่นทอนวงศ์ตระกูล

ส่วนบุตรทั้งหลายผู้เป็นอุบาสกชื่อว่าเป็นบุตรที่ดี

ในโลก พวกเขามีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล รู้ความ

ประสงค์ของผู้อื่น ปราศจากความตระหนี่ ย่อมรุ่งเรือง

ในหมู่ชนเหมือนดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆแล้วฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความแม้นี้ไว้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้สดับมาแล้วอย่างนี้

๖. อวุฏฐิกสูตร

ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนฝน ๓ ประเภท

{๒๕๓} [๗๕] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ ประเภทนี้มีปรากฎอยู่ในโลก บุคคล ๓ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ

หน้า ๔๒๓

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ

๑. บุคคลที่เปรียบเหมือนฝนไม่ตก

๒. บุคคลที่เปรียบเหมือนฝนตกในพื้นที่บางส่วน

๓. บุคคลที่เปรียบเหมือนฝนตกในพื้นที่ทั่วไป

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่เปรียบเหมือนฝนไม่ตกคืออย่างไร คือบุคคลบางคนในโลกนี้ไม่ให้ข้าว นํ้า ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีปแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจกทุกหมู่เหล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเช่นนี้แลจัดเป็นบุคคลที่เปรียบเหมือนฝนไม่ตกดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่เปรียบเหมือนฝนตกในพื้นที่บางส่วนคืออย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ข้าวน้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีปแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจกบางพวก ไม่ให้แก่บางพวก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเช่นนั้นแลจัดเป็นบุคคลที่เปรียบเหมือนฝนตกในพื้นที่บางส่วนดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็บุคคลที่เปรียบเหมือนฝนตกในพื้นที่ทั่วไปคืออย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีปแก่สมณพราหมณ์ คน กำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจกไม่เลือกหน้า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุคคลเช่นนี้แลจัดเป็นบุคคลที่เปรียบเหมือนฝนตกในพื้นที่ทั่วไปดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ ประเภทนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก”

ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

หน้า ๔๒๔

๓. ตติยวรรค ๖. อวุฏฐิกสูตร

ผู้ได้พบสมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก

แล้วไม่แบ่งปันข้าว น้ำ และของบริโภคให้ นักปราชญ์

ทั้งหลายเรียกบุคคลใจแคบนั้นว่าเป็นผู้เปรียบเหมือนฝน

ไม่ตก

ผู้ไม่ให้ข้าวนํ้าเป็นต้นแก่คนบางพวก แต่ให้แก่คน

บางพวก นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกบุคคลนั้นว่าเป็นผู

้เปรียบเหมือนฝนตกในพื้นที่บางส่วน

คนที่พูดให้ภิกษาง่าย อนุเคราะห์สงเคราะห์คนโดย

ทั่วหน้า ย่อมมีใจยินดีแจกจายสิ่งของ ชอบพูดชวนว่า

ให้ทานกันเถิด ให้ทานกันเถิด’

เปรียบเหมือนเมฆฝนร้องคำรามแล้วตกลงมา จน

น้ำไหลนองเต็มทั้งที่ลุ่มและที่ดอน ฉันใด

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นฉันนั้น

รวบรวมทรัพย์

ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรโดยชอบธรรม

เอามาเลี้ยงวณิพกมากหลายผู้มาถึงแล้วให้อิ่มหนาด้วย

ข้าวและน้ำโดยชอบ

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความแม้นี้ไว้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้สดับมาแล้วอย่างนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความแม้นี้ไว้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้สดับมาแล้วอย่างนี้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คนที่พูดให้ภิกษาง่าย หมายถึงคนที่มีอัธยาศัยสั่งให้พวกคนให้สิ่งของต่าง ๆ แก่เหล่ายาจกผู้เข้า มาหาโดยพูดว่า ‘พวกท่านจงให้ข้าว จงให้นํ้า’ คำพูดของเขาชื่อว่าให้ภิกษาง่าย หรือหมายถึง คนที่เขาออกปากขอได้ง่าย (ขุ.อิติ.อ. ๒๗๒)
หน้า ๔๒๕

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ

๗. สุขปัตถนาสูตร

ว่าด้วยผู้ปรารถนาสุข ๓ ประการพึงรักษาศีล

{๒๕๔} [๗๖] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตเมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการนี้พึงรักษาศีล ความสุข ๓ ประการคืออะไรบ้าง คือ

๑. เมื่อปรารถนาว่า ‘ขอให้ความสรรเสริญจงมาถึงเรา’ ก็พึงรักษาศีล

๒. เมื่อปรารถนาว่า ‘ขอให้ทรัพย์สมบัติจงเกิดขึ้นแก่เรา’ ก็พึงรักษาศีล

๓. เมื่อปรารถนาว่า ‘หลังจากตายไป ขอให้ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ ก็พึงรักษาศีลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตเมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการดังกล่าวมานี้พึงรักษาศีล”ในพระสูตรนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

ผู้มีปัญญาเมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการ คือ

ความสรรเสริญ ๑ การได้ทรัพย์สมบัติ ๑ ตายไปได้

รื่นเริงในสวรรค์ ๑ ก็พึงรักษาศีล

ถ้าบุคคลแม้จะไม่ทำบาป แต่ก็ยังคบหาคนที่ทำบาป

อยู่ เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนน่ารังเกียจในเพราะบาปนั้น ทั้ง

ความเสียชื่อเสียงของเขาย่อมงอกงาม

จบ ๖. อวุฏฐิกสูตร