พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต · วรรคที่ ๓
๗. สุขสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในวรรคที่ ๓มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๓ สุขสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๔๒๕–๔๒๗
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ
๗. สุขปัตถนาสูตร
ว่าด้วยผู้ปรารถนาสุข ๓ ประการพึงรักษาศีล
{๒๕๔} [๗๖] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตเมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการนี้พึงรักษาศีล ความสุข ๓ ประการคืออะไรบ้าง คือ
๑. เมื่อปรารถนาว่า ‘ขอให้ความสรรเสริญจงมาถึงเรา’ ก็พึงรักษาศีล
๒. เมื่อปรารถนาว่า ‘ขอให้ทรัพย์สมบัติจงเกิดขึ้นแก่เรา’ ก็พึงรักษาศีล
๓. เมื่อปรารถนาว่า ‘หลังจากตายไป ขอให้ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ ก็พึงรักษาศีลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตเมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการดังกล่าวมานี้พึงรักษาศีล”ในพระสูตรนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ผู้มีปัญญาเมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการ คือ
ความสรรเสริญ ๑ การได้ทรัพย์สมบัติ ๑ ตายไปได้
รื่นเริงในสวรรค์ ๑ ก็พึงรักษาศีล
ถ้าบุคคลแม้จะไม่ทำบาป แต่ก็ยังคบหาคนที่ทำบาป
อยู่ เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนน่ารังเกียจในเพราะบาปนั้น ทั้ง
ความเสียชื่อเสียงของเขาย่อมงอกงาม
๓. ตติยวรรค ๗. สุขปัตถนาสูตร
บุคคลทำคนเช่นใดให้เป็นมิตรหรือคบหาสนิทสนม
กับคนเช่นใด ก็ย่อมเป็นเหมือนคนเช่นนั้น เพราะการ
อยู่ร่วมกันเป็นเช่นนั้น
คนชั่วใครคบเข้าก็แปดเปื้อนคนคบ ใครแตะต้องเข้า
ก็ย่อมแปดเปื้อนคนแตะต้องซึ่งมิได้แปดเปื้อนมาก่อน
ดุจลูกศรอาบยาพิษ ยาพิษก็พลอยติดแล่งศรไปด้วย
ฉะนั้น เพราะกลัวการแปดเปื้อนด้วยบาปธรรม ธีรชน
จึงไม่ควรมีคนชั่วเป็นเพื่อน
นรชนใดห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้ใบหญ้าคา
ของนรชนนั้นก็พลอยมีกลิ่นเน่าเหม็นฟุ้งไปด้วย ฉันใด
การคบหาสนิทสนมกับคนพาล ก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน
นรชนใดห่อกฤษณาด้วยใบไม้ แม้ใบไม้ของนรชน
นั้นก็พลอยหอมฟุ้งไปด้วย ฉันใด การคบหาสนิทสนม
กับนักปราชญ์ก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตรู้ความผลสำเร็จของตนดุจ
ห่อใบไม้แล้ว ก็ไม่ควรคบหาสนิทสนมกับพวกอสัตบุรุษ
ควรคบหาสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น ด้วยว่า
อสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมทำให้ถึงสุคติ
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวนี้ไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วอย่างนี้
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ
๘. ภิทุรสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่ต้องแตกสลายไปเป็นธรรมดา
{๒๕๕} [๗๗] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายร่างกายนี้มีความแตกสลายไปเป็นสภาพวิญญาณ มีความแตกดับไปเป็นธรรมดา อุปธิทั้งหมดไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา”ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลรู้ว่าร่างกายนี้มีความแตกสลายไปเป็นสภาพ
และวิญญาณมีความแตกดับไปเป็นธรรมดา เห็นภัยใน
อุปธิทั้งหลายแล้ว ย่อมพ้นจากความเกิดและความตาย
อบรมตนแล้ว บรรลุธรรมเป็นที่สงบอย่างยอดเยี่ยมแล้ว
ย่อมรอเวลาจะดับขันธ์อยู่
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความแม้นี้ไว้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้สดับมาแล้วอย่างนี้
- ๑วิญญาณ ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ ในที่นี้หมายถึงกุศลจิตเป็นต้นที่เป็นในภูมิ ๓ หรือโลกิยจิต (ขุ.อิติ.อ. ๒๗๗)
- ๒อุปธิทั้งหมด ได้แก่ อุปาทานขันธ์ กิเลส อภิสังขาร และกามคุณ ๕ (ขุ.อิติ.อ. ๒๗๗) ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๕๑ (ธาตุสูตร ปฐมวรรค ติกนิบาต อิติวุตตกะ) หน้า ๓๙๘ ในเล่มนี้
จบ ๗. สุขสูตร