พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต · วรรคที่ ๑
๑๐. มารเธยยสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในวรรคที่ ๑มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๑ มารเธยยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๔๐๓–๔๐๕
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ
ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
คนทั้งหลายประกอบด้วยตัณหาเครื่องประกอบสัตว์ไว้
มีจิตยินดีในภพน้อยภพใหญ่ พวกเขาประกอบด้วยโยคะ
คือบ่วงมาร เป็นผู้ไม่มีความเกษมจากโยคะ
เหล่าสัตว์ที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ย่อมถึงการเวียนว่าย
ตายเกิด (สังสารวัฏ) ส่วนเหล่าสัตว์ที่ละตัณหาได้เด็ดขาด
ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ บรรลุถึงความสิ้น
อาสวะแล้ว จัดว่าเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งสังสารวัฏแล้วในโลก
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความแม้นี้ไว้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้สดับมาแล้วอย่างนี้
๑๐. มารเธยยสูตร
ว่าด้วยบ่วงมาร
{๒๓๗} [๕๙] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมก้าวล่วงบ่วงมารได้แล้วรุ่งเรืองอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ ธรรม ๓ ประการนั้นคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
- ๑เป็นผู้ไม่มีความเกษมจากโยคะ หมายถึงเป็นผู้ไม่สามารถบรรลุอรหัตตผลหรือเข้าถึงภาวะนิพพานได้ (ขุ.อิติ.อ. ๒๒๘)
๑. ปฐมวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้
๑. เป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยสมาธิขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ
๓. เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมก้าวล่วงบ่วงมารได้แล้วรุ่งเรืองอยู่เหมือนดวงอาทิตย์”ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์อย่างนี้ว่า
ศีล สมาธิ ปัญญาอันผู้ใดเจริญดีแล้ว ผู้นั้นย่อม
ก้าวล่วงบ่วงมารได้แล้ว รุ่งเรืองอยู่เหมือนดวงอาทิตย์
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความแม้นี้ไว้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้สดับมาแล้วอย่างนี้
จบ ปฐมวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑.มูลสูตร ๒.ธาตุสูตร
๓.ปฐมเวทนาสูตรฺ ๔.ทุติยเวทนาสูตร
๕.ปฐมเอสนาสูตร ๖.ทุติยเอสนาสูตร
๗.ปฐมอาสวสูตร ๘.ทุติยอาสวสูตร
๙.ตัณหาสูตร ๑๐.มารเธยยสูตร
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ
๒. ทุติยวรรค
๑. ปุญญกิริยาวัตถุสูตร
ว่าด้วยการบำเพ็ญบุญ ๓ ประการ
{๒๓๘} [๖๐] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ (เหตุแห่งการบำเพ็ญบุญ) นี้มี ๓ ประการ บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการคืออะไรบ้าง คือ
๑. บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทาน
๒. บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีล
๓. บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุมี ๓ ประการนี้แล”
ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
กุลบุตรผู้หวังประโยชน์พึงสั่งสมบุญที่มีผลสูงสุด ที่
ให้ผลเป็นความสุข คือ พึงบำเพ็ญทาน บำเพ็ญสมจริยา
และเจริญเมตตาจิต
บัณฑิตครั้นบำเพ็ญธรรมอันเป็นเหตุให้เกิดสุขสมบัติ
๓ ประการเหล่านี้แล้วยอมเข้าถึงโลกที่เป็นสุข ไม่มีการ
เบียดเบียนกัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความแม้นี้ไว้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้สดับมาแล้วอย่างนี้
จบ ๑๐. มารเธยยสูตร