arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ · จตุกกนิบาต

๑๓. โลกสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๙๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๓ ในจตุกกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต โลกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๔๘๙–๔๙๔

หน้า ๔๘๙

ภิกษุผู้เป็นอยู่อย่างนั้น มีความเพียรพยายาม มีความ

ประพฤติสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ศึกษาปฏิปทาอันสมควรแก่

ความสงบใจ มีสติทุกเมื่ออยู่เช่นนั้น นักปราชญ์ทั้งหลาย

เรียกว่า ‘ผู้มีจิตมุ่งพระนิพพานต่อเนื่อง’

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความแม้นี้ไว้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้สดับมาแล้วอย่างนี้

๑๓. โลกสูตร

ว่าด้วยผู้รู้แจ้งโลก

{๒๙๓} [๑๑๒] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกคือทุกข์ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ตถาคตพรากออกจากโลกคือทุกข์ได้แล้ว เหตุเกิดแห่งโลกคือทุกข์ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว เหตุเกิดแห่งโลกคือทุกข์ตถาคตละได้แล้วความดับแห่งโลกคือทุกข์ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ความดับแห่งโลกคือทุกข์ตถาคตได้ทำให้แจ้งแล้ว ปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงความดับแห่งโลกคือทุกข์ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงความดับแห่งโลกคือทุกข์ตถาคตได้ทำให้เจริญแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โลกคือทุกข์ คำว่า โลก แปลว่า สิ่งที่จะต้องเสื่อมสลายย่อยยุบไป ในพระสูตรนี้หมายถึง ทุกขอริยสัจ หรือ ทุกข์ ซึ่งกล่าวให้ชัดก็คือ อุปาทานขันธ์ ๕ นั่นเอง (ขุ.อิติ.อ. ๔๑๐,๔๑๑)
  2. ๒เหตุเกิดแห่งโลกคือทุกข์ ตามนัยพระสูตร หมายถึงตัณหา ตามนัยพระอภิธรรม หมายถึงกิเลสจำนวน ๑,๕๐๐ พร้อมกับอภิสังขารทั้งหลาย ความดับแห่งโลกคือทุกข์ หมายถึงพระนิพพาน ปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงความดับแห่งโลกคือทุกข์ หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่ประมวลย่อลงใน หลักไตรสิกขา (ขุ.อิติ.อ. ๔๑๒)
หน้า ๔๙๐

๑๓. โลกสูตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฎฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์อันใด ที่โลกตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์เห็นแล้ว ฟังแล้ว ทราบแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว เสาะแสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ทั้งหมดนั้นตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้น ชาวโลกจึงเรียกว่าตถาคตอนึ่ง ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในราตรีใด และปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในราตรีใด ในระหว่างนี้ ตถาคตกล่าว บอกชี้แจงคำใด คำนั้นทั้งหมดย่อมเป็นจริงอย่างนั้นทีเดียว ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น ชาวโลกจึงเรียกว่าตถาคต

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อารมณ์ หมายถึงเครื่องยึดหน่วงของจิต สิ่งที่จิตยึดหน่วง หรือสิ่งที่จิตรับรู้ ได้แก่ อายตนะภายนอก ๖ คือ (๑) รูปารมณ์ อารมณ์คือรูป หมายถึงสิ่งที่จิตรับรู้ทางตา ได้แก่ รูปหรือแสงสีต่าง ๆ ที่ตามองเห็น (๒) สัททารมณ์ อารมณ์คือเสียง หมายถึงสิ่งที่จิตรับรู้ทางหู ได้แก่ เสียงต่าง ๆ ที่หูได้ยิน (๓) คันธารมณ์ อารมณ์คือกลิ่น หมายถึงสิ่งที่จิตรับรู้ทางจมูก ได้แก่ กลิ่นต่าง ๆ ที่จมูกสูดดม (๙) รสารมณ์ อารมณ์คือรส หมายถึงสิ่งที่จิตรับรู้ทางลิ้น ได้แก่ รสต่าง ๆ ที่ลิ้นลิ้มรู้ (๙) โผฎฐัพพารมณ์ อารมณ์คือโผฏฐัพพะ หมายถึงสิ่งที่จิตรับรู้ทางกายประสาท ได้แก่สิ่งใดๆ ที่กระทบถูกต้องกายแล้วเกิดการรับรู้ได้ เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นต้น หรือเรียกสามัญว่า สัมผัสทางกาย (๖) ธรรมารมณ์ อารมณ์ทางใจ หมายถึงสิ่งที่จิตนึกคิด ได้แก่สิ่งที่เป็นนามธรรมต่าง ๆ ที่จิตคิดปรุงแต่ง หรือความคิด (นัย องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๐๒)
  2. ๒ในที่นี้ เทวโลก หมายถึงกามาพจรสวรรค์ ๙ ชั้นแรก มารโลก หมายถึงกามาพจรสวรรค์ชั้นที่ ๖ คือชั้นปรนิมมิตวสวัตตี พรหมโลก หมายถึงพรหมโลก ๒๐ ชั้น ซึ่งจำแนกเป็นรูปพรหม ๑๖ ชั้น และอรูปพรหม ๕ ชั้น หมู่สัตว์ หมายถึงสัตว์โลก สมณพราหมณ์ หมายถึงทั้งนักบวชนอกพระพุทธศาสนาและในพระพุทธศาสนาที่ระงับบาปและลอยบาปได้แล้ว เทพ หมายถึงสมมติเทพ เทวดาโดยสมมติ ได้แก่ พระเจ้าแผ่นดิน พระอัครมเหสี และพระราชโอรส มนุษย์ หมายถึงสามัญชนทั่วไป (วิ.อ.๑/๑๑๘, ที.สี.อ. ๑๕๗, ม.มู.อ. ๒/๑๐๙, ข.อิติ.อ. ๔๑๓)
  3. ๓ตถาคฅ ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๓๘ (วิตักกสูตร ทุติยวรรค ทุกนิบาต อิติวุตตกะ) หน้า ๓๗๖ ในเล่มนี้
หน้า ๔๙๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีปกติกล่าวอย่างใด ก็ทำอย่างนั้นมีปกติทำอย่างใด ก็กล่าวอย่างนั้น ตถาคตมีปกติกล่าวอย่างใด ก็ทำอย่างนั้น มีปกติทำอย่างใด ก็กล่าวอย่างนั้นด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น ชาวโลกจึงเรียกว่าตถาคตดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เป็นผู้เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจในโลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ เพราะฉะนั้น ชาวโลกจึงเรียกว่าตถาคต”ในพระสูตรนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

ตถาคตรู้ยิ่งแล้วซึ่งโลกสันนิวาสทั้งปวง รู้ตามความ

เป็นจริงซึ่งโลกทั้งปวง พรากออกไปจากโลกทั้งปวง

ได้แล้ว ไม่มีกิเลสเข้าไปยึดติดในโลกทั้งปวง

ตถาคตนั้นป็นธีรชนผู้ครอบงำอารมณ์ทั้งปวงได้ ปลด

เปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งมวลได้ ความสงบอย่าง

ยอดเยี่ยมคือนิพพานซึ่งไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ ตถาคตก็ได้

สัมผัสแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ไม่มีกิเลสเข้าไปยึดติด หมายถึงไม่มีตัณหาและทิฏฐิเข้าไปยึดติดในโลกทั้งปวง (ขุ.อิติ.อ. ๔๑๘)
  2. ๒กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งมวล หมายถึงกิเลสเครื่องรัดทั้งนามกายและรูปกายของเหล่าสัตว์ให้แน่นติดอยู่ในวัฏฏทุกข์ (ที.ปา.อ. ๒๐) ๔ อย่าง คือ (๑) อภิชฌา ความเพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่น (๒) พยาบาท คิดปองร้ายผู้อื่น (๓) สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต (๔) อิทังสัจจาภินิเวส ความเชื่อแน่ว่าสิ่งนี้เท่านั้นเป็นจริง {ขุ.ธ.อ. ๔/๔๙) ดู ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๒/๓๐๓}
หน้า ๔๙๒

๑๓. โลกสูตร

ตถาคตนั้นเป็นขีณาสพ เป็นพุทธะ ไม่มีทุกข์ ตัด

ความสงสัยได้แล้ว ถึงความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง

เป็นผู้น้อมใจไปในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ

ตถาคตนั้นเป็นผู้มีโชค เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นสีหะ

ผู้ยอดเยี่ยม ประกาศพรหมจักรให้เป็นไปเพื่อชาวโลก

พร้อมทั้งเทวโลก

เพราะเหตุนั้น เทวดาและมนุษย์ผู้ถึงพระพุทธเจ้าว่า

เป็นสรณะ จึงมาชุมนุมกันนมัสการตถาคตผู้เป็นใหญ่

ผู้ปราศจากความครั่นคร้าม ด้วยการสรรเสริญว่า

‘ตถาคตผู้ฝึกฝนตนดีแล้วเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในบรรดา

ผู้ฝึกฝนตนทั้งหลาย ตถาคตผู้แสวงหาคุณ ผู้สงบแล้ว

เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในบรรดาผู้สงบทั้งหลาย ตถาคตผู้

หลุดพ้นได้แล้วเป็นผู้เลิศที่สุดในบรรดาผู้หลุดพ้นทั้งหลาย

ตถาคตผู้ข้ามพ้นสังสารวัฏได้แล้วเป็นผู้ประเสริฐที่สุด

ในบรรดาผู้ข้ามสังสารวัฏทั้งหลาย

เพราะเหตุนี้แล เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจึง

นมัสการตถาคตผู้เป็นใหญ่ ผู้ปราศจากความครั่นคร้าม

นั้น พร้อมกล่าวสรรเสริญว่า ‘ในโลกตลอดทั้งเทวโลก

ไม่มีบุคคลที่จะเทียบพระองค์ได้’

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความแม้นี้ไว้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้สดับมาแล้วอย่างนี้

จบ จตุกกนิบาต

หน้า ๔๙๓

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. พราหมณธัมมยาคสูตร ๒. สุลภสูตร

๓. อาสวักขยสูตร ๔. สมณพราหมณสูตร

๕. สีลสัมปันนสูตร ๖. ตัณหุปปาทสูตร

๗. สพรหมกสูตร ๘. พหุการสูตร

๙. กุหสูตร ๑๐. นทีโสตสูตร

๑๑. จรสูตร ๑๒. สัมปันนสีลสูตร

๑๓. โลกสูตร

จำนวนพระสูตร

เอกกนิบาตมี ๒๗ สูตร ทุกนิบาตมี ๒๒ สูตร

ติกนิบาต มี ๕๐ สูตร จตุกกนิบาตมี ๑๓ สูตร รวม

๑๐๒ สูตร ที่พระอรหันต์ทั้งหลายรวบรวมร้อยกรองไว้

ตั้งชื่อว่าอิติวุตตกะ เพื่อให้พระพุทธศาสนาดำรงมั่นอยู่

ชั่วกาลนาน

จบ พระบาลีอิติวุตตกะ

หน้า ๔๙๔

พระบาลีสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย สุตตนิบาต

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑. อุรควรรค

๑. อุรคสูตร

ว่าด้วยการเปรียบเหมือนงู

{๒๙๔} [๑] ภิกษุผู้กำจัดความโกรธที่เกิดขึ้นได้เหมือนหมอกำจัดพิษงูที่แผ่ซ่านไปด้วยยากำจัดพิษ ชื่อว่าละฝั่งในและฝั่งนอก ได้ดุจงูลอกคราบเก่าทิ้งไปฉะนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สุตตนิบาต แปลว่า ประมวลพระสูตร(ประเภทหนึ่ง) หมายถึงหมวดหมู่พระสูตรที่มีลักษณะพิเศษ คือ บางสูตรมีเนื้อหาสาระเป็นประเภทร้อยกรอง (คาถา) ล้วน บางสูตรเป็นทั้งร้อยแก้วผสมร้อยกรอง (เคยยะ) มีจำนวน ๗๐ สูตร แบ่งเนื้อหาออกเป็นวรรคได้ ๕ วรรค คือ (๑) อุรควรรค มี ๑๒ สูตร (๒) จูฬวรรค มี ๑๔ สูตร (๓) มหาวรรค มี ๑๒ สูตร (๔) อัฏฐกวรรค มี ๑๖ สูตร (๔) ปรายนวรรค มี ๑๖ สูตร จัดเป็นคัมภีร์ที่ ๕ ในบรรดา ๑๕ คัมภีร์ของขุททกนิกาย และจัดอยู่ในเล่มที่ ๒๕ ในบรรดาพระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม
  2. ๒ละฝั่งในและฝั่งนอก ในที่นี้หมายถึงละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้ อนึ่ง ฝั่งใน หมายถึงอัตภาพของตน อายตนะภายใน ๖ มนุษยโลก กามธาตุ กามภพและรูปภพ และอัตภาพทั่วไป ฝั่งนอกหมายถึงอัตภาพของผู้อื่น อายตนะภายนอก ๖ เทวโลก รูปธาตุและอรูปธาตุ อรูปภพ และเครื่องอำนวยความสุขแก่อัตภาพ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๒-๑๓)

จบ ๑๓. โลกสูตร